เผยงานออกแบบฉากแอ็กชั่นใน Hobbs and Shaw + สไตล์การต่อสู้ที่แตกต่างกันของตัวละคร

 

งานแอ็กชั่นเผยตัวละคร สไตล์การต่อสู้บ่งบอกตัวตน

 

กุญแจสำคัญของวิธีการทำงานของเดวิด ลีทช์และลูกทีมคือการแสดงให้เห็นถึงสไตล์การต่อสู้ที่แตกต่างของฮ็อบส์, ชอว์ และแฮ็ตตี้ จากนั้นก็จับบริกซ์ตัน ผู้ถูกปรับแต่งความแข็งแกร่ง โยนเข้ามา และดูเหมือนเขาจะเป็นคนที่ทำลายไม่ได้ “สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้เกี่ยวกับงานแอ็กชั่นก็คือ มันมีความสำคัญต่อพัฒนาการของตัวละครและการเล่าเรื่องนะครับ” ลีทช์อธิบาย “ฉากต่อสู้ที่วางโครงสร้างเอาไว้ดี จะบอกคุณเกี่ยวกับตัวคนๆ นั้นได้ดีพอๆ กับการมีบทพูดที่ดีเลยครับ คุณสามารถงบอกความเป็นตัวละครผ่านวิธีที่พวกเขาต่อสู้ โชคดีที่เจสันและดเวย์นมีร่างกายที่บึกบึนอยู่แล้ว และพวกเขาก็มีท่วงท่าที่ใช้ได้ดีสำหรับพวกเขา แต่เราก็ยังพยายามที่จะทำงานให้ล้ำไปกว่าสิ่งเหล่านั้น และพยายามทำให้มันดีขึ้นอีกครับ”

 

ฮ็อบส์ ตัวละครของดเวย์น จอห์นสัน จะอาศัยความแข็งแกร่ง การพูดถากถาง และสไตล์ดุดันแบบไม่ต้องรอจับตัวคนร้ายเข้าคุก ขณะที่ ชอว์ ตัวละครของ เจสัน สเตแธม จะต่อสู้ด้วยสมอง มากพอๆ กับที่ใช้ร่างกาย เขาใช้ความเร็ว ความว่องไว และความมุ่งมั่นที่ทำให้เขาเป็นตัวแสบ “ฮ็อบส์จะมีร่างกายที่แข็งแกร่งมาก เขาแค่จับตัวคนยกขึ้นมา และเหวี่ยงข้ามห้องไปเลย” ลีทช์บอก “ชอว์คือคนที่จะคิดเมื่อยืนได้มั่นคง เขาเร็วกว่า และจะใช้ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเพื่อเอาชนะการต่อสู้ มันคือจังหวะที่แตกต่างกันครับ ชายสองคนนี้มีสไตล์การต่อสู้ที่แตกต่างกันมาก และพวกเขาต้องมาด้วยกัน ถึงจะมีโอกาสเอาชนะพลังเหนือมนุษย์ของบริกซ์ตันได้”

 

 

การผสมผสานนี้คือกุญแจสำคัญในการสร้างเรื่องราวรอบๆ งานแอ็กชั่นที่มีหลายระดับ และผสมรวมมันผ่านโครงเรื่อง ไม่ว่าจะในฉากหนึ่งที่ฮ็อบส์และชอว์ต้องโดนบริกซ์ตันซ้อม หรือในฉากที่แฮ็ตตี้ต่อสู้กันนอกสำนักงานซีไอเอในลอนดอน

 

            ความท้าทายสำหรับ คริส โอฮาร่า, เกร็ก รีเมนเทอร์ และทีมสตั๊นต์ก็คือการออกแบบการต่อสู้กับคนจำนวนมาก โดยเฉพาะในหลายฉากที่ฮ็อบส์และชอว์ต้องร่วมมือกันต่อสู้กับบริกซ์ตัน เป้าหมายก็คือจะต้องรักษาสไตล์การต่อสู้ของแต่ละคนเอาไว้ และทำให้ทุกคนเดินหน้าอยู่ในเลนของตัวเอง ขณะที่ต้องทำให้ฉากนั้นดูเป็นงานที่น่าดูด้วย “ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการเตะ การรับหมัด ล้วนแต่เป็นไปด้วยความตั้งใจ ดังนั้นในทุกการต่อสู้จึงมีเรื่องราวครับ” โอฮาร่ากล่าว

 

ขณะที่ฉากที่อัดแน่นไปด้วยงานแอ็กชั่นคือสิ่งที่ดึงความสนใจจากคนดู ลีทช์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีจากความสามารถในการรักษาอารมณ์ตื่นเต้นเอาไว้ และทำให้คนดูยังคงเกาะติดเรื่องราว บ่อยครั้งที่เขาสามารถใช้ภาพต่อเนื่องชอตเดียวเพื่อรักษาความตื่นเต้นของฉากนั้นเอาไว้ สิ่งที่ทำให้วิธีการนี้น่าประทับใจมากขึ้นไปอีกก็คือนักแสดงคือหัวใจสำคัญในการทำให้ฉากดังกล่าวดูสมจริง น่าเชื่อ การถ่ายทำทุกเฟรมภาพด้วยรูปแบบแปลกใหม่ ซึ่งนักแสดงสตั๊นต์สามารถแสดงจังหวะงานแอ็กชั่นที่จริงจังมากขึ้นได้

 

การต่อสู้แบบบริกซ์ตัน

อิดริส เอลบากับงานท็อปฟอร์ม

นับแต่เริ่มต้น อิดริส เอลบา มอง บริกซ์ตัน ลอร์ ว่าเป็นเครื่องจักรต่อสู้ เป็น “แบล็คซูเปอร์แมนที่มีความยโสและถูกปรับแต่งด้วยไซเบอร์มาแล้ว” เอลบาที่สูง 6 ฟุต 3 นิ้ว เตรียมตัวมาพร้อมที่จะแสดงเป็น บริกซ์ตัน อย่างเต็มที่ที่สุด เมื่อเขาเริ่มต้นพูดคุยกับ เดวิด ลีทช์ จากนั้นก็คุยกับคริส โอฮาร่า และเกร็ก รีเมนเทอร์ เขาเริ่มเข้าใจถึงธรรมชาติในการทำงานของลีทช์  “ด้วยความที่เคยฝึกมวยไทยมาก่อน ผมคิดว่าผมน่าจะสามารถแสดงคิวบู๊ได้เร็ว” เอลบาเล่า “แต่สำหรับบทนี้ มันคืออีกระดับหนึ่งเลยครับ คริส, เกร็ก และทีมของพวกเขา มีทักษะฝีมือสูงมาก ผมต้องปล่อยวางนิสัยเก่าๆ และนำสไตล์การต่อสู้แบบใหม่นี้มาใช้ ซึ่งมันบ่งบอกถึงความเป็นบริกซ์ตันอย่างมาก นั่นก็คือ มีความรุนแรง แต่ก็เต็มไปด้วยความว่องไวและความสามารถ”

 

ความจริงจังและความแม่นยำของงาน ทำให้เอลบาและทีมนักแสดงหลักคนอื่นๆ ต้องมอบความไว้วางใจให้กับผู้กำกับ เอลบายินดีที่จะทำเช่นนั้นอย่างเต็มที่ “เดวิด ลีทช์คือผู้วางเกมกล้องทุกอย่างครับ” เอลบาบอก “มันปรากฏอยู่ในทุกจังหวะของเรื่องจริงๆ นะครับ ทุกการเคลื่อนไหวแสดงให้เห็นถึงการออกแบบการต่อสู้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ การออกแบบคิวบู๊ของเกร็กถูกออกแบบมาเพื่อสไตล์การถ่ายทำของเดวิดอย่างชัดเจน มันคือสิ่งที่ผมยังไม่เคยทำมาก่อนในระดับนี้ นอกจากจะต้องฟิต หุ่นต้องดีแล้ว ผมต้องเข้าใจถึงระบบความคิดของเดวิดที่อยากให้เรามีความแน่นอนชัดเจนในทุกการเคลื่อนไหว เพื่อให้การออกแบบคิวบู๊ได้ผล คุณต้องเชื่อและดูเหมือนว่าคุณรู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ ดังนั้นมันจึงเป็นประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับผม ผมรักคนพวกนี้ครับ พวกเขาเป็นคนที่ฉลาดในงานที่พวกเขาทำจริงๆ ครับ”

 

เถื่อนและพร้อม

เคอร์บี้ค้นพบความเป็นนักรบในตัว

ถึงแม้ วาเนสซ่า เคอร์บี้ จะเคยร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยฉากแอ็กชั่นอย่าง Mission: Impossible – Fallout มาแล้ว แต่บทบาทที่เธอแสดงก็ไม่ได้เต็มไปด้วยงานสตั๊นต์อย่างที่เธอชอบ เธอบอกว่าสมัยยังเด็ก เธอไม่เล่นกีฬา แต่ค่ายฝึกของ เกร็ก รีเมนเทอร์ ทำให้เธอกลายเป็นคนที่เชื่อมั่นในร่างกายและความเป็นนักกีฬาของตัวเอง เมื่อได้รับการฝึกฝน และมีทีมของรีเมนเทอร์คอยช่วยเหลืออยู่ เคอร์บี้ได้สัมผัสกับความรู้สึกไม่กลัวอะไรเลยที่เธอไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ในตัว

 

แฮ็ตตี้ ชอว์ไม่ใช่นักสู้ท่าสวย เธอเป็นคนฉลาดและรวดเร็ว ที่มีสไตล์การต่อสู้ที่ดูดิบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการถูกเลี้ยงดูมาในอีสต์ลอนดอน เธอจะใช้ทุกอย่างที่มีเพื่อเอาชนะ ตัวละคร ชอว์ ของสเตแธมเองก็มีความมุ่งมั่นแบบเดียวกันเวลาต่อสู้ แต่วิธีการของเขาจะดูสวยงามมากกว่า

 

เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับบทนี้ เคอร์บี้ทำงานกับรีเมนเทอร์และทีมของเขาอยู่นานหลายเดือน เพื่อสร้างความฟิตให้กับร่างกาย และเพิ่มระดับความทนทาน ก่อนที่เธอจะเริ่มเรียนรู้คิวการแสดงฉากบู๊ เมื่อถึงเวลาต้องถ่ายทำฉากต่อสู้ของเธอ เธอก็พร้อมยิ่งกว่าพร้อมเสียอีก

 

 

“จากมุมมองของงานสตั๊นต์ วาเนสซ่าทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เลยครับ” โอฮาร่าบอก “เธอเป็นพวกที่นิยมความสมบูรณ์แบบ เธอทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมต่อสู้ของเรา พวกเขาทำให้เธอไปถึงจุดที่ไม่สำคัญว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กแค่ไหน แต่เธอรู้ดีว่าจะต้องทำยังไงเพื่อปรับตัว เธอมุ่งมั่นที่จะทำให้ดีขึ้นเสมอ เธอมีหลักการทำงานที่ทำให้กล้าลองและทำให้มันน่าทึ่ง แล้วเธอก็ทำได้จริงๆ ครับ”

 

ในวันแรกที่ถ่ายทำกับจอห์นสัน เคอร์บี้ต้องต่อสู้กับเขาในฉากสำนักงานซีไอเอในลอนดอน และต้องแสดงท่าที่เธอต้องเคลื่อนตัวไปใต้ร่างเขา และใช้เท้ารัดคอเขาไว้ เป้าหมายของฉากนี้ก็คือ เพื่อทำให้เห็นชัดเจนว่าแฮ็ตตี้มีความอึดและน่าเกรงขามไม่ต่างจากฮ็อบส์และชอว์

 

เคอร์บี้พอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ “เดฟต้องการให้แฮ็ตตี้เป็นหนึ่งในตัวละครที่ทนทรหด” เคอร์บี้บอก “วินาทีที่ประทับใจที่สุดก็คือตอนที่เดฟบอกฉันว่าฉันคือคนที่ทรหดที่สุดในกองถ่าย ฉันแสดงฉากสตั๊นต์ฉากใหญ่กับดเวย์น และฉันก็ทำหัวเข่าเลือดออก แต่ฉันก็ยังทำงานต่อไป ไม่มีทางที่ฉันจะหยุดเพราะเรื่องแบบนั้น เชื่อฉันสิ ฉันมีแผลถลอก แผลช้ำตลอดการถ่ายทำ แต่นั่นคือส่วนหนึ่งของการทำงาน ฉันชอบแสดงคิวบู๊มาก ฉันคิดว่าตัวเองโชคดีที่ได้เรียนรู้ทักษะใหม่กับเดฟ มันคือกระบวนการทำงานที่น่าทึ่งมากค่ะ”

 

การปะทะกันครั้งสุดท้าย

ฮ็อบส์, ชอว์ และบริกซ์ตัน อัดกันเต็มที่ในซามัว

เมื่อบริกซ์ตันและลูกน้องตามล่าฮ็อบส์, ชอว์ และแฮ็ตตี้มาถึงซามัวในฉากต่อสู้ฉากสุดท้าย ฝ่ายพระเอกพบว่าตัวเองมีทั้งคนและอาวุธน้อยกว่า เพื่อให้เกิดสมดุลและเพิ่มโอกาสที่จะชนะได้ พวกเขาต้องหวังพึ่งครอบครัวของฮ็อบส์ และหัวใจของนักรบซามัวเพื่อจะมีชัยชนะในวันนั้น ฉากแอ็กชั่นหลายฉากที่ติดตามมา ไม่ใช่แค่ฉากที่จะทำให้คุณอ้าปากค้างเท่านั้น แต่มันยังเป็นฉากที่ยังไม่เคยถูกถ่ายทำมาก่อน มันมีความสำคัญในแง่ของการเล่าเรื่องราวระหว่างฮ็อบส์กับพี่น้อง ความสัมพันธ์ระหว่างชอว์กับเขา และความสัมพันธ์ของชายทั้งสองคนกับแฮ็ตตี้ ถึงแม้พวกเขาจะมีความต่าง มีความขัดแย้ง และมีบาดแผลจากอดีต แต่พวกเขาจะต้องต่อสู้ด้วยกันด้วยความตั้งใจดีที่มีร่วมกัน

 

ทีมผู้สร้างมีข้อถกเถียงกันมากมายว่าจะสร้างสีสันให้กับฉากแอ็กชั่นฉากนั้นให้ดีที่สุดได้อย่างไร รวมถึงการออกแบบคิวบู๊ที่ต้องเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า แต่จะต้องแทรกไปด้วยฉากแอ็กชั่นที่มีการใช้รถ มีสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ และฉากระเบิด ไฟไหม้ ความทะเยอทะยานก็คือการสร้างฉากไคลแม็กซ์ที่ทำให้คนดูถึงกับนั่งไม่ติดและต้องพูดว่า “เมื่อกี้มันเกิดขึ้นจริงเหรอ?!”

 

 

Hobbs and Shaw วันนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram