5 อนิเมชั่นจากสตูดิโอจิบลิ ช่วยทำให้เราเติบโตและเข้มแข็ง

5 อนิเมชั่นจากสตูดิโอจิบลิ
ช่วยทำให้เราเติบโตและเข้มแข็ง

 

 

หลังจากที่สตูดิโอจิบลิ (Ghibli Studio) ผู้สร้างอนิเมชั่นชื่อดังของญี่ปุ่น ประกาศยุติการสร้างชั่วคราวเพื่อทบทวนแนวทางของสตูดิโอ โดยได้ส่ง When Marnie Was There ฉายเป็นเรื่องสุดท้ายก่อนพักงานยาวไปแล้ว แต่ในปีนี้แฟนๆอนิเมะของ Ghibli ไม่ต้องเสียใจ เพราะผลงานใหม่จากทีมผู้สร้างเดียวกันกำลังจะมา

โยชิอากิ นิชิมูระ โปรดิวเซอร์มากฝีมือ แห่ง Studio Ghibli ที่เคยอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Howl's Moving Castle (2004)  และมีผลงานที่ได้ชิงรางวัลออสการ์สาขาอนิเมชั่นยอดเยี่ยมถึงสองเรื่องได้แก่ The Tale of Princess Kaguya (2013) และ When Marnie Was There  (2014)  เขาตัดสินใจเปิดสตูดิโอใหม่ขึ้นมาเป็นของตัวเองในเดือนเมษายนปี 2015  โดยได้อนิเมเตอร์หลายคนจาก Studio Ghibli ตามมาอยู่ที่ใหม่นี้ด้วย โดยชื่อของสตูดิโอได้ มาจากภาษา Serbo-Croatian ว่า  ponoc ซึ่งแปลว่า “เที่ยงคืน” ซึ่งสื่อความหมายว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวันใหม่เหมือนกับที่พวกเขาได้สานต่อตำนานอันยิ่งใหญ่ของ Studio Ghibli ให้มาสู่ยุคใหม่ในสไตล์ของตัวเอง โดยสัญลักษณ์ของบริษัทยังเป็นรูปนาฬิกาที่เข็มนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนอีกด้วย

พร้อมกับส่งผลงานแรกมาให้แฟนๆได้หายคิดถึงในเรื่อง Mary and the Witch’s Flower    กำหนดฉาย  21 กันยายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ แต่ก่อนที่เราจะไปชมผลงานของ อดีตทีมงาน Ghibli Studio เราขอพาทุกคนมาย้อนดู 5 อนิเมะที่ทำให้เราเติบโตและเข้มแข็งขึ้นตามวันเวลา 

 

 

1.kiki's delivery service เป็นเรื่องราวของแม่มดน้อยชื่อกิกิ ที่ต้องออกไปใช้ชีวิตคนเดียวในเมืองที่ตัวเองไม่รู้จักเพื่อฝึกความสามารถของแม่มดตามธรรมเนียม ซึ่งเมื่อเธอออกไปใช้ชีวิตในสังคมภายนอกทำให้รู้ว่าบนโลกนี้มีอะไรอีกมากมาย การเผชิญโลกตัวคนเดียวทำให้ได้เรียนรู้ การแก้ปัญหาและอดทนต่อการฝ่าฟัน ต้องรู้จักการทำมาหากิน ซึ่งเรื่องนี้เหมาะกับคนที่กำลังคิดอยากจะโบยบินออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองมากๆเลย แล้วจะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย

 

 

2.My Neighbor Totoro หรือ โทโทโร่เพื่อนรัก เป็นอนิเมชั่นที่ถือว่าคลาสสิคที่สุดของจิบลิ เป็นเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งซึ่งแม่ต้องเข้าโรงพยาบาล ทำให้พ่อต้องพาลูกสาวทั้ง2 มาอยู่บ้านในชนบทเพื่อให้ใกล้กับโรงพยาบาลที่แม่พักรักษาตัวอยู่ ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวมีเรื่องราวแปลกๆและติดกับป่า ที่มีตัวประหลาดขนปุย โดยเด็กทั้งสองตั้งชื่อให้ว่า โทโทโร่ ความโดดเด่นของอนิเมชั่นเรื่องนี้คือความสดใส แฝงไปด้วยเรื่องราวของธรรมชาติ ความเชื่อและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง ที่สำคัญคือให้ความหมายของคำว่าครอบครัวได้อย่างดีเยี่ยม 

 

 

3.Spirited Away เป็นอนิเมชั่นที่ได้รับยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมที่สุดของจิบลิ และได้รับเลือกให้เป็นผู้ชนะรางวัลออสก้าร์ สาขา Best Animated Feature ครั้งที่ 75 ด้วยเป็นเรื่องราวของพ่อแม่ลูกสาว ครอบครัวหนึ่งที่หลงเข้าไปในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งพ่อแม่ โดนสาปให้เป็นหมู เนื่องจากไปกินของเซ่นไหว้เทพเจ้า ส่วนเด็กสาวต้องมาทำงานในโรงอาบน้ำของแม่มดเพื่อหาทางช่วยเหลือพ่อแม่ ความโดดเด่นของ Spirited Away อยู่ที่ปรัชญาที่แฝงไว้อย่างถี่ยิบ เช่น การเปลี่ยนผ่านจากเด็กสู่วัยรุ่น การไม่หลงลืมตัวตน วิถีชีวิตแบบเรียบง่ายหรือฟุ้งเฟ้อ รวมถึงการเสียดสีสังคม วิถีดั้งเดิมของญี่ปุ่นด้วย การได้ดูการ์ตูนเรื่องนี้เปรียบได้กับการอ่านหนังสือปรัชญาดีๆเลยทีเดียว 

 

 

4.Only Yesterday เรื่องราวของสาวออฟฟิศคนหนึ่งที่ลางานเพื่อไปบ้านนอกของญาติพี่สาว ระหว่างทางที่เธอนั่งรถไฟและเจอคนในชนบท ความทรงจำในวัยเด็กก็ผุดขึ้นตลอดการเดินทาง ซึ่งคล้ายกับผู้ใหญ่หลายคนในตอนนี้ที่คิดถึงวัยเด็กๆ การได้นั่งดูหนังเรื่องนี้ทำให้ความทรงจำบางอย่างของเราแจ่มชัดมากยิ่งขึ้น บางอย่างที่เหมือนว่าหลุดลอยไปแล้ว การโหยหาอดีตและอยู่ร่วมกับความทรงจำดีๆ ทำให้เรามีความสุขที่ได้ย้อนไปหามัน อีกจุดหนึ่งที่สำคัญสำหรับเรื่องนี้คือ การตั้งคำถามกับตัวเองว่าการที่ไปเราชอบชนบทไปเที่ยวต่างจังหวัดนั้น เราชอบมันจริงๆหรือเราแกล้งชอบเพราะตามกระแสกันแน่ แล้วถ้าให้ชีวิตตลอดไปจะชอบมันอยู่มั้ย 

 

 

5.The Wind Rises เป็นอนิเมชั่นเรื่องสุดท้าของอ.ฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้ก่อตั้งและผลิตการ์ตูนระดับตำนานหลายเรื่องของ Ghibli ซึ่งถือว่าเป็นการปิดตำนานของอาจารย์ฮายาโอะได้อย่างดีเยี่ยม The Wind Rises เป็นอนิเมชั่นบอกเล่าเรื่องราวของเด็กคนหนึ่งที่อยากเป็นผู้สร้างเครื่องบิน เขาไล่ตามความฝันมาเรื่อยๆ ผ่านเหตุการณ์อุปสรรคต่างๆ แต่สุดท้ายก็ฝ่าฟันมาจนสำเร็จ ในเรื่องนี้นอกจากแง่คิดในการเดินตามความฝันแล้ว ยังได้เห็นภาพ 2D แบบสวยๆ เห็นสังคมญี่ปุ่นในสมัยก่อนเมื่อเทียบกับปัจจุบันจะเห็นว่า สังคมบ้านเมืองเขาพัฒนาไปไกลมาก 

 

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram