ข้อมูลภาพยนตร์ G.I.JOE:RETALIATION

 จี.ไอ.โจ. สงครามแค้นคอบร้าทมิฬ

วันที่เข้าฉาย    27 มีนาคม 2556

จัดจำหน่าย บริษัท ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส (ฟาร์อีสต์)

 

ทีมนักแสดง 

          ดีเจ โคโทรน่า (DJ Cotrona)   รับบท   ฟลิ้นต์           ลีบยอนฮุน (Byung-hun Lee)  รับบท  สตอร์ม ชาโดว์           เอเดรียนน์ พาลิคกี้ (Adrianne Palicki)   รับบท  เลดี้เจย์           เรย์ พาร์ค (Ray Park)  รับบท  สเนกอายส์           โจนาธาน ไพรซ์ (Jonathan Pryce)   รับบท  ประธานาธิบดี           รีซ่า (RZA)   รับบท  อาจารย์ตาบอด           เรย์ สตีเวนสัน (Ray Stevenson)   รับบท  ไฟเออร์ฟลาย           แชนนิ่ง เททั่ม (Channing Tatum)  รับบท ดุ๊ก           เอโลดี้ ยุง (Elodie Yung)   รับบท จิ๊งซ์           บรูซ วิลลิส (Bruce Willis)   รับบท  นายพลโจ โคลตัน           ดเวย์น จอห์นสัน (Dwayne Johnson) รับบท  โร้ดบล็อค  

ทีมผู้สร้าง

          จอน เอ็ม ชู (Jon M. Chu) – ผู้กำกับ, ผู้อำนวยการสร้าง, ผู้สร้าง           เร็ทท์ รีส และพอล เวอร์นิค (Rhett Reese & Paul Wernick) – ทีมผู้เขียนบท           ลอเรนโซ่ ดิ โบนาเวนทูร่า (Lorenzo di Bonaventura) – ผู้อำนวยการสร้าง           ไบรอัน โกลด์เนอร์ (Brian Goldner) ผู้อำนวยการสร้าง           สตีเฟ่น ซอมเมอร์ส (Stephen Sommers) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร           เฮอร์เบิร์ต ดับเบิลยู เกนส์ (Herbert W. Gains) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร   นี่คือภาคที่ 2 ของภาพยนตร์ปี 2009 เรื่อง G.I. JOE: THE RISE OF COBRA ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $300 ล้านดอลล่าร์ พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส, เอ็มจีเอ็ม และสกายแดนซ์ โปรดักชั่นส์ ภูมิใจเสนอ ผลงานความร่วมมือกับฮาสโบร, ผลงานการสร้างของ ดิ โบนาเวนทูร่า พิคเจอร์ส เรื่อง G.I. JOE: RETALIATION ใน GI JOE: RETALIATION ทีมจีไอโจไม่ใช่แค่ต้องต่อสู้กับคู่ปรับเก่าอย่าง คอบร้า แต่พวกเขายังถูกบีบให้ต้องต่อสู้กับภัยคุกคามจากภายในรัฐบาลที่ทำลายพวกเขา การสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เป็นภาพยนตร์สามมิติ เป็นการยกระดับภาพยนตร์เรื่องนี้ไปสู่ระดับใหม่ และยังทำให้คนดูได้ใกล้ชิดกับฉากแอ็กชั่นที่อัดมาให้ดูแบบไม่ยั้งได้มากยิ่งขึ้น ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดย ดีเจ โคโทรน่า, ลีบยอนฮุน, เอเดรียนน่า พาลิคกี้, เรย์ พาร์ก, โจนาธาน ไพรซ์, เรย์ สตีเวนสัน, แชนนิ่ง เททั่ม ร่วมด้วย บรูซ วิลลิส และดเวย์น จอห์นสัน G.I. JOE: RETALIATION กำกับโดย จอน เอ็ม ชู อำนวยการสร้างโดย ลอเรนโซ่ ดิ โบนาเวนทูร่า และไบรอัน โกลด์เนอร์ และเขียนบทโดย เร็ทท์ รีส และพอล เวอร์นิค โดยสร้างจากตัวตุ๊กตุ่น จีไอโจ (G.I. JOE®) ของฮาสโบร  G.I. JOE RETALIATION เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในระบบ RealD 3D และดิจิตอลสามมิติในวันที่ 29 มีนาคม 2013 ผู้อำนวยการสร้างบริหาร ได้แก่ สตีเฟ่น ซอมเมอร์ส, เฮอร์เบิร์ท ดับเบิลยู เกนส์, เอริก ฮาวแซม, แกรี่ บาร์เบอร์, โรเจอร์ เบิร์นบาว์ม, เดวิด เอลลิสัน, เดน่า โกลด์เบิร์ก และพอล ชเวก ผู้กำกับภาพ ได้แก่ สตีเฟ่น วินดอน โปรดักชั่นดีไซเนอร์ ได้แก่ แอนดรูว์ เมนซี่ส์ และผู้ลำดับภาพ ได้แก่ โรเจอร์ บาร์ตัน และจิม เมย์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ได้แก่ หลุยส์ มินเกนแบช และดนตรีประกอบเป็นฝีมือของ เฮนรี่ แจ็คแมน  

เบื้องหลังงานสร้าง

ผู้อำนวยการสร้าง ลอเรนโซ่ ดิ โบนาเวนทูร่า ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของภาพยนตร์แฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จที่สุด รวมไปถึงภาพยนตร์แฟรนไชส์ที่ทำเงินถึงระดับพันล้านดอลล่าร์อย่าง TRANSFORMERS รู้สึกว่าบทสรุปของภาพยนตร์ภาคแรกนั้น ได้เปิดประตูให้สามารถสำรวจและผจญภัยในโลกของจีไอโจได้มากกว่านี้ “ผมคิดว่าตอนจบของภาพยนตร์ภาคแรกที่มีตัวชี้บอกว่ามีผู้ไม่หวังดีอยู่ในรัฐบาล คือเรื่องที่มีความโดดเด่นที่สุด และมีความน่าสนใจที่จะทดสอบกันต่อไป เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องหาตัวผู้กำกับผู้สามารถพาตัวละครที่มีหลากมิติในตัวเหล่านี้และปฏิบัติกับพวกเขาด้วยความจริงจัง” ดิ โบนาเวนทูร่าบอก เมื่อถึงเวลาต้องพิจารณาหาตัวผู้กำกับที่จะมากำกับภาพยนตร์ภาคที่ 2 นี้ อดัม โกลด์แมน ประธานฟิล์มกรุ๊ปของพาราเม้าต์ สร้างความประหลาดใจให้กับ ดิ โบนาเวนทูร่า ด้วยการแนะนำชื่อผู้กำกับที่กำลังมาแรงอย่าง จอน เอ็ม ชู ที่เพิ่งจะเสร็จจากงานสร้างภาพยนตร์ของ จัสติน บีเบอร์ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเรื่อง NEVER SAY NEVER “จอนกับผมมีนัดการประชุมครั้งแรกที่ตลกมาก เพราะประสบการณ์ของเขานั้นห่างไกลจากประสบการณ์ของผมมาก แต่ผมพบว่าเขาเติบโตมากับเรื่องราวการต่อสู้ของจีไอโจกับคอบร้า และเขาก็เข้าใจดีถึงความงดงามภายในของสิ่งที่จีไอโจเป็น นั่นคือสิ่งล้ำค่าอย่างมาก” ดิ โบนาเวนทูร่าเล่า “หลังจากได้คุยกัน เราพบว่าเราทั้งคู่กำลังพยายามสร้างภาพยนตร์ในแบบเดียวกันอยู่ มันจึงกลายเป็นความร่วมมือที่ยอดเยี่ยมมาก” ทีมผู้อำนวยการสร้างมองเห็นถึงมุมมองที่แปลกใหม่ในตัวชู ที่มาพร้อมความกระตือรือร้นและความรักที่มีต่อกลุ่มจีไอโจ “เขามีมุมทางลัดกับตัวละครเหล่านี้ และเขานำความรู้สึกเรื่องการทดสอบใส่ลงไปในผลงานภาพยนตร์ของเขา” เอริก ฮาวแซม ผู้อำนวยการสร้างบริหาร กล่าว ชูเล่าว่า “ผมเติบโตมากับ G.I. JOE และความคุ้นเคยนั้นย้อนกลับไปก่อนหน้าที่จะมีหนังการ์ตูนและหนังสือเสียอีก ผมรู้สึกว่าเราสามารถทำให้คนหลายๆ รุ่นเกิดความผูกพันกับจีไอโจได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ในเวอร์ชั่นของผมจึงเป็นสิ่งที่แฟนๆ อยากดูแน่นอน” เรื่องราวของ G.I. JOE ฝังรากลึกและมีเรื่องราวของตัวละครให้นำมาใช้ได้มากมาย ตัวละครแต่ละตัวต่างมีความเป็นมา มีเรื่องราวและบุคลิกนิสัยเฉพาะตัว เมื่อต้องการสร้างภาคต่อนั้น ทางทีมผู้สร้างอยากสร้างเรื่องราวจากองค์ประกอบและโครงเรื่องที่ดีที่สุดจากภาพยนตร์ภาคแรก และนำมาสานต่อในภาคที่สอง ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างอัตลักษณ์ใหม่และความรู้สึกใหม่ขึ้นมาด้วย และนี่คือโอกาสที่จะแนะนำตัวละครใหม่ๆ จากตำนานของจีไอโจใส่เข้าไปในภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้ การเพิ่มระบบสามมิติเข้าไปในภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเป็นการนำภาพยนตร์เรื่องนี้ก้าวเข้าสู่สนามแข่งขันที่ต่างออกไปจากเดิม เป็นงานที่ทางสตูดิโอส์และผู้กำกับ จอน เอ็ม ชู ตื่นเต้นที่จะได้เห็นทุกอย่างประกอบเข้าด้วยกัน ผมคิดว่างานสามมิติทำให้เราสามารถเชิญคนดูเข้าไปอยู่ในภาพยนตร์ของเราได้ ชูกล่าว เราเดินทางย้ายสถานที่ที่แตกต่างกันมากมายทั่วโลก ตั้งแต่โตเกียวจนถึงปากีสถาน ไปจนถึงเขาหิมาลัย และด้วยงานสามมิติ เราดึงคนดูให้เข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมเหล่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น คนดูยังจะได้สัมผัสประสบการณ์ฉากแอ็กชั่นราวกับพวกเขาเข้าไปอยู่ในนั้นกันเลย หมัดของดเวย์น จอห์นสันจะให้ความรู้สึกทรงพลังมากขึ้น คุณจะไม่เพียงแต่ได้เห็นคมดาบของ สตอร์ม ชาโดว์กวัดแกว่งอยู่เท่านั้น แต่คุณจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่คุณต้องหลบให้พ้นคมดาบนั้น งานสามมิติทำให้ภาพยนตร์ของเราสนุกมากขึ้นสำหรับคนดูทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น แฟนๆ ของจีไอโจยังไม่เคยได้สัมผัสจีไอโจในแบบนี้มาก่อน ดังนั้นเราจึงรู้สึกถึงความรับผิดชอบที่จะต้องพาพวกเขาเดินทางไปบนเส้นทางนั้นให้ได้  

ตัวละครและทีมนักแสดง

ที่ยังคงกลับคืนจอจากภาพยนตร์ภาคแรก ก็คือ ดุ๊ก ทหารหนุ่มชาวอเมริกันที่เคยนำทีมของเขาด้วยความเชื่อมั่น แม่นยำ และความภาคภูมิ ดุ๊ก ผู้อุทิศตนและมีความซื่อสัตย์ภักดี จะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องทหารที่อยู่ในความดูแลของเขา และต้องการดึงเอาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวแต่ละคนออกมา ผู้กลับมารับบทนี้เป็นครั้งที่ 2 ก็คือ แชนนิ่ง เททั่ม ผู้ใส่ความเป็นคนง่ายๆ สบายๆ ลงไปในตัวละครที่ทำให้คนดูประทับใจและชื่นชอบ “แชนนิ่งดูเป็นผู้ชายธรรมดาๆ ที่ทำให้เราสามารถผูกพันกับดุ๊กได้มากขึ้น เพราะเขาเป็นคนตรงไปตรงมา และมีความสามารถที่น่าทึ่งที่จะสร้างความคุ้นเคยให้กับคนดู” ชูกล่าว “สนุกมากครับที่ได้กลับมาเล่นเกมส์สร้างศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลแบบนี้” แชนนิ่งบอก เมื่อมีดุ๊กเป็นผู้นำทีมทหารระดับหัวกะทิแล้ว ผู้ที่ถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของกลุ่มจีไอโจก็คือ โร้ดบล็อค รองบัญชาการของดุ๊กนั่นเอง โร้ดบล็อคคือชายร่างใหญ่ที่ช่วยนำทีมด้วยประสบการณ์, เกียรติยศศักดิ์ศรี และการอุทิศตนที่ไม่อาจทำลายได้ที่เขามีต่อหน่วยงานและประเทศชาติ “เขาคือหนึ่งในตัวละครผู้เป็นที่รักที่สุดในโลกของ G.I. JOE และเรารู้ดีว่าเราต้องการให้โร้ดบล็อคเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย” ชูอธิบาย เมื่อถึงเวลาต้องคัดเลือกนักแสดงให้มาแสดงเป็นตัวละครที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีในเรื่องของรูปร่างที่ต้องดูกำยำมีอำนาจจนเป็นตำนาน ทางทีมผู้สร้างต้องค้นหาตัวนักแสดงชาย ผู้มีบุคลิกลักษณะตรงกับตัวละครตัวนี้ ขณะเดียวกันก็ต้องมีความแข็งแกร่งภายในใจและความทรหดของร่างกายด้วย “มีอยู่คนเดียวเท่านั้นในโลกนี้ที่ผมคิดว่าสามารถเล่นเป็นตัวละครตัวนี้ได้ และดเวย์น จอห์นสันก็คือชายคนนั้น” ผู้กำกับชูเล่า “นอกเหนือจากความจริงเรื่องรูปกายกำยำล่ำสันของเขาแล้ว ดเวย์นยังเข้าใจถึงความหมายของการเป็นทหารและผู้นำ เขานำเกียรติศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ที่ติดดินใส่เข้าไปในบทนี้” ชูกล่าวต่อไปว่า “ดเวย์นคือจีไอโจขนานแท้ และนั่นคือสิ่งที่คุณไม่สามารถแสดงหรือลอกแบบได้ มันเหมือนอยู่ในดีเอ็นเอของเขา เมื่อคุณคิดถึงคนที่แทบจะเป็นตุ๊กตุ่นนักบู๊เดินได้ ดเวย์นก็คือคนที่คุณนึกถึง” “ดเวย์นคือนักบู๊ตัวจริง” เททั่มบอก “ทุกครั้งที่ผมมองดูเขาที่กองถ่าย ผมจะคิดว่า ‘นั่นคือเดอะร็อคนะ!’ แขนเขาใหญ่เท่าเอวผมเลยมั้ง” เช่นเดียวกับผู้คนมากมาย ดเวย์น จอห์นสันเองก็มีความทรงจำที่ดีกับการได้เล่นตุ๊กตุ่น G.I. JOE ตอนยังเด็ก “ตอนเด็ก ผมชอบเล่นกับตุ๊กตุ่น G.I. JOE มาก เมื่อผมได้เข้ามามีส่วนร่วมกับโปรเจ็กต์นี้ ผมก็เริ่มเข้าใจถึงความเป็นมาและรู้สึกประทับใจกับความมีหลากหลายมิติและความลึกซึ้งในเรื่องราวนี้” จอห์นสันบอก “โร้ดบล็อคเป็นเหมือนกาวที่เชื่อมต่อทีมจีไอโจเข้าด้วยกัน และผมก็เข้าใจดีถึงความลังเลใจของเขาที่จะก้าวออกไปยืนข้างหน้าหรือยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟเพื่อให้เป็นจุดสนใจ” จอห์นสันอธิบาย “เขาทำเพราะรักประเทศชาติ ผมพบว่ามันน่าชื่นชมอย่างมากเมื่อผู้ชายสักคนหนึ่งยืนอยู่ในจุดนั้น” ความสัมพันธ์ระหว่างโร้ดบล็อคกับดุ๊กคือมิตรภาพที่เปี่ยมไปด้วยความนับถือและประสบการณ์ที่มีร่วมกัน “ดุ๊กเป็นหัวหน้าทีม G.I. JOE และโร้ดบล็อคก็คือกระดูกสันหลัง พวกเขาทำงานเข้าขากันเป็นอย่างดี” ชูอธิบาย “ขณะที่ดุ๊กคอยออกคำสั่งและทำหน้าที่เป็นเหมือนควอเตอร์แบ็ค เขาต้องพึ่งพาประสบการณ์และความแข็งแกร่งของโร้ดบล็อคที่คอยให้การสนับสนุนเขา ความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงสนิทสนมกันมาก” ตัวละครผู้เป็นที่รักของโลก G.I. JOE อีกรายที่ถูกใส่ลงไปในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ ฟลิ้นต์ ทหารผู้แข็งแกร่งและมีจิตใจมุ่งมั่นที่เป็นพวกจอมขบถ “ฟลิ้นต์คือชายที่เก่งในสิ่งที่เขาทำ แต่เขาออกจะพยศหน่อยๆ” ดิ โบนาเวนทูร่า บอก “เขาไม่อยากเดินตามเส้นทาง ซึ่งไม่ลงเอยด้วยดีเสมอไปในองค์กรอย่างทีม G.I. JOE” การคัดเลือกตัวนักแสดงในบทนี้หมายถึงการต้องหาตัวนักแสดงที่สามารถยืนหยัด ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับดาราร่วมจอ อย่าง ดเวย์น จอห์นสัน และแชนนิ่ง เททั่ม ได้ และจะต้องแสดงความเชื่อมั่นออกมาได้มากพอที่จะไม่เดินตามเส้นทางที่มีคนวางไว้ให้ ทางทีมผู้สร้างพบ ฟลิ้นต์ ของพวกเขาในตัวนักแสดงหน้าใหม่อย่าง ดีเจ โคโทรน่า ผู้มีส่วนผสมของความแข็งแกร่ง เสน่ห์ และความอวดดีอย่างลงตัวที่สุด “ดีเจมีความจริงจังอย่างเงียบๆ และมีลักษณะที่ตรงกันข้ามกับดเวย์นและแชนนิ่ง แชนนิ่งจะมีความเป็นมิตร ส่วนดเวย์นก็มีความแข็งแกร่ง ดีเจเองก็เข้ากันได้ดี แต่เขาจะมีความแข็งแกร่งมั่นคงในแบบตัวเขาเอง” ดิ โบนาเวนทูร่าบอก โคโทรน่าที่มีความผูกพันกับโลกของจีไอโจเป็นการส่วนตัว รู้สึกตื่นเต้นที่มีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในจินตนาการวัยเด็กของเขา “ผมโตมากับการเล่นตุ๊กตุ่น G.I. JOE ผมเลยเหมือนเตรียมตัวเล่นบทนี้ตั้งแต่อายุ 6 ขวบแล้ว” เขาบอก “G.I. JOE คือของเล่นแรกที่ผมหลงใหลอย่างมาก ดังนั้นมันจึงมีที่พิเศษอยู่ในใจผมอยู่แล้ว” ในหน่วย G.I. JOE สมาชิกแต่ละคนต่างมีความเชี่ยวชาญที่โดดเด่นเป็นพิเศษ และฟลิ้นต์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ความสามารถพิเศษของเขาก็คือ ปาร์กัว ซึ่งเป็นรูปแบบกีฬาที่ใช้การเคลื่อนไหวและความยืดหยุ่นที่จะบังคับร่างกายให้เคลื่อนที่จากจุด เอ ไปยังจุด บี เพื่อฝึกฝนเตรียมตัวมารับบทนี้ โคโทรน่าต้องทำงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านปาร์กัวที่เทมเพสต์ สตูดิโอในลอสแองเจลิสอยู่นานหลายเดือน “ผมไม่ต้องเสแสร้งว่าผมมีความชำนาญสำหรับกีฬาชนิดนี้เลย” โคโทรน่าหัวเราะ “ผมเดินทางไปในสภาพที่ตัวเย็นและเป็นกังวล แต่คนที่เทมเพสต์สามารถทลายมันลง ทำให้มันดูน่ากลัวน้อยลงเยอะ” ในฐานะหนึ่งในสมาชิกใหม่ของทีม ฟลิ้นต์พยายามค้นหาสมดุลระหว่างการเป็นฮีโร่ในแบบของเขาเอง กับการเป็นสมาชิกสนับสนุนของหน่วยนี้ “ฟลิ้นต์มีความสามารถอยู่โดยธรรมชาติแล้ว แต่เขามีประสบการณ์น้อย และคิดว่าวิธีการของเขาคือวิธีที่ดีที่สุด” โคโทรน่ากล่าวต่อ สมาชิกใหม่อีกคนในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ เลดี้เจย์ ผู้หญิงคนเดียวในหน่วย ที่ไม่เคยยอมแพ้ใครหรือหวั่นเกรงสิ่งใด เธอคือนักแม่นปืนผู้ชำนาญงาน ผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เลดี้เจย์คือส่วนเติมเต็มของทีม ผู้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนร่วมทีมที่เป็นผู้ชายด้วยความแข็งแกร่งและความรักที่เท่าเทียมกัน การค้นหาตัวนักแสดงหญิงที่มีทั้งความงามและความแข็งแกร่งไม่ใช่งานง่ายเลย ทางทีมผู้สร้างพบเลดี้เจย์ของพวกเขาในตัวนักแสดงหญิง เอเดรียนน์ พาลิคกี้ ซึ่งผลงานก่อนหน้านี้ก็คือภาพยนตร์เรื่อง RED DAWN และซีรีส์ทางทีวีเรื่อง “Friday Night Lights” เธอยังได้รับเลือกให้รับบทนำในซีรีส์เรื่อง “Wonder Woman” ด้วย “เราต้องการผู้หญิงแข็งแกร่งที่สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเธอเอง และเอเดรียนน์ก็ทั้งฉลาดเฉียบคม สวย และมีความสามารถ ซึ่งจะช่วยให้คนดูยอมรับเธอในฐานะหนึ่งในสมาชิกทีม G.I. JOE ได้จริงๆ” ดิ โบนาเวนทูร่ากล่าว พาลิคกี้รู้สึกกระตือรือร้นที่จะแสดงเป็นตัวละครที่มีความเข้มแข็งเหมือนกับเลดี้เจน “เธอมีความอวดดีอยู่ในตัว และมีความแข็งแกร่งที่จะพิสูจน์ตัวเธอเองอยู่เสมอ” พาลิคกี้บอก “เธอมีความเชี่ยวชาญในการใช้ปืนและเป็นเหมือนสมองของกลุ่ม และยังมีคุณสมบัติที่หลากหลายที่พวกเขาต้องการ” “เอเดรียนน์เป็นผู้หญิงแกร่งทรหด เธอไม่ใช่คนที่ใครจะเล่นงานได้ง่ายๆ” ดเวย์น จอห์นสันบอก “เธอมาจากตระกูลทหาร และสามารถเล่ามุกตลกสัปดนได้ นั่นทำให้เธอเป็นหมายเลข 1 ในรายชื่อของผมเลย” ถึงแม้จะต้องผ่านการฝึกฝนกับที่ปรึกษาทางด้านทหารและทางด้านฟิตเนสเพื่อตอบสนองตามที่บทเรียกร้อง แต่พาลิคกี้มาพร้อมกับความคุ้นเคยกับงานนี้เป็นอย่างดีจากประสบการณ์ที่เธอเคยแสดงภาพยนตร์แอ็กชั่นมาแล้ว “ต้องขอบคุณที่ฉันเคยแสดงภาพยนตร์เรื่อง RED DAWN มาก่อน และยังเพิ่งแสดงซีรีส์เรื่อง “Wonder Woman” มาด้วย เพราะประสบการณ์เหล่านั้น ทำให้ฉันสามารถที่จะใส่ใจกับรายละเอียด อย่างเช่นจะเก็บปืนยังไง จะดึงปืนออกมาจากซองอย่างถูกต้องยังไง เพื่อที่ว่าคนที่เคยดึงปืนเข้าออกมาแบบนี้มานานหลายปีจะไม่มองฉากเหล่านั้นและคิดว่าพวกเราเล่นไม่เหมือน” พาลิคกี้หัวเราะ “เอเดรียนน์เป็นคนเปิดกว้างและอยากรู้พื้นฐานเรื่องการใช้ปืนในทุกเรื่อง รวมถึงการเคลื่อนไหวโดยใช้แทคติค และผลลัพธ์ก็คือผมแทบไม่ต้องคอยมากำกับเธอในกองถ่ายเลย” แฮร์รี่ ฮัมฟรีส์ ที่ปรึกษาด้านเทคนิค บอก ที่คืนจออีกครั้งในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ สเนกอายส์ หนึ่งในตัวละครของ G.I. JOE ที่เป็นคนโปรดของแฟนๆ และมีคนชื่นชมมากที่สุดในโลกของจีไอโจ “เรารู้ดีว่าเราต้องดึงสเนกอายส์กลับมา” ชูบอก “ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาได้ค้นพบเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองมากมายและความจริงในอดีตของเขาด้วย” ที่กลับมารับบทนี้เป็นครั้งที่สอง ก็คือ นักแสดงและผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้ เรย์ พาร์ค ที่กลับมาสวมชุดนินจาเพชฌฆาตอีกครั้ง พาร์ค ซึ่งเป็นนักแสดงผู้เป็นขวัญใจของแฟนๆ ทั่วโลกจากการรับบทเป็นดาร์ธมอล ในภาพยนตร์เรื่อง STAR WARS EPISODE I: THE PHANTOM MENACE และยังร่วมแสดงในภาพยนตร์โกยเงินเรื่อง X-MEN มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้วในเรื่องความสามารถในการมอบลมหายใจให้ตัวละครที่มีบทพูดน้อย หรือไม่มีบทพูดเลย “เรย์สามารถสื่อสารได้เยอะมากด้วยการพยักหน้าหรือการเหลือบสายตามอง เขาทำให้สเนกอายส์มีชีวิตขึ้นมาได้จริงๆ โดยไม่ต้องพูดอะไรสักประโยค” ดิ โบนาเวนทูร่าให้ความเห็นไว้ “การเคลื่อนไหวของเรย์เหมือนมีภาษาของมันเอง ไม่ว่าจะเป็นแค่การขยับไหล่ การผงกศีรษะหรือแค่การยกคางขึ้น” ชูกล่าวเสริม “มันน่าทึ่งมากที่ทุกคนต่างมีไอเดียจำเพาะว่าบุคลิกของสเนกอายส์นั้นเป็นอย่างไร และไอเดียของทุกคนก็พุ่งตรงไปที่เรย์ พาร์คกันหมด” หลังจากได้พบปะพูดคุยกันเพื่อพูดถึงวิสัยทัศน์ของชูและความคิดของเขาที่มีต่อเรื่องที่ว่าจะสำรวจสิ่งใดกับตัวละครตัวนี้ พาร์ครู้เลยว่าเขาอยู่ในมือคนเก่งแล้ว “เรายิงโดนเป้า และจอนก็รู้เกี่ยวกับตัวละครพวกนี้เยอะมาก เขารู้ดีว่ามันสำคัญแค่ไหนที่จะต้องยึดมั่นกับตัวละครพวกนี้ และเขาก็มีจินตนาการที่แข็งแกร่งมากสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้” ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของการได้ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างพาร์คมารับบทนี้ ก็คือ ทีมผู้สร้างสามารถผลักดันข้อจำกัดของฉากต่อสู้ออกไปโดยไม่ต้องใช้ลูกเล่นในงานสร้างภาพยนตร์เข้ามาช่วย “เพราะเรย์เก่งอยู่แล้วในงานที่เขาถนัด เราจึงสามารถมีฉากต่อสู้โดยที่ไม่ต้องยั้งกันเลย” ดิ โบนาเวนทูร่า บอก โครงเรื่องหลักใน G.I. JOE: RETALIATION มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างสเนกอายส์ และศัตรูคู่อาฆาตอย่าง สตอร์ม ชาโดว์ ผู้ถูกคาดเดาว่าน่าจะตายไปแล้วในตอนจบของ G.I. JOE: THE RISE OF COBRA ตอนที่เราได้เห็นสเนกอายส์ครั้งแรกในภาพยนตร์ภาคสองนี้ เขากำลังค้นหาความสงบภายในตัวเขาเองหลังจากที่เก็บตัวอยู่ที่อาราชิคาเกะเพื่อฝึกฝนฝีมือกับอาจารย์ตาบอด และที่นั่นเองที่สเนกอายส์ได้รู้ว่าสตอร์ม ชาโดว์ยังมีชีวิตอยู่ “สเนกอายส์ตั้งใจที่จะค้นหาตัวสตอร์ม ชาโดว์ให้พบ และนำตัวเขากลับไปหาท่านอาจารย์ตาบอดเพื่อให้รับการตัดสินและชี้แจงเหตุผลในการกระทำของเขา” พาร์คอธิบาย ผู้กำกับ จอน เอ็ม ชูต้องการจะเจาะลึกลงไปในเส้นเรื่องทางอารมณ์ของนินจา และความลึกของการเป็นศัตรูกันระหว่างชายสองคนที่เคยฝึกเคียงบ่าเคียงไหล่กันในฐานะพี่น้องมาแล้ว “เราอยากสำรวจในจุดที่ความเป็นมนุษย์และนินจามาปะทะกัน และในจุดที่ความโกรธและความริษยาเริ่มเข้ามาครอบงำ นั่นคือจุดที่เราค้นพบตัวละครสองตัวนี้” ซูเปอร์สตาร์ชาวเกาหลี ลีบยองฮุน กลับมารับบท สตอร์ม ชาโดว์ อีกครั้ง เขาตื่นเต้นมากที่มีโอกาสได้เข้ามาสำรวจความรู้สึกภายในของตัวละครตัวนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น “ผมดีใจมากที่ได้กลับมารับบทนี้ และตื่นเต้นที่ได้แสดงความเป็นสตอร์ม ชาโดว์ และด้านอื่นๆ ในตัวเขามากขึ้น” ลีบยองฮุน กล่าว ลีที่เตรียมตัวมาอย่างเต็มที่ที่จะดำดิ่งไปสู่การแสดงด้านอารมณ์ของตัวละครตัวนี้ เขาใส่ทั้งความทุ่มเททั้งทางด้านอารมณ์และร่างกายให้กับบทนี้ “บยองฮุนมาพร้อมกับไอเดียที่หนักแน่นทีเดียวว่าตัวละครตัวนี้เป็นใคร และเขาก็ปล่อยทั้งหมดนั้นออกมาบนจอ” ชูบอก “บยองฮุนมีบุคลิกที่น่าทึ่งมาก” ดิ โบนาเวนทูร่ากล่าว “เขาแสดงฉากต่อสู้ทั้งหมดด้วยตัวเอง แต่ก็มีความแข็งแกร่งภายในของตัวละครตัวนี้ที่ทำให้ สตอร์ม ชาโดว์ มีเกียรติยศศักดิ์ศรีที่ยิ่งใหญ่” ลี ที่มีความเชี่ยวชาญด้านศิลปะการป้องกันตัว และยังเป็นนักกีฬาอีกด้วย ยังได้ทำการฝึกเพิ่มเติมเพื่อกลับมารับบทนี้ เขารู้สึกตื่นเต้นกับการนำเสนอฉากแอ็กชั่นจากจุดที่ดูเหมือนจริงมากขึ้น “จอนบอกว่าเขาต้องการให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูจริงมากขึ้น ผมจึงฝึกหนักเพื่อทำให้ร่างกายของผมดูใหญ่ขึ้นด้วย” “เพราะว่าเรามีนักแสดงที่สามารถต่อสู้ได้จริง ผมจึงอยากแสดงให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมของการต่อสู้ของพวกเขา ซึ่งห่างไกลจากรูปแบบการต่อสู้ของนินจาที่เราเคยเห็นกันมาก่อนหน้านี้” ชูเล่า “เมื่อสตอร์ม ชาโดว์ถูกต่อยเข้าที่ใบหน้า ผมอยากเห็นเลือดซึมผ่านออกมาจากหน้ากากสีขาวของเขา” องค์ประกอบใหม่ของฉากการต่อสู้ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องทำให้คนดูตื่นเต้นได้อย่างแน่นอน ก็คือการนำเอาอาวุธมีคมที่ทำให้ถึงตายอย่าง กริช เข้ามาใช้ “มันคือดาบทองเหลืองที่มีปลายคมกริบ” ชูอธิบาย “เราใส่มันลงไปในฉากปะทะระยะใกล้ ทำให้คนดูสัมผัสได้เลยว่ามันมีอันตรายมากแค่ไหน” ที่เพิ่งปรากฏโฉมในภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้ แต่เป็นตัวละครซึ่งเป็นที่รู้จักดีในโลกของ G.I. JOE อยู่แล้ว ก็คือจิ๊งซ์ นินจาหญิงและเป็นญาติของสตอร์ม ชาโดว์ “จิ๊งส์คือหนึ่งในตัวละครที่ผมอยากเห็นในภาพยนตร์” ผู้กำกับชูเล่า “เธอเป็นเหมือนเจ้าหญิงของอาราชิคาเกะ แต่เธอไม่ต้องการตำแหน่งนั้น เธอเกลียดมันและอยากต่อสู้และทำสิ่งที่สเนกอายส์ทำ แต่เธอได้แต่เก็บกักความรู้สึกนั้นไว้” สำหรับบทจิ๊งซ์ ทีมผู้สร้างพบนักรบนินจาหญิงคนแรกของพวกเขาในตัวนักแสดงหญิง เอโลดี้ ยุง ผู้เคยร่วมแสดงในภาพยนตร์ฝรั่งเศสเกี่ยวกับกีฬาปาร์กัว เรื่อง DISTRICT 13: ULTIMATUM และเมื่อเร็วๆ นี้ ยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ ผลงานการกำกับของ เดวิด ฟินเชอร์ เรื่อง THE GIRL WITH THE DRAGON TATTOO ด้วย “เอโลดี้สร้างความประทับใจให้มากมาย เรารู้ดีว่าเธอเหมาะกับบทจิ๊งซ์มาก” ชูเล่า “เมื่อเธอเดินเข้ามา เธอเปล่งพลังความแข็งแกร่งออกมา ซึ่งทำให้เห็นชัดเจนเลยว่าจิ๊งซ์มีชีวิตขึ้นมาแล้วในตัวเอโลดี้” มีคำกล่าวสุดคลาสสิกที่บอกว่า ความยิ่งใหญ่มักจะมาในห่อเล็กๆ นั่นคือคำกล่าวที่ใช้กับยุงได้ เธอตีบทแตกด้วยความมุ่งมั่นและความรักอย่างสุดแรงเกิด “เอโลดี้เหมือนหลอกลวงคุณ เพราะเธอเป็นผู้หญิงตัวเล็ก สวย แต่เธอสามารถเตะก้นคุณได้สบายๆ” ดิ โบนาเวนทูร่า กล่าว “เมื่อเห็นทีแรก คุณอาจเป็นห่วงเธอ แต่คุณจะรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าเธอคือมือสังหาร ซึ่งสนุกดี เพราะมันเป็นการดึงเอาทั้งสองด้านของสมการออกมา” ถึงแม้จะเป็นคาราเต้สายดำอยู่แล้ว แต่ยุงก็ยังต้องผ่านการฝึกฝนอย่างเคร่งครัดเพื่อมารับบทนี้ “เราทำงานกันนานหนึ่งเดือนก่อนการถ่ายทำเริ่มต้นขึ้น โดยเน้นไปที่การทำร่างกายฉันให้ฟิต เพราะบทนี้เรียกร้องจากฉันมากทีเดียว” ยุงเล่า การเตรียมตัวส่วนใหญ่ก็คือการฝึกวิชา วูซู ซึ่งเป็นศิลปะการป้องกันตัวของจีน ซึ่งเน้นไปที่การต่อสู้ด้วยดาบ “ฉันเคยแสดงภาพยนตร์แอ็กชั่นมาแล้วหลายเรื่อง ดังนั้นฉันจึงคุ้นเคยกับงานดี แต่เมื่อฉันมาถึงที่นี่ ฉันรู้ตัวอย่างเร็วเลยว่าการต่อสู้โดยใช้ดาบสองเล่มนั้นมันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงทีเดียว” ยุงหัวเราะ “ผมยังไม่เคยเห็นใครที่สามารถก้าวกระโดดจากการไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับดาบ ไปเป็นการใช้มันอย่างคล่องแคล่วได้แบบเธอเลย มันน่าทึ่งมาก คุณรู้สึกว่าเธอเติบโตขึ้นในฐานะนักรบ มากเกินกว่าตัวละครของเธอด้วย ผมคิดว่าคนดูจะต้องสนุกกับการเดินทางครั้งนี้แน่” ชูบอก ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชะตากรรมของความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ และการเข้ายึดทำเนียบขาว แฟนๆ ของภาพยนตร์ภาคแรกคงจะนึกถึงภาพประธานาธิบดีที่ชวนสงสัยในตอนจบของ G.I. JOE: RISE OF THE COBRA ภาพยนตร์ภาคนี้ยืนยันว่าพลังอันชั่วร้ายได้เข้ายึดครองทำเนียบขาวเอาไว้แล้ว และยังเข้ายึดความเป็นประธานาธิบดีเอาไว้ด้วย โจนาธาน ไพรซ์ นักแสดงชายที่ฝีมือการแสดงได้รับการยกย่อง กลับมารับบทเป็นประธานาธิบดีอเมริกา และเขามีภารกิจอันโดดเด่นที่ต้องเล่นเป็นตัวละครที่แตกต่างกันสองตัว ที่เหมือนยืนอยู่คนละขั้วของความดี (ประธานาธิบดีอเมริกันตัวจริง) และความชั่ว (ประธานาธิบดีตัวปลอม) ไพรซ์ตอบรับโอกาสที่จะแสดงให้เห็นถึงด้านที่ตรงกันข้ามกันของตัวละครตัวหนึ่งด้วยความกระตือรือร้นและความรักในความท้าทายนี้ “ผู้คนมักถามเสมอว่าในภาพยนตร์เรื่องนี้ ฝั่งไหนน่าสนใจกว่ากันระหว่างการเล่นเป็นคนดีหรือการเล่นเป็นคนร้าย มันสนุกที่ได้เล่นเป็นคนที่เป็นทั้งผู้กดขี่และผู้เป็นเหยื่อในเวลาเดียวกัน” ไพรซ์บอก อย่างไรก็ดี บทนี้ไม่ได้มาโดยปราศจากความท้าทาย สองด้านของตัวละครตัวนี้ต้องการการทุ่มเทที่จะรักษาความต่อเนื่องไปตลอดการถ่ายทำ ซึ่งไพรซ์ไม่เคยหลุดเลย นอกจากนี้ ไพรซ์ยังต้องรับมือกับการใช้เทคนิคในการถ่ายทำฉากที่เขาจะต้องแสดงกับตัวเขาเอง “ผมไม่ได้เตรียมตัวมารับมือกับความยากในการต้องคุยกับตัวผมเองเลย” ไพรซ์หัวเราะ “การพูดกับแผ่นกระดาษสีเขียวที่ติดอยู่กับไม้มันน่าสนใจมากเลยนะ แต่ที่น่าทึ่งก็คือ เราสามารถมองเห็นภาพเพลย์แบ็คแทบจะในทันที และพวกเขาก็สามารถแม็ตช์ภาพตัวผมสองภาพเข้าด้วยกัน ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องพิเศษมากจริงๆ ที่สามารถทำเช่นนั้นได้” ดิ โบนาเวนทูร่ารู้สึกมีความสุขที่ได้กลับมาทำงานกับไพรซ์อีกครั้ง “ภาพยนตร์เรื่องนี้คงไม่สนุกแน่ถ้าไม่มีโจนาธาน ไพรซ์ เราตื่นเต้นมากที่ได้ตัวเขากลับมา เพราะเราต้องการอารมณ์ขันของเขา และความรู้สึกดึงดูดของเขาที่จะประคองทั้งสองด้านของภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าด้วยกัน เขามีรูปลักษณ์และมีความรู้สึกในการปล่อยจังหวะที่ยอดเยี่ยม เขาสามารถเข้าถึงสมดุลที่ลงตัวของตัวละครตัวนี้ ซึ่งต้องอาศัยกลเม็ดเคล็บลับเยอะมาก” ที่จะกลายเป็นตัวละครตัวโปรดตัวใหม่ของแฟนๆ ก็คือ ผู้ร้ายหน้าใหม่อย่าง ไฟเออร์ฟลาย ผู้ซึ่งกลุ่มคอบร้าดึงตัวมาช่วยภารกิจช่วยตัวผู้บัญชาการกลุ่มคอบร้าออกมาจากคุก และดำเนินแผนการครองโลก ไฟเออร์ฟลายที่เป็นหนึ่งในตัวละครที่ชั่วร้ายในโลกของ G.I. JOE  เป็นผู้ก่อความวุ่นวายและเขายังมองการทำลายล้างว่าเป็นการแสดงออกอย่างมีศิลปะ พูดสั้นๆ ก็คือ ไฟเออร์ฟลายชอบที่จะทำให้สิ่งต่างๆ มัน “ตูม” “ไฟเออร์ฟลายมองเห็นความงามในการจัดสรรปันส่วนพลังงาน ดังนั้นขณะที่พวกเราอาจมองว่าระเบิดคือการทำลายล้าง แต่เขาเชื่อว่าเขากำลังสร้างสรรค์บางสิ่ง” ชูอธิบาย “นี่แทบจะเป็นปรัชญาที่ทำให้ ไฟเออร์ฟลาย ดูน่าสนใจในสายตาของผม และเป็นมากกว่าแค่ฆาตกรเลือดเย็นเท่านั้น” “ไฟเออร์ฟลายมีบทพูดแค่ 6 ประโยคเท่านั้นตอนที่เราอ่านบทภาพยนตร์กันครั้งแรก แต่เรารู้สึกเลยว่าตัวละครตัวนี้มันเท่แค่ไหน” ดิ โบนาเวนทูร่า เล่า “มีบางอย่างที่ดูเป็นตัวแสบอยู่ในตัวเขา” สำหรับคนที่จะมารับบทเป็นชายวิปริตผู้นี้ ทีมผู้สร้างเลือกนักแสดงชาวอังกฤษ เรย์ สตีเวนสัน ผู้เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้คนดูถึงกับร้อง ว้าว ในภาพยนตร์เรื่อง THOR และ THE BOOK OF ELI สตีเวนสันแสดงบทนี้ด้วยความจริงจังและสติปัญญาที่เดินหน้าไปได้ดีเกินความคาดหมาย “เรย์เป็นนักแสดงที่เก่งมาก เขานำความลึกใส่ลงไปในตัวไฟเออร์ฟลายในแบบที่ชวนขนลุกและดูซาดิสต์” ดิ โบนาเวนทูร่า กล่าว “เขานำแรงดึงดูดมาสู่บทนี้ ซึ่งเป็นพื้นฐานให้กับตัวละครที่ดูเป็นพวกโรคจิตอย่างนี้” “เรย์สร้างตัวละครตัวนี้จากศูนย์ ทำให้เขาดูวางท่าในแบบเขาเอง เขาสนใจในทุกรายละเอียดตั้งแต่ลักษณะของหนังบนแจ็คเก็ตหนังของเขา และแหวนคอบร้าที่เขาสวมใส่ จนถึงรอยแผลเป็นบนใบหน้า เขามีข้อมูลเยอะมากในเรื่องที่ว่าไฟเออร์ฟลายเป็นใคร” ชูเล่า นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทางทีมผู้สร้างให้ความสำคัญกับการเลือกตัวนักแสดงที่จะต้องเป็นภัยคุกคามที่ดูสมจริงต่อตัวละคร โร้ดบล็อค ของ ดเวย์น จอห์นสัน “เมื่อถึงเวลาต้องหาตัวคู่ปรับให้กับตัวละครของผม เป็นเรื่องสำคัญทีเดียวที่ต้องหาคู่ต่อสู้ที่ดูแล้วรู้สึกว่าสามารถล้มผมได้ นั่นไม่ใช่งานง่ายเลยนะ” จอห์นสันหัวเราะ “เราตั้งใจออกแบบฉากต่อสู้ในแบบที่คุณรู้สึกได้ว่าไฟเออร์ฟลายมีโอกาสที่จะชนะ โร้ดบล็อค ได้ และมันเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้จริงๆ” ดิ โบนาเวนทูร่า กล่าว “นี่คือชายร่างยักษ์สองคนที่ยืนเผชิญหน้ากัน และมีการแข่งขันความแข็งแกร่งระหว่างสองคนนี้” นักแสดงทั้งสองคนต่างทุ่มเทความพยายามให้กับการเตรียมตัวเพื่อแสดงฉากต่อสู้สุดโหด จนมีอยู่หลายครั้งที่ทำให้พวกเขาทั้งคู่ต้องฟกช้ำดำเขียวและได้เลือด “การต่อสู้ระหว่างสองคนนี้มันสุดยอดมาก และฉากต่อสู้ก็ดูจริงจังเสียจนคุณรู้สึกว่ากำแพงสั่นสะเทือนเมื่อพวกเขาต่อยกัน” สตีเวนสันเล่า “สิ่งหนึ่งเกี่ยวกับการต่อสู้กับดเวย์นก็คือ เมื่อเขายกมือกันหมัด มันเหมือนกับคุณต่อยใส่กำแพงเหล็กเลยแหละ เนื้อตัวผู้ชายคนนี้เหมือนทำมาจากหินจริงๆ คุณไม่มีทางเดินหนีเขาไปในสภาพไม่ได้รับบาดเจ็บได้ ผมเองก็มีทั้งรอยแตกและรอยฟกช้ำเต็มไปหมด” และสิ่งที่น่าจะทำให้แฟนๆ ของ G.I. JOE ได้ตื่นเต้น ก็คือทางทีมผู้สร้างตัดสินใจที่จะให้เกียรติยกย่องต่อหัวใจและจิตวิญญาณของ G.I. JOE ด้วยการแนะนำตัว โจ โคลตัน ในภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้ “เราต้องการเชื่อมต่อการปรากฏตัวของตัวละครทั้งหลายด้วยการนำภาพยนตร์เรื่องนี้ย้อนกลับไปหาจุดเริ่มต้นด้วยตัวตุ๊กตุ่นโจที่มีขนาด 12 นิ้ว” จอน เอ็ม ชูอธิบาย “การที่ โจ โคลตัน กลับคืนมาในภาพยนตร์เรื่องนี้คือสิ่งที่เราคิดว่า น่าตื่นเต้นจริงๆ” ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง บรูซ วิลลิส ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ในบท โจ โคลตัน ต้นกำเนิด G.I. JOE ผู้อำนวยการสร้าง ดิ โบนาเวนทูร่า รู้สึกว่าไม่มีนักแสดงคนไหนจะเหมาะกับบทนี้มากเท่า บรูซ วิลลิซ อีกแล้ว “G.I. JOE คนแรกคือแนวคิดที่ทุกคนชื่นชม และบรูซก็เป็นบุคคลที่ทุกคนชื่นชมในแบบของเขาเอง ดังนั้นการจับสองคนนี้มาอยู่ด้วยกันจึงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับคนที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกับผม และคนที่อายุมากกว่าผม บรูซเป็นแฟน G.I. JOE อยู่แล้วตอนที่เขายังเด็ก เขาเคยเล่นกับตุ๊กตุ่นจีไอโจ ดังนั้นจึงไม่มีทางจะสมเหตุผลมากไปกว่านี้แล้ว” “นอกจาก บรูซ วิลลิส ใครกันอีกที่จะสามารถผสมรวมทั้งจิตและวิญญาณของ G.I. JOE ได้” ชูตั้งคำถาม “โจ โคลตันคือตัวละครลึกลับที่มีการพูดถึงกันในหนังสือการ์ตูน แต่ไม่มีใครรู้จักเขาดีเลย ดังนั้นเมื่อ บรูซ วิลลิส มาที่นี่และเติมช่องว่างให้เต็ม มันกลายเป็นเรื่องชัดเจนที่ว่า โจ โคลตัน คือบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในจิตวิญญาณของ G.I. JOE” อีกคนที่ตื่นเต้นที่ บรูซ วิลลิส มารับบทเป็นต้นแบบ G.I. JOE ก็คือ ดเวย์น จอห์นสัน “บรูซ วิลลิสคือชายเหนือชาย ไม่มีใครจะสมบูรณ์แบบในบทนี้เท่ากับเขาอีกแล้ว” คอภาพยนตร์หรือแฟนๆ ของจีไอโจ จะต้องตื่นเต้นที่ได้เห็นสองดาราแอ็กชั่นผู้มีประสบการณ์ได้มาต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน ผู้กำกับ จอน เอ็ม ชู พบว่าตัวเขาเองถึงกับตกตะลึงเมื่อได้เห็นนักแสดงทรงพลังสองคนแสดงด้วยกันในฉากหนึ่ง “มีอยู่หลายช่วงเวลาด้วยกันในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ผมถึงกับหยุดและคิดว่า ‘ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าภาพนี้กำลังเกิดขึ้นจริงๆ ตอนนี้’ และเมื่อคุณได้ไปอยู่ในห้องเดียวกับดเวย์น จอห์นสัน, บรูซ วิลลิส และมี สเนกอายส์ อยู่ด้วย ผมถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลย” จอห์นสันรู้สึกปลาบปลื้มมากที่มีโอกาสได้ทำงานกับวิลลิส คนที่เป็นเพื่อนกับเขามานานหลายปี “บรูซกับผมเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว ผมดีใจมากเมื่อรู้ว่าเขาจะเข้ามาทำงานด้วย” จอห์นสันเล่า “ในฐานะแฟนภาพยนตร์แอ็กชั่น มันเจ๋งจริงๆ ที่ได้มาเห็นบรูซและผมอยู่บนจอ และกำลังอัดใส่ผู้ร้ายทุกรูปแบบ”

งานถ่ายทำ

ด้วยโครงเรื่องที่เดินทางจากทะเลทรายในอิสลามาบัด จนถึงตึกระฟ้าในโตเกียว ยอดเขาหิมาลัย คุกใต้ดินในเยอรมัน จนถึงท้องถนนในดีซี ทางทีมผู้สร้างมีภารกิจต้องค้นหาโลเกชั่นที่สามารถตอบสนองต่อองค์ประกอบอันหลากหลายที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการ ที่แตกต่างไปจากภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่มากมายหลายเรื่องที่พึ่งพิงเทคโนโลยีภาพจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิคเพื่อสร้างโลกในจินตนาการของพวกเขาขึ้นมา ทางทีมผู้สร้างต้องการใช้โลเกชั่นจริงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้อิงอยู่กับความเป็นจริงและติดดินมากขึ้น หลังจากค้นหาโลเกชั่นหลายแห่งด้วยความรู้ว่าฉากกลางแจ้งหลักๆ นั้นสามารถถ่ายทำด้วยกองถ่ายย่อยได้ ทางทีมผู้อำนวยการสร้างก็ได้พบองค์ประกอบส่วนใหญ่ในนิวออร์ลีนส์, หลุยเซียน่า “เรารู้ดีว่าเราไม่สามารถถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ในสถานที่จริงได้ทั้งหมด เราเลยใช้วิธีใช้กองถ่ายย่อยที่สองที่มีขนาดเล็กลง และพยายามปักหลักการถ่ายทำอยู่ในสถานที่เดียว” ผู้อำนวยการสร้างบริหาร เฮิร์บ เกนส์ อธิบาย “หลังจากตระเวนทัวร์ดูโลเกชั่นที่เป็นไปได้ กับลอเรนโซ่และจอนแล้ว พวกเราทุกคนเห็นพ้องต้องกันที่จะเลือกนิวออร์ลีนส์ และมันก็ส่งผลดีกับพวกเราอย่างมาก” การใช้ประโยชน์จากความงดงามของดินแดนตอนใต้ เสน่ห์ดึงดูดใจของนิวออร์ลีนส์ และพื้นที่รอบข้าง ทางทีมผู้สร้างตัดสินใจที่จะทำการปรับเปลี่ยนตัวบทภาพยนตร์ไปเล็กน้อย การปรับเปลี่ยนอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในฉากสุดท้ายที่ฟอร์ท ซัมเตอร์ บังเกอร์ที่อยู่ด้านนอกของนิวออร์ลีนส์ ที่ซึ่งกระสุนนัดแรกในสงครามกลางเมืองลั่นขึ้น “เมื่อมีงานเขียนบทที่ชาญฉลาด และไม่มีการสูญเสียใดๆ ในแง่ของการเล่าเรื่อง พวกเราพบโลเกชั่นที่ลงตัวในหลุยเซียน่าที่ทำหน้าที่ให้เราได้ดี และยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ช่วยยกระดับองก์สุดท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นไปอีกด้วย” เกนส์อธิบาย การถ่ายทำนาน 72 วันเริ่มต้นขึ้นนอกบาตัน เร้าจ์ ในบ่อทรายขนาดใหญ่ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นทะเลทรายแห่งปากีสถาน ด้วยความร้อนและความชื้นของฤดูร้อน ที่พุ่งขึ้นเหนือระดับ 100 องศา แถมยังไม่มีร่มเงาให้เข้าไปพักได้ ประสบการณ์นี้ทำให้ทีมนักแสดงและทีมงานเกิดความผูกพันกันในแบบที่ล้ำค่าอย่างมาก “การเริ่มต้นการทำงานในหลุมทรายที่ทุกคนเหมือนต้องกระโดดลงไปเจอกับสงครามทางจิต ทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนโจมตี” ดิ โบนาเวนทูร่าเล่า “อุณหภูมิและความชื้นรุนแรงมาก ทำให้ทุกคนต่างทรมาน แต่ก็มีความสนุกเกิดจากสถานการณ์แบบนี้ เรารอดจากทะเลทรายมาด้วยกัน และมันทำให้ทั้งกลุ่มเกิดความผูกพันกันในแบบที่น่าสนใจจริงๆ” สำหรับผู้กำกับ จอน เอ็ม ชู นี่คือวิธีที่ดีที่จะกระโดดเข้ากองไฟ “มันคือความตึงเครียดที่สุดที่ผมเคยเจอมา และเราทุกคนได้รู้จักกันและกันดีขึ้น เหนือสิ่งอื่นใด มันเป็นภาพยนตร์แอ็กชั่นเรื่องแรกของผม และเราเริ่มต้นด้วยฉากใหญ่ที่มีระเบิดตูมตาม มันให้ความรู้สึกเหมือนนี่เป็นค่ายฝึกทหารก็ไม่ปาน” สภาพอากาศอันรุนแรงคือสิ่งท้าทายสำหรับนักแสดง ซึ่งต้องแต่งกายในชุดทหารเต็มยศ พกพาอาวุธ และต้องเดินขึ้นเดินลงไปตามเขาทรายขนาดใหญ่เป็นเวลาตลอดหนึ่งอาทิตย์กว่าๆ จอห์นสันเล่าว่า “คุณอยู่กลางทะเลทรายและมันร้อนมาก เหงื่อออกเหนียวเหนอะ ทำให้เหนื่อยล้าได้ง่าย และรู้สึกอารมณ์เสีย แต่สุดท้ายของวัน พวกเราทุกคนกลับลงเอยด้วยการเป็นทีมที่ดีขึ้น และลงเอยด้วยการอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้” หนึ่งในความท้าทายของการถ่ายทำภาพยนตร์นอกเมืองใหญ่อย่าง ลอสแองเจลิส, แวนคูเวอร์, ซิดนี่ย์ และลอนดอน ก็คือการขาดซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ขนาดนี้ องค์ประกอบสำคัญในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ในนิวออร์ลีนส์ก็คือ โรงงาน NASA Michoud Assembly Facility ซึ่งทีมผู้สร้างใช้เป็นโรงถ่าย และยังเป็นที่ตั้งของฉากใหญ่ๆ ส่วนใหญ่อีกด้วย การยกเลิกโครงการกระสวยอวกาศทำให้โรงงานแห่งนี้เปิดประตูรับการถ่ายทำภาพยนตร์เป็นเรื่องแรก และยังทำให้ทีมครีเอทีฟสามารถสร้างสภาพแวดล้อมและฉากขนาดใหญ่ที่เป็นสิ่งจำเป็นของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย นอกจากจะมีพื้นที่มากมายให้ใช้งานแล้ว โกดังขนาดใหญ่แห่งนี้ยังมีเพดานสูง 250 ฟุตที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เข้ากับชิ้นส่วนขนาดใหญ่ของกระสวยอวกาศ สถานที่แห่งนี้ทำให้ทีมครีเอทีฟสามารถสร้างฉากขนาดใหญ่ได้หลายฉาก ตลอดการถ่ายทำ ฉากเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวประกอบ เดี๋ยวใช้ หรือถูกสร้างเพื่อเตรียมรับการก่อสร้างฉากต่อไป “หนึ่งในหลายๆ อย่างที่นาซ่ามอบให้กับเราก็คือพื้นที่และความสามารถที่จะขยายได้” ผู้อำนวยการสร้างบริหาร เฮิร์บ เกนส์ กล่าว “มีอยู่หลายครั้งที่เรามีสองหน่วยถ่ายทำกันอยู่ที่นี่พร้อมกัน มีการยกฉากขึ้นๆ ลงๆ และอาจมีพนักงานมากถึง 700 คนทำงานอยู่ที่นี่ในเวลาเดียวกัน ไม่มีสักครั้งที่พวกเราสะดุดล้มใส่กันและกัน เพราะมีพื้นที่กว้างขวางมากจริงๆ” ทีมผู้อำนวยการสร้างเลือกทีมงานหลังกล้องที่ล้วนแต่ประสบความสำเร็จ มาช่วยสนับสนุนจินตนาการของผู้กำกับ ซึ่งรวมถึงผู้กำกับภาพ สตีเฟ่น วินดอน ผู้ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้เป็นผู้ถ่ายภาพให้กับหนึ่งในภาพยนตร์ยิ่งใหญ่ที่สุดในปี 2011 เรื่อง THE FAST & THE FURIOUS 5, ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย หลุยส์ มิงเกนแบช, โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ แอนดรูว์ เมนซี่ส์, ผู้ประสานงานสตั๊นต์ สตีฟ ริทซี่, ผู้ประสานงานฉากต่อสู้ โธมัส ดูปอนต์ และผู้กำกับกองถ่ายย่อยที่สอง จอร์จ รูจ “หนึ่งในจุดแข็งที่สุดของจอน ก็คือ เขามีอีโก้จัด แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธไอเดียของคนอื่น ผลก็คือ เขากลายเป็นผู้ร่วมงานที่ดี และเขาก็ดึงสิ่งที่ดีที่สุดในตัวทุกคนออกมา” ดิ โบนาเวนทูร่าบอก “เขานำไอเดียที่ดีที่สุดของพวกเขา และผสมรวมกับไอเดียของเขาเอง นั่นคือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่เราจะหวังได้แล้ว” เมื่อถึงเวลาต้องสร้างภาพและความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ทางทีมผู้สร้างได้ข้อมูลใหม่ๆ จากโปรดักชั่น ดีไซเนอร์ แอนดรูว์ เมนซี่ส์ ผู้เคยทำหน้าที่เป็นผู้กำกับศิลป์ให้กับภาพยนตร์อย่าง MUNICH และ SYRIANA เมนซี่ส์ตื่นเต้นมากกับการพาภาพยนตร์เรื่องนี้ให้หลุดออกมาจากโลกของภาพคอมพิวเตอร์กราฟฟิค เพื่อก้าวสู่โลกจริงๆ และการทำงานเช่นนั้นมันได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ไปจนหมด “ตอนที่ผมได้อ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมตื่นเต้นมากกับความเป็นไปได้ที่จะสร้างภาพที่เหมือนจริง คล้ายกับภาพยนตร์เกี่ยวกับทหารอย่างเรื่อง BLACK HAWK DOWN” เมนซี่ส์เล่า ชูที่ได้ฟังไอเดียแรกเริ่มของเมนซี่ส์เกี่ยวกับภาพลักษณ์, โทน และรายละเอียดของภาพยนตร์เรื่องนี้ ไว้วางใจว่าเมนซี่ส์คือดีไซเนอร์ที่จะนำโลกที่ไกลเกินเอื้อมของ G.I. JOE ให้ปรากฏขึ้นในโลกจริงๆ ได้ “นับแต่เริ่มต้น เรารู้ดีว่าเราต้องการให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีรายละเอียดตรงตามความจริง เพื่อให้ตัวเรื่องมีหลากหลายระดับและความแน่นหนา เรารู้ดีว่าแอนดรูว์มีความสามารถที่จะทำให้ฉากของเขาให้ความรู้สึกเหมือนเป็นของจริง ไม่ใช่ของปลอม” เมื่อมีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นสถานที่ทำงาน ทำให้เมนซี่ส์และทีมของเขาสามารถสร้างโลกที่หลากหลายของ G.I. JOE ด้วยข้อจำกัดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน “ผมกำลังตระเวนดูโรงงานของนาซ่าเป็นครั้งแรก ร่วมกับลอเรนโซ่ และจอน และเฮิร์บ ผมคิดว่ามันเป็นข้อตกลงที่ดีเลย เมื่อเราได้เห็นขนาดของ VAB มันมีสภาพแวดล้อมที่โดดเด่นสำหรับเป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์ มันเกือบจะใหญ่เกินไปด้วยซ้ำ แต่ก็ยากที่จะบอกผ่านไปได้” เมนซี่ส์หัวเราะ “แอนดรูว์สร้างงานที่เป็นปรากฏการณ์เลยทีเดียว มันคือความท้าทายอันยิ่งใหญ่ และเขาก็เอามันอยู่” ดิ โบนาเวนทูร่า กล่าว “เรามีภาพลักษณ์พิเศษๆ หลายภาพมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ และทุกภาพลักษณ์ล้วนแต่เต็มไปด้วยรายละเอียด” ไม่ว่าจะเป็นคุกใต้ดิน หรือตึกระฟ้าสุดทันสมัยสไตล์เซนของโตเกียว หรือวิหารขึ้นสนิมบนยอดเขาหิมาลัย เมนซี่ส์ตอบรับงานที่จะสร้างพื้นที่แต่ละแห่งที่เข้ากันกับกรอบงานของภาพยนตร์ หนึ่งในฉากที่น่ามองที่สุดสำหรับดีไซเนอร์ผู้นี้ก็คือ ฉากอราชิคาเกะ ที่ซึ่ง สเนกอายส์ และจิ๊งซ์ ฝึกฝนกับอาจารย์ตาบอด สถานที่แห่งนี้คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความทันสมัยและความเก่าแก่ มีทั้งความเป็นธรรมชาติและวัสดุอุตสาหกรรมใส่ลงไปในสำนักแบบเซนที่ทั้งอยู่บนยอดตึกระฟ้าแห่งหนึ่งของโตเกียว สภาพแวดล้อมนี้ช่วยขายไอเดียที่สองโลกมาปะทะกัน “เมื่อคุณวางสำนักฝึกวิชาเอาไว้บนยอดตึกที่สูงที่สุดในโตเกียว มันบ่งบอกถึงการหลอมรวมของภาพยนตร์ของเรา ซึ่งก็คือความเก่าและความใหม่ ความทันสมัยและความโบราณ” ดิ โบนาเวนทูร่ากล่าว ในงานออกแบบของเขา เมนซี่ส์ต้องเก็บฉากแอ็กชั่นเอาไว้ในใจ รวมถึงเรื่องที่ว่าฉากจะส่งผลต่อฉากสตั๊นต์อย่างไร “เห็นได้ชัดว่าผมต้องการให้ฉากดูสวยงามที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ผมก็ต้องระลึกอยู่ในใจเสมอถึงฉากสตั๊นต์และการแสดงที่จะต้องเกิดขึ้น” เมนซี่ส์เล่า “ผมตระหนักถึงเรื่องนี้ในการสร้างภาพลักษณ์ของฉาก และสำนักฝึกวิชาก็คือตัวอย่างสุดคลาสสิก” นอกเหนือจากหน้าที่การใช้งานของฉากแล้ว จอน เอ็ม ชูยังรู้สึกพอใจที่ความสมจริงของฉากเหล่านี้ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเหล่านักแสดง ฉากเหล่านี้ทำให้นักแสดงมีช่องว่างที่จะเล่นให้จริงได้มากขึ้น ตั้งแต่วิหารในยอดเขาหิมาลัย ศูนย์นักท่องเที่ยว คุก และ ‘หลุม’ ใหม่ เขาได้ออกแบบฉากที่ปะติดปะต่อกันกลายเป็นโลกให้กับพวกเรา” “แอนดรูว์ตีโจทย์แตกเลย ทุกฉากที่คุณเดินเข้าไป คุณแทบไม่เชื่อเลยว่ามันดูเยี่ยมแค่ไหน และมันช่วยเพิ่มพลังให้กับทั้งทีมนักแสดงและทีมงาน มันคือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบว่างานออกแบบโปรดักชั่นนั้นมีผลกับภาพยนตร์อย่างไร” ฮาวแซมกล่าว ผู้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับเมนซี่ส์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย หลุยส์ มิงเกนแบช ผู้มีเป้าหมายในการทำงานคือการสร้างสิ่งที่เคยส่งผลดีจากภาพยนตร์ภาคแรก และนำภาพลักษณ์ใหม่ใส่เข้าไปในยามที่จำเป็น “การมีภาพยนตร์ภาคแรกเป็นข้อมูลอ้างอิง มันคือเครื่องมือที่ดีมาก” เธออธิบาย “เรามองดูสิ่งที่เราต้องการจะสานต่อ และสิ่งที่เราอยากเปลี่ยนแปลง และนั่นทำให้เรามีฐานที่ดีแล้ว” การสร้างภาพยนตร์โดยอิงกับความเป็นจริงมากขึ้น หมายถึง การต้องเปลี่ยนแปลงการออกแบบเสื้อผ้าและภาพลักษณ์ทั้งหมดของตัวละครขณะที่จะต้องไม่หลุดไปจากโลกเดิม การเดินไปบนเส้นบางๆ ระหว่างโลกจริงๆ กับโลกของ G.I. JOE เป็นสิ่งที่ต้องผ่านการพิจารณา “ผมคิดว่าหนึ่งในความท้าทายกับภาพยนตร์ประเภทนี้ก็คือ ตัวละครเหล่านี้จะมีตัวตนอยู่ในโลกจริงๆ ได้อย่างไร เพราะถ้าถูกนำเสนอออกมาไม่เหมาะสมละก็ มันจะไม่ใช่แค่ดูไม่ดีเท่านั้น แต่คนดูอาจจะไม่เชื่อก็ได้” เอริก ฮาวแซมอธิบาย “หลุยส์ทำงานได้ยอดเยี่ยมแล้วในการนำภาพลักษณ์ของตัวละครยอดเยี่ยมเหล่านี้ใส่เข้าไปในโลกที่ดูเป็นโลกจริงๆ มากขึ้น” สำหรับทีม G.I. JOE มิงเกนแบช ได้ฉีกไปจากชุดยูนิฟอร์มประเภทไซซ์เดียวแต่ทุกคนใส่ได้แบบในภาพยนตร์ภาคแรก ไปเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่เข้ากับทักษะของตัวละครแต่ละตัวมากขึ้น สมาชิกหลักของ G.I. JOE แต่ละคนจะมีสัญลักษณ์เป็นของตนเองเพื่อแสดงให้เห็นถึงสไตล์การต่อสู้ของพวกเขา สำหรับ ดเวย์น จอห์นสัน การใส่ชุด G.I. JOE ของโร้ดบล็อค ช่วยให้เขาทำอารมณ์ได้เข้าที่เข้าทางมากขึ้น “เสื้อกั๊กที่ผมใส่ ทำมาเพื่อโร้ดบล็อคโดยเฉพาะ มันยังมีที่เสียบกริชทองเหลืองของผมที่สามารถดึงเข้าออกได้ในเวลาที่ต้องการด้วย เสื้อกั๊กตัวนี้มีน้ำหนักประมาณ 30 ปอนด์ และผมรู้สึกราวกับว่าผมพร้อมที่จะออกไปทำศึกแล้วเมื่อผมสวมใส่มัน” สำหรับตัวละครนินจาแบบสเนกอายส์ มิงเกนแบชและทีมผู้สร้างตัดสินใจที่จะปรับภาพลักษณ์ของเขาให้ออกมาเป็นชุดสูทมากกว่าเดิม “เราเดินหน้าไปกับความคิดที่ว่าสเนกอายส์ต้องใส่ชุดนี้ทุกวัน และยังมีเสื้อเกราะที่เขาต้องใส่อีก” มิงเกนแบชอธิบาย สำหรับชุดของสเนกอายส์ มิงเกนแบชใช้เวลาสองเดือนทำการค้นคว้าและพัฒนา สิ่งที่ต้องถูกนำมาพิจารณาก็คือ ชุดของซูเปอร์ฮีโร่ส่วนมากมักจะสร้างข้อจำกัดให้กับนักแสดงที่สวมใส่ชุด แต่ทีมงานต้องการสร้างชุดให้สเนกอายส์ในแบบที่จะช่วยทำให้เขาใส่สบายและเคลื่อนไหวได้ไหลลื่นขึ้น เราต้องหาสมดุลระหว่างสิ่งที่เรย์สามารถใส่ได้ และเคลื่อนไหวได้สะดวกกับจะต้องเป็นชุดที่ดูดีด้วย คุณต้องทำงานกับนักแสดง และจะต้องเปิดรับความคิดเห็นของพวกเขา ดังนั้นเราจึงทำการเปลี่ยนแปลงชุดเกราะ เพิ่มองค์ประกอบที่มีลักษณะนิ่งมากขึ้น และเพิ่มชิ้นส่วนที่ทำจากยางให้มากขึ้น เพื่อที่เขาจะได้เคลื่อนไหวได้จริง เรียกว่ามีการค้นคว้าและพัฒนาเพื่อหาชุดที่เหมาะสมเยอะมาก” “ชุดนี้จะมีอุปกรณ์สำหรับการรบมากขึ้นราวกับว่าสเนกอายส์เป็นคนทำมันขึ้นมาเอง” เรย์ พาร์คบอก “มันมีความทนทานและยืดหยุ่น ดูเหมือนผู้ชายจริงๆ ที่อยู่ในชุดเกราะสำหรับออกศึก ผมชอบมันมากๆ เลย” สำหรับจิ๊งซ์ นักรบนินจาซึ่ง สเนกอายส์ คอยดูแลอยู่นั้น มิงเกนแบชสร้างชุดที่ไม่ได้ต่างไปจากชุดประจำตัวสีแดงแบบที่เห็นกันในหนังสือการ์ตูนต้นแบบ แต่ถึงกระนั้นเธอได้ใส่ไอเดียแฟชั่นเข้าไปให้กับตัวละครตัวนี้ด้วย “จิ๊งซ์สนุกมากนะ เพราะว่ามีวิธีที่จะใส่ความเป็นแฟชั่นเข้าไปได้มากขึ้น แฟชั่นสไตล์เอเชียมีลักษณะที่ไม่สมส่วนและมีลักษณะเหมือนประติมากรรม ดังนั้นเราจึงมีโอกาสที่จะรวมลักษณะเช่นนั้นเข้าไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” สำหรับ สตอร์ม ชาโดว์ และชุดสีขาวอันโด่งดังของเขา ทางทีมผู้สร้างพบว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องปรับเปลี่ยนสิ่งที่มีความสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว “เราทำการปรับเปลี่ยนน้อยมากสำหรับ สตอร์ม ชาโดว์ แต่ชุดของเขาแทบจะสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว” เพื่อสร้างความสมจริงในโลกของทหารออกมาให้ดูเหมือนจริงที่สุด ทางทีมผู้สร้างได้นำที่ปรึกษาด้านเทคนิคการทหาร แฮร์รี่ ฮัมฟรีส์ ซึ่งเคยเป็นนาวิกโยธิน และยังคุ้นเคยดีกับโลกภาพยนตร์และวิธีการทำงานของคนในแวดวง ให้เข้ามาช่วยงาน “เราดึงแฮร์รี่เข้ามา เพราะเราอยากให้พวกทหารของเราแสดงออกได้เหมือนจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” ดิ โบนาเวนทูร่า บอก “แฮร์รี่กับหน่วยเนวีซิลของเขา นำความน่าเชื่อในฐานะทหารเข้ามา และมันส่งผลต่อผลลัพธ์สุดท้ายอย่างมหาศาล” นอกเหนือจากการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับทีมผู้สร้างแล้ว ฮัมฟรีส์ยังทำงานร่วมกับนักแสดงแต่ละคนเพื่อเตรียมตัวพวกเขาให้พร้อมในเรื่องของการจับอาวุธ แท็คติคต่างๆ และบทเรียนเกี่ยวกับเรื่องของทหาร เขาเชื่อว่าคนดูสมัยนี้มีข้อมูลเยอะ “คนดูทุกวันนี้ฉลาดมาก และยังมีเปอร์เซ็นต์สูงที่พวกเขาจะรู้ว่าอาวุธแบบไหนควรถือยังไง และมีหน้าตาเป็นยังไง” ฮัมฟรีส์ยืนยัน “ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือคุณจะต้องปลูกฝังสิ่งที่จะทำให้นักแสดงดูราวกับเขาใช้อาวุธได้อย่างคล่องแคล่ว และพวกเขาจะต้องเคลื่อนที่กันแบบเป็นหน่วยด้วย” ก่อนหน้าและระหว่างการถ่ายทำ ฮัมฟรีส์ได้ทำงานกับสมาชิกทีม G.I. JOE แต่ละคนในเรื่องเทคนิคพื้นฐานต่างๆ รวมไปถึงส่วนของทักษะฝีมือของตัวละครแต่ละตัวด้วย จากนั้นพวกเขาได้มารวมตัวกันเพื่อเรียนรู้วิธีทำงานเป็นทีม เทคนิคที่บ่อยครั้งถูกมองข้ามในภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง “นักแสดงทุกคนจะได้รับความรู้พื้นฐานเหมือนกัน จากนั้นพวกเขาก็จะมารวมตัวกันเพื่อจะสร้างความเป็นทีมและทำงานกันแบบเป็นทีม” “เราต้องการแสดงความนับถือต่อชายและหญิงที่ทำงานอยู่ในกองทัพ และทำให้ทุกอย่างออกมาให้ความรู้สึกเหมือนจริง และผมก็หวังว่าเราคงจะเดินไปบนเส้นทางนั้นได้อย่างดีที่สุดแล้วในภาพยนตร์เรื่องนี้” เอริก ฮาวแซมกล่าว การได้ทีมเนวีซิลของฮัมฟรีส์มาแสดงเป็นสมาชิกอีกหลายคนของทีม G.I. JOE ในภาพยนตร์เรื่องนี้ยังส่งผลกระทบสำคัญต่อทีมนักแสดงและทีมงานในระหว่างการถ่ายทำด้วย  “เราเกิดความรู้สึกเกรงขามเมื่ออยู่ใกล้ๆ กับหน่วยซีลส์ และการได้พวกเขามาอยู่ใกล้ๆเราก็มีความสำคัญอย่างมาก” ดิ โบนาเวนทูร่า บอก “คุณมองดูคนเหล่านี้ในฐานะที่เป็นคน และสิ่งที่พวกเขายินดีที่จะเสียสละ และเราทุกคนก็เกิดความรู้สึกชื่นชมและขอบคุณที่ได้มาทำงานกับหน่วยซีลส์”

ฉากสตั๊นต์/ การต่อสู้

  ภาพยนตร์ซัมเมอร์ฟอร์มยักษ์ทั้งหลายต่างมีชื่อโด่งดังในเรื่องของฉากแอ็กชั่นที่ท้าทายความเป็นจริง และสร้างความตื่นเต้นให้กับคนดู ทางทีมผู้สร้างจึงตั้งใจที่จะทำให้ G.I. JOE: RETALIATION เป็นภาพยนตร์ที่สร้างความพอใจให้กับคนดูได้อย่างแน่นอน ผู้กำกับ จอน เอ็ม ชู มีข้อได้เปรียบจากการทำงานกับผู้ประสานงานสตั๊นต์ สตีฟ ริทซี่ และผู้ประสานงานการต่อสู้ โธมัส ดูปอนท์ ผู้สร้างและออกแบบฉากต่อสู้เพื่อให้แน่ใจว่าจะทำให้คอแอ็กชั่นทั้งหลายถึงกับต้องร้องว้าว “ไอเดียที่สร้างสรรค์ที่สุดเกิดขึ้นในกลุ่มสตั๊นต์แมน, นักแสดง, ผู้กำกับ, ผู้อำนวยการสร้าง และทีมมือเขียนบท เพื่อสร้างฉากที่โดดเด่นที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงสองฉากด้วยกัน” ดิ โบนาเวนทูร่า อธิบาย “สิ่งที่คนดูจะได้พบ ก็คือ เมื่อพวกเขาได้เจอฉากแอ็กชั่น มันจะจริงจังมาก เป็นงานแอ็กชั่นในแบบที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย” สตีฟ ริทซี่ ผู้ประสานงานสตั๊นต์ ชอบที่เขามีโอกาสได้สร้างฉากทั้งในส่วนของปฏิบัติการทหารและการทำงานแบบนินจา “มันคือความท้าทายที่ได้มีสององค์ประกอบที่แตกต่างกันอย่างมาก” ริทซี่บอก “สไตล์ของ G.I. JOE จะเป็นการต่อสู้แบบตรงไปตรงมา จากนั้น เราก็มีพวกนินจาที่มาพร้อมกับการออกแบบคิวบู๊แบบพิเศษ และองค์ประกอบความสนุกที่คาดไม่ถึงอื่นๆ อย่างเช่น การทำให้พวกเขาเหาะเหินผ่านเทือกเขา การผสมผสานที่เกิดขึ้นนั้นสนุกมากจริงๆ” ในองก์แรก คนดูจะได้รู้จักกับทีม G.I. JOE และระดับความแข็งแกร่งของร่างกายของพวกเขาจากฉากแอ็กชั่นใหญ่สองฉาก ที่จะเป็นตัวสร้างมาตรฐานของฉากแอ็กชั่นในแบบที่คนดูคาดหวังว่าจะได้เห็น ในภารกิจครั้งหนึ่ง เพื่อทำลายคลังอาวุธนิวเคลียร์ของปากีสถาน ทีมจีไอโจต้องปฏิบัติภารกิจอันตรายและเสี่ยงตายที่ต้องมีความแม่นยำและทักษะฝีมือระดับสูง ฉากดังกล่าวเป็นฉากเรียกน้ำย่อยชั้นดีที่เกี่ยวพันกับการไต่เขาสูงลิบ การต่อสู้แบบตัวต่อตัว ปาร์กัว การใช้ปืน และการใช้อาวุธมากมาย ฉากดังกล่าวนั้นแสดงให้เห็นถึงทักษะฝีมือเฉพาะของทีม G.I. JOE แต่ละคน และความมีประสิทธิภาพที่ยากจะปฏิเสธของพวกเขาในฐานะทีม ฉากดังกล่าวถ่ายทำกันที่ VAB (ย่อมาจาก Vertical Assembly Building) ของนาซ่า  ทีมผู้สร้างได้ใช้ประโยชน์จากเพดานที่มีความสูง 220 ฟุต และเครื่องยกจรวดที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน เพื่อผลักดันขีดจำกัดของฉากแอ็กชั่นออกไป “คุณค่าของงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้น่าทึ่งมาก และเราก็มี โร้ดบล็อค และทีมจีไอโจอีกสองคนที่เกาะจรวดขนาด 200 ฟุตนี้เพื่อเข้าร่วมการต่อสู้” สตีฟ ริทซี่ ผู้ประสานงานสตั๊นต์ อธิบาย “และยังมีเม็ดฝนของ G.I. JOE ที่สาดตกมาจากท้องฟ้า เพื่อยิงใส่ผู้บุกรุก เรามีคนที่ยิงปืน คนร่วงตกลงมา และต่อสู้กันทุกระดับชั้น และตัวละครแต่ละตัวก็มีการเคลื่อนไหวในแบบฉบับของตัวเองภายในการต่อสู้นั้น มันเป็นงานที่พิถีพิถันมาก” “ฉากโกดังอาวุธนิวเคลียร์นี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความสามัคคีของหน่วย และยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถของพวกเขาในฐานะทหารอีกด้วย” ดเวย์น จอห์นสันอธิบาย ขณะกำลังเฉลิมฉลองความสำเร็จของภารกิจที่ทั้งอันตรายและซับซ้อนโดยไม่มีการสูญเสียสมาชิก G.I. JOE เลยสักคน พวกเขาโดนสุ่มโจมตีโดยกองกำลังที่สังหารสมาชิกของหน่วยไปได้เป็นจำนวนมาก ทีมสตั๊นต์และทีมสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ ได้จัดการการแสดงที่ทั้งทรงพลังและวินาศสันตะโรของหน่วยทหารที่ตกอยู่ภายใต้การโจมตี ฉากดังกล่าวนี้ยังรวมถึงการระเบิดรถฮัมวีขึ้นไปในอากาศสูงถึง 30 ฟุต เศษซากของจรวดกระจายไปทั่วทั้งฉาก และมีรถที่ลุกไหม้อยู่ภายในฉากที่ได้รับการออกแบบมาอย่างระมัดระวัง ซึ่งฉากที่ว่านี้ต้องมีทั้งสมาชิกหลักของทีม G.I. JOE เสริมด้วยหน่วยเนวีซิลส์ สตั๊นต์แมนกว่า 30 คน และตัวประกอบอีกกว่า 40 คน การแสดงฉากสตั๊นต์ในกองถ่าย โดยจะมีการใช้เทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟฟิคเข้ามาช่วยปรับแต่งภาพแต่เพียงเล็กน้อย หมายถึงต้องมีการระเบิดจริง และต้องมีการใช้กระสุนมากมาย ทำให้ไม่อาจเกิดความผิดพลาดในกองถ่ายได้เลย “กระสุนและระเบิดส่วนใหญ่ที่เห็นเป็นของจริง เราไม่ได้ทำการปรับแต่งภาพมากนัก” ริทซี่อธิบาย “เราทำงานทุกอย่างข้างๆ ตัวนักแสดงและทีมสตั๊นต์แมน และเราก็อยากให้พวกเขาได้ยิงและแสดงฉากแอ็กชั่นนั้นออกมาในแบบที่เหมือนจริงที่สุด” ถึงแม้ฉากดังกล่าวนั้นจะมีความซับซ้อนอย่างมาก ทางทีมผู้สร้างทำงานกันเป็นทีมเพื่อวางแผนฉากแอ็กชั่นวินาศสันตะโรนี้ “ทีมสเปเชียลเอฟเฟ็กต์น่าทึ่งมากเลย และจอห์น เอ็ม ชู, สตีฟ วินดอน และฟิล แพ็ตเตอร์สัน ที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับลำดับที่ 1 และตัวผมเอง ได้ออกแบบงานว่านักแสดงควรจะเคลื่อนที่ไปอยู่ตรงไหน และทีมสตั๊นต์ของเราจะเข้าไปเติมเต็มช่องว่างตรงไหน” ริทซี่เล่า “มันเป็นฉากที่มีความพิถีพิถันที่อาจเกิดความผิดพลาดได้ แต่ทุกคนต่างร่วมมือกัน และมันก็ส่งผลออกมาดีมากทีเดียว” ฉากแอ็กชั่นฉากใหญ่ที่จะต้องถูกพูดถึงในหมู่คนดู ก็คือฉากที่เกี่ยวพันกับการไล่ล่ากันในที่สูง และการต่อสู้ของเหล่านินจาบนยอดเขาหิมาลัย หลังจากพบว่า สตอร์ม ชาโดว์ รักษาตัวจนหาย และเข้ามาหลบอยู่กับพวกนินจาแดงในสำนักที่เนปาล สเนกอายส์ และจิ๊งซ์ จึงเดินทางมาเพื่อจะจับตัวเขากลับไปให้อาจารย์ตาบอดตัดสินลงโทษ หลังการต่อสู้ระหว่างคู่ปรับที่ทำให้ร่างที่ไร้สติของ สตอร์ม ชาโดว์  ไปติดค้างอยู่บนที่สูง ทั้งคู่ถูกสถานการณ์บีบให้ต้องใช้เส้นทางหลบหนีเพียงเส้นทางเดียว ฉากอันตรายที่สุดติดตามมาเมื่อพวกเขาต้องลงจากภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะบนเส้นทางซิกแซก ขณะที่โดนพวกนินจาแดงตามไล่ล่า “ตอนที่เราได้อ่านบทในฉากนี้ครั้งแรก เราต้องถามตัวเองว่าเราสามารถทำได้จริงหรือเปล่า” ดิ โบนาเวนทูร่า เล่า “มันต้องอาศัยดวง ทีมสตั๊นต์มือดีที่จะสร้างฉากบ้าสุดขีดบนเส้นเชือก กับงานวิชวลเอฟเฟ็กต์ ทำให้ฉากนี้มีความตื่นเต้นและยิ่งใหญ่ในแบบที่ผมว่าคนดูคงไม่เคยเห็นมาก่อนแน่ๆ” ฉากที่ว่านี้ต้องใช้เวลานานหลายเดือนในการติดตั้งสลิง, วินช์ที่มีความเร็วสูงที่จะทะยานขึ้นไปสู่ยอดเขาและตกลงมายังเต้นท์ขนาดใหญ่ และสลิงยาวหลายพันฟุตที่เชื่อมต่อระหว่างยอดเขา พอล บอร์น ผู้เชี่ยวชาญในการปีนเขา ได้รับการติดต่อให้เข้ามาร่วมงานด้วย และด้วยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสลิง เดฟ เลน ทำให้ริทซี่และทีมของเขาสร้างฉากพิเศษสุดฉากนี้ขึ้นมาได้ “มันเป็นฉากที่พิถีพิถันมาก และผมคิดว่าเมื่อคนดูได้เห็นฉากนี้ พวกเขาคงคิดว่าพวกเราใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคสร้างขึ้นมา แต่จริงๆ แล้วพวกเราถ่ายทำกันจริงๆ เสียเป็นส่วนใหญ่” ริทซี่เล่า “มีการขนส่งไปๆ มาๆ ด้วยเฮลิคอปเตอร์เพื่อขนอุปกรณ์กลับไปกลับมาตลอดเวลา มันสุดยอดมาก”  

ของเล่น/ ยานพาหนะ

          เพื่อสร้างความพอใจให้กับแฟนๆ ผู้ชื่นชอบของเล่นและตุ๊กตุ่น ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเต็มไปด้วยยานพาหนะที่แฟนๆ  G.I. JOE รู้จักดี รวมไปถึงอาวุธมากมายหลากหลายที่แฟนๆ จะต้องสนุกไปด้วยแน่ๆ สำหรับ ลุค ฟรีบอร์น ผู้กำกับศิลป์ที่ดูแลงานด้านยานพาหนะ นี่คือการดึงความเป็นเด็กออกมาจากตัวทุกคน “การสร้างของเล่นยักษ์เหล่านี้ และการทำให้พวกมันมีชีวิตขึ้นมาได้ ก็เหมือนการได้กลับไปเป็นเด็กกันอีกครั้ง เราทุกคนสับสนและคาดหวังที่จะได้เห็นพวกมันถูกนำมาใช้งานจริงๆ” ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีอาวุธและยานพาหนะให้เห็นมากมาย ซึ่งรวมถึงรถถังสองแบบที่ต่างกัน เฮลิคอปเตอร์อีก 3 แบบ เครื่องบินอีก 2 แบบ มอเตอร์ไซค์ ดาบ มีด กริช และอาวุธอื่นๆ อีกมากมาย ดิ โบนาเวนทูร่าเล่าว่า “การสร้างให้ของเล่นเหล่านี้มีชีวิตขึ้นมา ทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ผมว่าคนดูจะต้องตื่นเต้นที่ได้เห็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนแน่ๆ” เมื่อสร้างยานพาหนะเหล่านี้ขึ้นมาในทีแรก ทีมงานให้ความสำคัญกับการผลักดันขีดจำกัดออกไป ขณะเดียวกัน ก็ต้องให้เกียรติกับโลกของ G.I. JOE ด้วย “วัตถุประสงค์ก็คือการทำให้ยานพาหนะพวกนี้ออกมาดูจริงและน่าเกรงขามมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” ฟรีบอร์นบอก “เราพยายามที่จะสร้างภาษาของเล่นที่พวกเราคุ้นเคยและหวังจะได้เห็นมัน” หนึ่งในของเล่นที่ถูกใส่ลงไปในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ คอบรา แอร์ โบ้ท ซึ่งเป็นเรือลำใหญ่ยักษ์ที่ดูน่าขนลุก ที่ติดตั้งเครื่องยนต์คู่ ใบพัดที่หมุนได้สองด้าน และมีพลังม้ามากพอที่จะทำให้เรือสามารถแล่นไปบนแผ่นดินได้ด้วย ที่ได้แรงบันดาลใจจากของเล่น G.I. JOE/Hasbro สุดคลาสสิกอีกชิ้นหนึ่ง และแน่นอนว่าจะต้องทำให้แฟนๆ ทุกวัย รู้สึกตื่นเต้นได้ ก็คือ เวอร์ชั่นใหม่ของ คอบรา ฮิสส์ แท้งก์ เพื่อสร้างรถถังขนาดใหญ่ยักษ์คันนี้ ทางทีมผู้สร้างเริ่มต้นด้วยรถถัง M548 ที่พวกเขาใช้เวลานานถึง 12 อาทิตย์ในการสร้าง ก่อนจะเพิ่มเกราะด้านนอก ห้องพลขับ และอาวุธพิเศษ ลุค ฟรีบอร์น ผู้กำกับศิลป์ควบคุมด้านยานพาหนะ อธิบายว่า “ความท้าทายสูงสุดของเราคือการคิดว่างานทั้งหมดนี้จะรวมเข้าด้วยกันอย่างไร เราคิดถึงความงดงามของมันด้วย และจะทำเช่นไรเพื่อให้มันดูน่ากลัวและน่าเกรงขาม มันคือความพยายามของทีมโดยแท้ที่ทำให้แน่ใจว่าทั้งปืน และพวงมาลัยบังคับจะต้องใช้งานได้เมื่ออยู่ต่อหน้ากล้อง” รถถังที่แม้จะมีขนาดเล็กกว่า แต่รวดเร็วกว่า ที่ได้เห็นกันในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือรถถัง โจ โคลตัน ที่ โร้ดบล็อค ใช้บดขยี้ศัตรูของเขา ถึงแม้จะดูน่าเกรงขามน้อยกว่ารถถังฮิสส์ แท้งก์ แต่พลังของรถถัง โจ โคลตัน เกิดมาจากความรวดเร็วว่องไว รถถังโคลตันมีพลัง 750 แรงม้า และสามารถเร่งความเร็วได้ถึง 65 ไมล์ต่อชั่วโมง นอกจากนี้ รถถังคันนี้ยังมีตัวยิงจรวด ซึ่งโร้ดบล็อคใช้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความปราดเปรื่องและพลังกำลังอันแข็งแกร่งของเขา ทีมผู้สร้างยังพยายามออกแบบอาวุธของตัวละครแต่ละตัวเพื่อเสริมสไตล์การต่อสู้และความแข็งแกร่งของแต่ละคน ไม่มีใครที่ไม่ได้ต่อสู้แบบตัวต่อตัวเลย โร้ดบล็อคเองยังมีอุปกรณ์พิเศษที่ถูกใส่เข้าไปในชุดของเขาด้วย “โร้ดบล็อคมีกริชทองเหลืองที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษที่ติดอยู่กับเสื้อกั๊กของเขา ซึ่งกริชนี่สามารถผ่ากะโหลกของคุณได้เลย และยังมีความสามารถที่จะนำไปเชื่อมติดกับอาวุธชนิดอื่นได้อีกด้วย ด้วยการผสมผสานของอาวุธและสไตล์การต่อสู้ มันทำให้คุณสามารถมองเห็นความโหดเหี้ยมของเขาได้เลย” ดเวย์น จอห์นสันอธิบาย เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับเหล่านินจาและความสามารถเฉพาะตัวของพวกเขา ตัวละครแต่ละตัวจึงมีดาบที่มีลักษณะจำเพาะ และรูปแบบที่อาวุธเหล่านั้นติดอยู่กับเสื้อผ้าของพวกเขา “อาวุธของพวกนินจาจะมีความสนุกสนานเป็นพิเศษ เพราะเราพยายามที่จะบ่งบอกว่าพวกเขาแต่ละคนแตกต่างกันอย่างไร” จอน เอ็ม ชูอธิบาย “จิ๊งซ์มีดาบสองเล่มพกอยู่ด้านเดียว สตอร์ม ชาโดว์มีดาบสองเล่มห้อยติดอยู่สองด้าน และสเนกอายส์มีดาบหนึ่งเล่มที่จะช่วยแยกความแตกต่างว่านินจาคนไหนเป็นใคร” อย่างไรก็ดี ที่ท้าทายไปกว่านั้น อาจเป็นการสร้างตุ๊กตุ่นที่จะต้องมีลักษณะตรงกับตัวละครที่พวกเขาเห็นในภาพยนตร์เรื่องนี้ “ผมไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีพลาสติคมากพอที่จะสร้างตุ๊กตุ่นโร้ดบล็อคหรือเปล่านะ” ชูกล่าวติดตลก “ผมไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะสร้างท่วงท่าของตุ๊กตุ่นได้มากพอ เพราะท่ากังฟูเพียงอย่างเดียวคงไม่พอสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้แน่ พวกเขาจะต้องสร้างความสามารถให้กับหุ่นให้สามารถบอดี้สแลม รวมไปถึงท่าหักคอ และท่าล็อคให้สลบด้วย”

ประวัติทีมนักแสดง

  ดีเจ โคโทรน่า (DJ Cotrona) รับบท ฟลิ้นต์ ก่อนหน้าที่จะมาร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง G.I. JOE: RETALIATION นี้ ดีเจ โคโทรน่าเคยร่วมแสดงกับ ไมเคิล อิมเพอริลอย ในซีรีส์ของ ABC เรื่อง “Detroit 1-8-7” และยังแสดงนำร่วมกับ แชนนิ่ง เททั่ม และอาแมนด้า ไซเฟร็ด ในภาพยนตร์ของ สกรีน เจมส์ เรื่อง DEAR JOHN ซึ่งสร้างจากนิยายขายดีของ นิโคลัส สปาร์กส์ ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของดีเจ ได้แก่ ภาพยนตร์อินดี้เรื่อง LOVE IS THE DRUG และเขายังมีบทบาทประจำอยู่ในซีรีส์ของ NBC เรื่อง “Windfall” ลีบยอนฮุน (Byung-hun Lee) รับบท สตอร์ม ชาโดว์ ลีบยอนฮุนคือซูเปอร์สตาร์ที่มีชื่อเสียงในช่วงที่อุตสาหกรรมความบันเทิงของเกาหลี ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ลีเริ่มต้นทำงานในแวดวงการแสดงในปี 1991 ด้วยละครดราม่าทางทีวีของเกาหลี เรื่อง “Asphalt, My Hometown” นับแต่นั้น เขามีผลงานซีรีส์แนวดราม่าออกมามากมายหลายเรื่อง อาทิเช่น “Tomorrow Love”, “Police”, “Son of Wind”, “Happy Together”, “Beautiful Days”, “All In” และ "Iris" ในปี 2009 ถึงแม้ความสำเร็จของเขาจะเกิดมาจากผลงานทางทีวี แต่ความฝันที่แท้จริงของลีนั้นอยู่ที่งานแสดงภพายนตร์จอเงิน ผลงานภาพยนตร์ของเขา เรื่อง THE GOOD, THE BAD, AND THE WEIRD และ I COME WITH THE RAIN เปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์ในปี 2008 ผลงานภาพยนตร์เมื่อเร็วๆ นี้ของ ลี เรื่อง I SAW THE DEVIL เปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์ที่งานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ ผลงานการแสดงในฮอลลีวู้ดเรื่องแรกของลี ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง G.I.JOE: RISE OF COBRA ในปี 2010 และเขายังได้กลับมารับบทเดิมใน G.I JOE: RETALIATION ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวฉายในวันที่ 29 มิถุนายน ปี 2012 เอเดรียนน์ พาลิคกี้ (Adrianne Palicki) รับบท เลดี้เจย์ เอเดรียนน์ พาลิคกี้ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีจากบทบาทการแสดงที่ได้รับคำชมในซีรีส์ของ NBC เรื่อง “Friday Night Lights” ผลงานใหม่ของเธอนอกจาก G.I. JOE: RETALIATION แล้ว เธอยังจะร่วมแสดงในภาพยนตร์รีเมกของ MGM เรื่อง RED DAWN ซึ่งเธอจะร่วมแสดงกับ คริส เฮมส์เวิร์ธ, จอช เพ็ค และคอนเนอร์ ครูซ เมื่อเร็วๆ นี้ พาลิคกี้แสดงนำในภาพยนตร์ของ โซนี่ พิคเจอร์ส เรื่อง LEGION ซึ่งเปิดตัวฉายไปเมื่อเดือนมกราคม ปี 2010 เธอยังแสดงนำในภาพยนตร์อินดี้แนวตลก ในปี 2009 เรื่อง WOMEN IN TROUBLE โดยร่วมแสดงกับ คาร์ล่า กูจิโน่, จอช โบรลิน, เอ็มมานูเอลล์ คริกี เรย์ พาร์ค (Ray Park) รับบท สเนกอายส์ เรย์มอนด์ พาร์ค เกิดเมื่อวันที่  23 สิงหาคม ปี 1974 ในกลาสโกว์, สก็อตแลนด์ พาร์คอยากแสดงภาพยนตร์มานานแล้ว แต่สิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้เขามากที่สุดก็คือศิลปะการป้องกันตัว เขาเริ่มชื่นชอบศิลปะป้องกันตัวตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เมื่อความชื่นชอบที่พ่อของเขามีต่อภาพยนตร์ของ บรูซ ลี ทำให้พาร์คเกิดความหลงใหลในการต่อสู้ เขามีความเชี่ยวชาญในวิชากังฟูแบบเส้าหลิน หลังจากคว้าแชมป์ได้มากมายจากทั่วโลก พาร์คได้ลงแข่งขันในการชิงแชมป์ Martial Arts World Championships ในปี 1995 และในระหว่างที่เขาเดินทางไปเยือนมาเลเซีย เขาได้รับการทาบทามให้ไปออดิชั่นเป็นสตั๊นต์แมนให้กับภาพยนตร์ปี 1997 เรื่อง “Mortal Kombat: Annihilation” ในปี 1999 พาร์คร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง STAR WARS EPISODE 1: THE PHANTOM MENACE โดยรับบทเป็น ซิธ ลอร์ด ดาร์ธ มอล หลังจากนั้นไม่นาน เรย์ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแสดงแทนให้กับ คริสโตเฟอร์ วอลเก้น ในภาพยนตร์เรื่อง SLEEPY HOLLOW เขาเริ่มได้รับบทที่มีไดอะล็อกพูดเป็นบทแรกในภาพยนตร์เรื่อง X-MEN ซึ่งเขารับบทเป็น โท้ด ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเรย์ ได้แก่ BALLISTIC: ECKS VS. SEVER, SLAYER, WHAT WE DO IS SECRET? และ THE LEGEND OF BRUCE LEE ในเดือนมกราคม ปี 2008 พาร์คได้รับเลือกให้แสดงเป็น สเนกอายส์ ในภาพยนตร์ G.I. JOE: RISE OF COBRA และในปีเดียวกันนี้เอง เขายังทำงานสตั๊นต์และออกแบบคิวการต่อสู้ให้กับวิดีโอเกมส์ James Bond – “Quantum of Solace” ปีที่แล้ว เรย์แสดงนำร่วมกับ แม็กกี้ จี และฌอน ฟาริส ในภาพยนตร์เรื่อง THE KING OF FIGHTERS, ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับ แซ็คชารี่ เลวี่ ในภาพยนตร์เรื่อง NO REST FOR THE WICKED ปีนี้ เรย์ พาร์คกลับมารับบท สเนกอายส์ ในภาพยนตร์เรื่อง G.I. JOE: RETALIATION ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ แชนนิ่ง เททั่ม, ดเวย์น จอห์นสัน, บรูซ วิลลิส, เอเดรียนน์ พาลิคกี้ และเรย์ สตีเวนสัน โจนาธาน ไพรซ์ (Jonathan Pryce) รับบทประธานาธิบดี โจนาธาน ไพรซ์คือนักแสดงเจ้าของรางวัลมากมาย และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งในแวดวงละครเวทีและภาพยนตร์ ผลงานภาพยนตร์ในระยะแรกๆ ของไพรซ์ ได้แก่ ภาพยนตร์ของ สต๊วร์ต โรเซนเบิร์ก เรื่อง VOYAGE OF THE DAMNED, ภาพยนตร์ของ ไบรอัน กิ๊บดอน เรื่อง BREAKING GLASS, ภาพยนตร์ของ แจ็ค เคลย์ตัน เรื่อง SOMETHING WICKED THIS WAY COMES และภาพยนตร์คว้ารางวัลของ เทอร์รี่ กิลเลี่ยม เรื่อง BRAZIL ติดตามมาด้วยผลงานความร่วมมือกันอีกสองเรื่อง ได้แก่ GILLIAM: THE ADVENTURES OF BARON MUNCHAUSEN และ THE BROTHERS GRIMM ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ THE PLOUGHMAN’S LUNCH, MAN ON FIRE, CONSUMING PASSIONS, THE DOCTOR, JUMPIN’ JACK FLASH, ภาพยนตร์ของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง THE AGE OF INNOCENCE และ GLENGARRY GLEN ROSS, ภาพยนตร์ปี 1995 ของ คริสโตเฟอร์ แฮมป์ตัน เรื่อง CARRINGTON ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลดารานำชายยอดเยี่ยมที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เขายังแสดงนำร่วมกับ มาดอนน่า ในภาพยนตร์เรื่อง EVITA และยังรับบทเป็นวายร้ายในภาพยนตร์ เจมส์ บอนด์ ตอน TOMORROW NEVER DIES และยังมีบทบาทในภาพยนตร์เรื่อง RONIN และ STIGMATA ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของไพรซ์ ได้แก่ JUNK ซึ่งกำกับโดย จัสติน เทรฟการ์น, HYSTERIA กำกับโดย ทาเนีย เว็กซ์เลอร์,  BEDTIME STORIES กำกับโดย อดัม แชงก์แมน, G.I.JOE: THE RISE OF COBRA กำกับโดย สตีเฟ่น ซอมเมอร์ส,  MY ZINC BED กำกับโดย แอนโธนี่ เพจ, LEATHERHEADS กำกับโดย จอร์จ คลูนี่ย์, DE-LOVELY กำกับโดย เออร์วิน วอลเกอร์ และ THE AFFAIR OF THE NECKLACE กำกับโดย ชาร์ลส์ ไชเออร์ นอกจากนี้ ไพรซ์ยังรับบทเป็นผู้บัญชาการ เวเธอร์บี้ สวอนน์ ในภาพยนตร์ Pirates of the Caribbean: THE CURSE OF THE BLACK PEARL, DEAD MAN’S CHEST และ AT WORLD’S END รีซ่า (RZA) รับบท อาจารย์ตาบอด  รีซ่าซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีในฐานะผู้ก่อตั้งและยังเป็นโปรดิวเซอร์ของ Wu-Tang Clan ประสบความสำเร็จทั้งในฐานะนักดนตรี ผู้แต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์, โปรดิวเซอร์, นักแสดง, นักธุรกิจ และผู้แต่งหนังสือ รีซ่าที่มีชื่อจริงว่า โรเบิร์ต เอฟ ดิ๊กส์ เริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงฮิพฮอพ ในช่วงต้นทศวรรษ 90 หลังจากเป็นหนึ่งในสมาชิกวง All In Together Now อยู่เพียงระยะสั้นๆ และเป็นศิลปินเดี่ยวในนาม  Prince Rakeem เขาได้ก่อตั้ง Wu-Tang Clan ในปี 1992 จนกลายมาเป็นหนึ่งในกลุ่มฮิพฮอพที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล ในปีนี้ รีซ่าประเดิมงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก ด้วยผลงานเรื่อง THE MAN WITH THE IRON FISTS ซึ่งนำแสดงโดย รัสเซลล์ โครว์, ลูซี่ หลิว, เจมี่ ชุง, แดเนียล วู โดยมี เควนติน ทาแรนติโน่ เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหาร โดยยูนิเวอร์แซลจะเปิดตัวฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในปี 2012 เมื่อเร็วๆ นี้ อาร์ซีเอได้ตกลงใจที่จะแสดงนำในภาพยนตร์ของ เควนติน ทาแรนติโน่ เรื่อง DJANGO UNCHAINED ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของ มิเกล ซาพอชนิก เรื่อง REPO MEN, ภาพยนตร์ของ พอล แฮ็กกิส เรื่อง THE NEXT THREE DAYS, ภาพยนตร์ของ ท็อดด์ ฟิลลิป เรื่อง DUE DATE, ภาพยนตร์ของ จัดด์ อะพาโทว์ เรื่อง FUNNY PEOPLE, ภาพยนตร์ของ ริดลี่ย์ สก็อตต์ เรื่อง AMERICAN GANGSTER, ภาพยนตร์ของ บั๊ดดี้ จิโอวินาซโซ่ เรื่อง LIFE IS HOT IN CRACK TOWN และภาพยนตร์ของ มิเกล แฮฟสตรอม เรื่อง DERAILED เรย์ สตีเวนสัน (Ray Stevenson) รับบท ไฟเออร์ฟลาย เรย์ สตีเวนสันมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีจากซีรีส์ทางทีวี เรื่อง "Rome" นับแต่นั้น เขามีผลงานภาพยนตร์ออกมาอย่างต่อเนื่อง ในบรรดาผลงานใหม่ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของผู้กำกับ โจนาธอน เฮนสลีห์ เรื่อง KILL THE IRISHMAN, และรับบทเป็น โวลสแต็กก์ หนึ่งในตัวละครเอกของภาพยนตร์เรื่อง THOR ซึ่งกำกับโดย เคนเนธ บรานาห์ ผู้เคยร่วมแสดงกับสตีเวนสัน ในภาพยนตร์เรื่อง THEORY OF FLIGHT สตีเวนสันยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ พอล ดับเบิลยูเอส แอนเดอร์สัน เรื่อง THE THREE MUSKETEERS ซึ่งเขาร่วมแสดงกับโลแกน เลอร์แมน, ออร์แลนโด้ บลูม, คริสตอฟ วอลทซ์ และมิลล่า โจโววิช ปัจจุบัน สตีเวนสันอยู่ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ตลกกึ่งดราม่าของ บิลลี่ บ๊อบ ธอร์นตัน เรื่อง "JAYNE MANSFIELD'S CAR" ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ จอห์น แพทริค อามีโดรี่, โรเบิร์ต ดูวัลล์, จอห์น เฮิร์ต, เควิน เบคอน และโรเบิร์ต แพทริค เมื่อเร็วๆ นี้ คนดูยังได้เห็นสตีเวนสันในภาพยนตร์ของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส เรื่อง BOOK OF ELI ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เดนเซล วอชิงตัน และแกรี่ โอลด์แมน, สตีเวนสันยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ทริลเลอร์ แฟนตาซี เรื่อง CIRQUE DE FREAK: THE VAMPIRE'S ASSISTANT และในปี 2008 เขารับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง PUNISHER: WAR ZONE ผลงานก่อนหน้านี้ของสตีเวนสัน คือ ภาพยนตร์ของ อังตวน ฟูควา เรื่อง KING ARTHUR, ภาพยนตร์คัลท์สุดฮิตเรื่อง OUTPOST, ภาพยนตร์เรื่อง THE RETURN OF THE NATIVE  ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ แคเธอรีน ซีต้า-โจนส์  และ SOME KIND OF LIFE ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เจน เฮฮร์ร็อคส์ แชนนิ่ง เททั่ม (Channing Tatum) รับบท ดุ๊ก แชนนิ่ง เททั่มคือหนึ่งในนักแสดงรุ่นใหม่ผู้เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดของฮอลลีวู้ด และเขาได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะดารานำชายรุ่นใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้ เททั่มแสดงนำในภาพยนตร์ของ สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก เรื่อง HAYWIRE  ซึ่งเปิดตัวฉายไปในวันที่ 20 มกราคม 2012 และในปี 2012 เช่นกัน เททั่มแสดงนำในภาพยนตร์ของ โซนี่ สกรีน เจมส์ เรื่อง THE VOW ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เรเชล แม็คอดัมส์ THE VOW ว่าด้วยเรื่องราวของคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามัน ที่เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ ภรรยาเกิดอาการโคม่า โดยมีสามีคอยดูแลเอาใจใส่ แต่เมื่อเธอฟื้นตื่นขึ้นมา เธอกลับจำสามีและการแต่งงานไม่ได้ เขาจึงต้องพยายามคว้าหัวใจเธอกลับคืนมาอีกครั้ง เททั่มยังแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง 21 JUMP STREET ซึ่งเขาประกบบทกับ โจนาห์ ฮิลล์ สำหรับผลงานใหม่ของเขา เททั่มจะแสดงนำในภาพยนตร์ของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส เรื่อง MAGIC MIKE ซึ่งกำกับโดย สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก และมีกำหนดเปิดตัวฉายในวันที่ 29 มิถุนายน 2012 เททั่มยังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง TEN YEAR ซึ่งเขาอำนวยการสร้างร่วมกับ รี้ด แคโรลิน ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการติดตามตัวละครของเททั่มเมื่อเขาเดินทางกลับไปงานเลี้ยงรุ่น ขณะที่เขาพยายามตัดสินใจไปด้วยว่าเขาควรจะขอแฟนสาวแต่งงานดีหรือไม่ เมื่อเร็วๆ นี้ เททั่มแสดงนำในภาพยนตร์ทริลเลอร์เกี่ยวกับอาชญากรรม เรื่อง THE SON OF NO ONE ซึ่งเขาประกบบทกับ อัล ปาชิโน่ และแคที่ โฮล์มส์ ซึ่งเปิดตัวฉายเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ปี 2011 ในปี 2011 เททั่มแสดงนำในภาพยนตร์เอพิคผจญภัย เรื่อง THE EAGLE ที่กำกับโดยผู้กำกับรางวัลออสการ์ เควิน แม็คโดนัลด์ และเททั่มแสดงนำร่วมกับ เจมี่ เบลล์ และโดนัลด์ ซุทเธอร์แลนด์ ในปี 2010 เททั่มแสดงนำร่วมกับ อาแมนด้า ไซเฟร็ด ในภาพยนตร์ฮิตของ โซนี่ สกรีน เจมส์ เรื่อง DEAR JOHN ซึ่งสร้างจากนิยายขายดี นิโคลัส สปาร์กส์ ในเดือนสิงหาคม ปี 2009 เททั่มมีผลงานเป็นภาพยนตร์ของ พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส เรื่อง G.I. JOE ซึ่งกำกับโดย สตีเฟ่น ซอมเมอร์ส เขายังกลับมารับบทเดิมในภาพยนตร์เรื่อง G.I. JOE: RETALIATION นี้ด้วย ในเดือนเมษายน ปี 2009 เททั่มแสดงนำร่วมกับ เทอแรนซ์ ฮาวเวิร์ด ในภาพยนตร์เรื่อง FIGHTING ซึ่งกำกับโดย ดิโต้ มอนทีล ในเดือนมีนาคม ปี 2008 เขาแสดงนำในภาพยนตร์ดราม่า ของพาราเม้าต์ พิคเจอร์ส เรื่อง STOPLOSS ในปี 2006 เททั่มได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Independent Spirit และรางวัล Gotham Award จากบทอันทรงพลังของเขาในภาพยนตร์อินดี้ เรื่อง A GUIDE TO RECOGNIZING YOUR SAINTS ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่คว้ารางวัล Special Jury Prize for Best Ensemble Performance ในเดือนมีนาคม ปี 2006 เททั่มแสดงนำร่วมกับ อาแมนด้า ไบนส์ ในภาพยนตร์ของ ดรีมเวิร์กส์ เรื่อง SHE’S THE MAN ส่วนในเดือนสิงหาคม ปี 2006 เขาแสดงนำในภาพยนตร์สุดฮิตโกยรายได้ เรื่อง STEP UP เอโลดี้ ยุง (Elodie Yung) รับบท จิ๊งซ์ เอโลดี้ ยุงเกิดและเติบโตในฝรั่งเศส หลังจากสำเร็จการศึกษาทางด้านกฎหมาย ยุงรู้สึกว่าเธออยากจะทำงานด้านการแสดงมากกว่า เธอจึงสมัครเข้าเรียนการแสดง และสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนการแสดงนานาชาติในปารีส หลังจากเรียนจบ ยุงมีงานแสดงทันที โดยเธอมีบทบาทประจำอยู่ในซีรีส์แนวดราม่า เรื่อง “La Vie Devant Nous” และภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง FRAGILE(S) ซึ่งเปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์ที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปี 2007 ประสบการณ์ในการแสดงเหล่านี้ ทำให้ยุงได้แจ้งเกิดในแวดวงภาพยนตร์ฝรั่งเศส โดยเธอได้รับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง DISTRICT 13 ULTIMATUM ต่อมา อเมริกาให้ความสนใจเธอ ทำให้เธอได้รับเลือกให้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง THE GIRL WITH THE DRAGON TATTOO ติดตามมาด้วยบท จิ๊งซ์ ในภาพยนตร์เรื่อง G.I. JOE: RETALIATION บรูซ วิลลิส (Bruce Willis) รับบท นายพลโจ โคลตัน บรูซ วิลลิสได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลาย ด้วยการรับบทเป็นตัวละครหลายรูปแบบ ทั้งบทนักมวย ในภาพยนตร์ของ เควนติน ทาแรนติโน่ เรื่อง PULP FICTION (ได้รับรางวัลปาล์มทอง ในปี 1994 ที่คานส์), รับบทเป็นผู้รับเหมา ในภาพยนตร์ของ โรเบิร์ต เบนตัน เรื่อง NOBODY’S FOOL, รับบทเป็นนักเดินทางในภาพยนตร์ของ เทอร์รี่ กิลเลี่ยม เรื่อง 12 Monkeys, ทหารผ่านศึกเวียดนามในภาพยนตร์ของ นอร์แมน จิววิสัน เรื่อง IN COUNTRY, รับบทเป็น จิตแพทย์เด็ก ในภาพยนตร์ของ เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ เรื่อง THE SIXTH SENSE และบทที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขา เจ้าหน้าที่จอห์น แม็คเคลน ในภาพยนตร์ชุด DIE HARD วิลลิสเริ่มมีชื่อเสียงจากแวดวงทีวี ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลมากมาย เขาเริ่มก้าวเข้าสู่งานแสดงภาพยนตร์ด้วยการประกบบทกับ คิม เบซิงเจอร์ ในภาพยนตร์ตลกโรแมนติคของ เบลก เอ๊ดเวิร์ดส์ เรื่อง BLIND DATE ในปี 1988 เขาได้ให้กำเนิดบท จอห์น แม็คเคลน ในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ เรื่อง Die Hard หนึ่งในภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดของปีนั้น ต่อมา เขาได้กลับมารับบทนี้อีกในภาพยนตร์ภาคต่อถึงสามภาค คือ DIE HARD: DIE HARDER (1990), DIE HARD: WITH A VENGEANCE (ซึ่งเป็นแชมป์ภาพยนตร์ทำเงินประจำปี 1995) และ LIVE FREE, DIE HARD (หนึ่งในภาพยนตร์ฮิตประจำซัมเมอร์ปี 2007) ผลงานภาพยนตร์ที่หลากหลายของเขา ยังรวมถึงการได้ร่วมงานกับผู้กำกับที่ได้รับการยอมรับนับถือมากมายหลายคน อาทิเช่น ไมเคิล เบย์ (ARMAGEDDON), เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน (THE SIXTH SENSE และ UNBREAKABLE), อลัน รูดอล์ฟ (MORTAL THOUGHTS, BREAKFAST OF CHAMPIONS), วอลเทอร์ ฮิลล์ (LAST MAN STANDING), โรเบิร์ต เบนตัน (BILLY BATHGATE, NOBODY’S FOOL), ร็อบ ไรเนอร์ (THE STORY OF US), เอ๊ด ซวิค (THE SIEGE), ลุค เบสซง (THE FIFTH ELEMENT), แบร์รี่ เลอวินสัน (BANDITS, WHAT JUST HAPPENED), โรเบิร์ต เซเมคกิส (DEATH BECOMES HER) และ โรเบิร์ต ร็อดริเกซ (SIN CITY, GRIND HOUSE) ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ THE JACKAL, MERCURY RISING, HART’S WAR, THE WHOLE NINE YARDS, THE WHOLE TEN YARDS, THE KID, TEARS OF THE SUN, HOSTAGE, 16 BLOCKS, ALPHA DOG, LUCKY NUMBER SLEVIN และ PERFECT STRANGER เขายังเป็นผู้ให้เสียงพากย์ทารกน้อยผู้น่ารัก ไมกี้ ในภาพยนตร์เรื่อง LOOK WHO’S TALKING และ LOOK WHO’S TALKING TOO วิลลิสยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ เรื่อง RED ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เฮเลน มิร์เรน, มอร์แกน ฟรีแมน และจอห์น มัลโกวิช และยังจะมีผลงานใหม่ เป็นภาพยนตร์ของ เวส แอนเดอร์สัน เรื่อง  MOONRISE KINGDOM และภาพยนตร์ไซไฟ ทริลเลอร์ ของ ไรอัน จอห์นสัน เรื่อง LOOPER และภาพยนตร์ประจำซัมเมอร์นี้อย่าง G.I. JOE: RETALIATION และ EXPENDABLES 2 และอีกไม่นาน วิลลิสจะเริ่มต้นงานถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง A GOOD DAY TO DIE HARD (ภาคที่ 5 ของภาพยนตร์แฟรนไชส์ยอดนิยม DIE HARD) ดเวย์น จอห์นสัน (Dwayne Johnson) รับบท โร้ดบล็อค ดเวย์น จอห์นสันสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะของดาราเรียกคนดูด้วยภาพยนตร์มากมายหลายเรื่งอที่ทำรายได้ทั่วโลกรวมกันแล้วมากเกินกว่า 1.5 พันล้านดอลล่าร์ เขาเกิดมาในครอบครัวผู้ให้ความบันเทิงโดยแท้ โดยจอห์นสันมีโอกาสได้เรียนรู้รูปแบบของการแสดงสดขณะที่เขาเฝ้าดูพ่อและปู่ของเขาประสบความสำเร็จในโลกของมวยปล้ำอาชีพ แต่เริ่มเดิมที จอห์นสันให้ความสนใจไปกับการเล่นอเมริกันฟุตบอล จนได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยไมอามี่ และทำให้ทีมได้แชมป์ระดับชาติในปี 1991 ทีมของเขาคว้าแชมป์อีกครั้งในปี 1992 ก่อนที่จอห์นสันจะจบชีวิตการเล่นอเมริกันฟุตบอลของเขาด้วยการคว้าแชมป์เป็นครั้งที่ 3 ในปี 1995 หลังสำเร็จการศึกษา จอห์นสันได้ก้าวเดินตามปู่และพ่อของเขา ด้วยการก้าวเข้าสู่โลกของกีฬามวยปล้ำ ด้วยการสร้างตัวละคร “เดอะร็อค” ขึ้นมา และมีแฟนๆ ติดตามดูจากหน้าจอทีวีมากกว่า 10 ล้านคนต่อหนึ่งอาทิตย์ ในฐานะ “เดอะร็อค” จอห์นสันสร้างความสำเร็จได้อย่างมหาศาลอย่างไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน อย่างไรก็ดี เขาต้องการก้าวเดินตามความฝันที่จะก้าวสู่งานบันเทิงด้านอื่น จากงานทางด้านทีวี จนถึงภาพยนตร์ เมื่อเขารับบทเป็นครึ่งเทพครึ่งคน “สกอร์เปี้ยนคิง” ในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ปี 2001 เรื่อง THE MUMMY RETURNS ซึ่งนำไปสู่การได้รับบทนำเป็นครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง THE SCORPION KING ในปี 2002 ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้ นำไปสู่การได้รับบทนำในภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ อาทิเช่น THE RUNDOWN, WALKING TALL และ GRIDIRON GANG เขายังให้บทบาทการแสดงที่โดดเด่นในภาพยนตร์ฮิตรวมดาราเรื่อง  BE COOL ซึ่งเขารับบทเป็นบอดี้การ์ดที่เป็นเกย์ จอห์นสันยังให้เสียงพากย์เป็นตัวละครในภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง PLANET 51 และกลับไปแสดงภาพยนตร์ตลกสำหรับครอบครัวเรื่อง THE TOOTH FAIRY เมื่อเร็วๆ นี้ จอห์นสันรับบทเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษ “ลุค ฮ็อบส์” ในภาพยนตร์เรื่อง FAST FIVE ซึ่งเป็นภาคที่ 5 ของภาพยนตร์ของ ยูนิเวอร์แซล เรื่อง FAST AND FURIOUS นอกจาก G.I. JOE: RETALIATION แล้ว เขายังแสดงนำในภาพยนตร์ผจญภัยเรื่อง JOURNEY 2: THE MYSTERIOUS ISLAND ซึ่งเปิดตัวฉายในรูปแบบ 3D ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2012 และเขายังจะแสดงนำและอำนวยการสร้างภาพยนตร์ชีวประวัติของนักร้องผิวดำ ชาร์ลี ไพรด์  

ประวัติทีมผู้สร้าง 

จอน เอ็ม ชู (Jon M. Chu) – ผู้กำกับ, ผู้อำนวยการสร้าง, ผู้สร้าง จอน เอ็ม ชูสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะผู้กำกับที่มีความคิดสร้างสรรค์ โดยเขาทำงานอยู่ในสื่อหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ก่อนหน้านี้ ชูกำกับภาคที่ 2 ของภาพยนตร์ฮิตเรื่อง STEP UP เมื่อเร็วๆ นี้ ชูเพิ่งเปิดตัวภาพยนตร์สารคดี 3D เรื่อง NEVER SAY NEVER ซึ่งเล่าเรื่องราวของนักร้องวัยรุ่นผู้เป็นปรากฏการณ์อย่าง จัสติน บีเบอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวฉายไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2011 โดยทำรายได้จากทั่วโลกไปสูงถึง $98 ล้านดอลล่าร์ เร็ทท์ รีส และพอล เวอร์นิค (Rhett Reese & Paul Wernick) – ทีมผู้เขียนบท เร็ทท์ รีส และพอล เวอร์นิค คือผู้เขียนบทให้กับภาพยนตร์ของ พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส เรื่อง G.I. JOE:  RETALIATION ซึ่งนำแสดงโดย ดเวย์น จอห์นสัน และบรูซ วิลลิส G.I. JOE:  RETALIATION คือผลงานเรื่องที่ 2 ของทั้งคู่หลังจากที่พวกเขาร่วมงานกันเป็นครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง ZOMBIELAND ปัจจุบัน รีสและเวอร์นิคอยู่ระหว่างเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง X-MEN: DEADPOOL ซึ่งนำแสดงโดย ไรอัน เรย์โนลด์ส, COWBOY NINJA VIKING ผลงานภาพยนตร์ของ ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส และ MICRONAUTS ผลงานของพาราเม้าต์ ที่มีฮาสโบรและแบ็ด โรบ็อท ร่วมสร้าง รีสเคยเขียนบทภาพยนตร์ให้กับบริษัท Pixar Animation Studios (MONSTERS, INC.), Walt Disney Feature Animation (DINOSAUR) และ Warner Brothers (ClIFFORD’S REALLY BIG MOVIE) ลอเรนโซ่ ดิ โบนาเวนทูร่า (Lorenzo di Bonaventura) – ผู้อำนวยการสร้าง ลอเรนโซ่ ดิ โบนาเวนทูร่าเกิดในนิวยอร์ก พ่อของเขาก็คือ มาริโอ ดิ โบนาเวนทูร่า คอนดัคเตอร์ชื่อดังระดับโลก ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1989 ดิ โบนาเวนทูร่าได้เข้าทำงานกับวอร์เนอร์ บราเธอร์ส โดยเขาได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับงานสร้างภาพยนตร์มากกว่า 130 เรื่อง อาทิเช่น FALLING DOWN (1993), A TIME TO KILL (1996), THE MATRIX (1999), ANALYZE THIS (2000), THE PERFECT STORM (2000), OCEAN’S ELEVEN (2001), HARRY POTTER AND THE SORCERER’S STONE (2001), TRAINING DAY (2001) และ THREE KINGS (1999) ในเดือนมกราคม ปี 2003 ดิ โบนาเวนทูร่าได้ก่อตั้งบริษัทขึ้นที่พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส โดยบริษัทแห่งนี้มีผลงานภาพยนตร์ออกมาแล้ว 16 เรื่อง โดยผลงานเรื่องล่าสุดก็คือภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จเรื่อง RED ที่สร้างมาจากนิยายภาพของ วอร์เรน เอลลิส และนำแสดงโดย บรูซ วิลลิส, มอร์แกน ฟรีแมน, จอห์น มัลโกวิช และเฮเลน มิร์เรน ผลงานฮิตโกยเงินเรื่องอื่นๆ ได้แก่ SALT ซึ่งนำแสดงโดย แองเจลิน่า โจลี่, G.I. JOE: RISE OF THE COBRA ซึ่งกำกับโดย สตีเฟ่น ซอมเมอร์ส,  TRANSFORMERS และ TRANSFORMERS: REVENGE OF THE FALLEN ซึ่งกำกับโดย ไมเคิล เบย์ และนำแสดงโดย ไชอา ลาบัฟ ภาคที่ 3 ของภาพยนตร์ชุด TRANSFORMERS ตอน TRANSFORMERS: DARK OF THE MOON กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในบรรดา 3 ภาค และยังเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้จากทั่วโลกสูงสุดของปี 2011 และติดเป็นอันดับที่ 4 ของภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดจากทั่วโลกตลอดกาลอีกด้วย ผลงานล่าสุดของบริษัทของดิ โบนาเวนทูร่า ได้แก่ MAN ON A LEDGE ซึ่งนำแสดงโดย แซม เวิร์ธทิงตัน และ LAST STAND ซึ่งนำแสดงโดย อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ไบรอัน โกลด์เนอร์ (Brian Goldner) ผู้อำนวยการสร้าง ไบรอัน โกลด์เนอร์รับผิดชอบในการดูแลงานคอนเซ็ปต์และบริหารแผนงานของฮาสโบร ผ่านการจินตนาการใหม่ สรรค์สร้างใหม่ และจุดความแรงให้กับสินทรัพย์และพัฒนาการของความสัมพันธ์ระยะยาวกับบรรดาคู่ค้าในด้านการวางกลยุทธ์ นับแต่เข้าร่วมงานกับฮาสโบรในปี 2000 และรับตำแหน่งซีอีโอในปี 2008 มิสเตอร์โกลด์เนอร์คือกำลังสำคัญในการเปลี่ยนฮาสโบรจากบริษัทผลิตของเล่นและเกมส์แบบดั้งเดิมให้กลายเป็นบริษัทใหม่ และด้วยผลงานการเปลี่ยนแปลงที่ยอดเยี่ยมครั้งนี้ ทำให้มิสเตอร์โกลด์เนอร์ได้รับการยกย่องให้เป็นซีอีโอยอดเยี่ยมแห่งปี 2008 โดยมาร์เก็ตวอทช์ ปัจจุบัน ฮาสโบรได้มอบข้อเสนอมากมายหลากหลายให้กับเด็กๆ และครอบครัวทั่วโลกมีตั้งแต่ของเล่นและเกมส์, ความบันเทิง, เกมส์ดิจิตอล และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยอิงจากแบรนด์อันเป็นที่รักของฮาสโบร. ในการสนับสนุนแผนกลยุทธ์ใหม่นี้ มิสเตอร์โกลด์เนอร์ยังเป็นผู้นำในการร่วมลงทุน 50-50 กับดิสคัฟเวอรี่ คอมมูนิเคชั่นส์ เพื่อสร้าง เดอะฮับ เครือค่ายสถานีทีวีแห่งใหม่สำหรับเด็กและครอบครัว ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 10-10-10 เขายังเป็นผู้นำการก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ของฮาสโบร โดยได้ทำข้อตกลงกับพาราเม้าต์ พิคเจอร์ส, ดรีมเวิร์กส์ พิคเจอร์ส, โซนี่ และยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ เพื่อสร้างภาพยนตร์ที่อิงจากสินค้าตรายี่ห้อของบริษัทที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก เขายังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์แฟรนไชส์โกยเงินอย่าง TRANSFORMERS ด้วย มิสเตอร์โกลด์เนอร์ยังเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนากลยุทธดิจิตอลของบริษัท โดยได้ร่วมมือระยะยาวกับอีเล็คทรอนิค อาร์ทส์ และพัฒนาธุรกิจไลเซนซิ่ง (licensing) ของบริษัท นับแต่เข้าร่วมทำงานกับบริษัทแห่งนี้ในปี 2000 มิสเตอร์โกลด์เนอร์ได้ทำหน้าที่ในตำแหน่งผู้นำที่มีความรับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้าจะได้รับตำแหน่งซีอีโอ เขาทำหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของฮาสโบร และยังเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงฮาสโบรให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ประสบความสำเร็จและทำกำไรได้มากที่สุดด้วย นอกจากจะเป็นสมาชิกของ Board of Directors ของฮาสโบร และเดอะฮับแล้ว มิสเตอร์โกลด์เนอร์ยังเป็นสมาชิกบอร์ดของบริษัท Molson Coors Brewing Company เขายังเป็นสมาชิกบอร์ดของ The Miriam Hospital และ The Rhode Island Hospital ซึ่งทั้งสองที่ตั้งอยู่ที่ Providence, RI เขายังเป็นสมาชิกของสมาพันธ์ผู้อำนวยการสร้างแห่งอเมริกา และเป็นสมาชิกบอร์ดผู้บริหารของ Moses Brown School ใน Providence, RI ด้วย ก่อนมาทำงานกับฮาสโบร มิสเตอร์โกลด์เนอร์ได้ทำงานในตำแหน่งฝ่ายจัดการมามากมาย ซึ่งรวมถึงตำแหน่งรองประธานบริหาร และหัวหน้าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของ แบนได อเมริกา, ผู้อำนวยการระดับเวิร์ลไวด์ ผู้ดูแลสำนักงานสาขาแอลเอของ เจ วอลเทอร์ ธอมป์สัน เป็นรองประธานและผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีสำนักงานชิคาโก้ ของลีโอ เบอร์เน็ตต์ แอ็ดเวอร์ไทซิ่ง เขาสำเร็จการศึกษาจากดาร์ทเม้าธ์ คอลเลจ และภาควิชาการศึกษาการบริหารที่ Amos Tuck School เขาได้รับปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์ภาคบริหารธุรกิจจาก มหาวิทยาลัยจอห์นสัน แอนด์เวลส์ สตีเฟ่น ซอมเมอร์ส (Stephen Sommers) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร สตีเฟ่น ซอมเมอร์ส คือผู้เขียนบทและกำกับภาพยนตร์เรื่อง THE MUMMY และ THE MUMMY RETURNS รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง VAN HELSING เขายังเขียนบทและกำกับภาพยนตร์เรื่อง THE SCORPION KING, THE ADVENTURES OF HUCK FINN ภาพยนตร์ที่นำแสดงโดย เอลิจาห์ วู้ด และเจสัน โรบาร์ดส์,  THE JUNGLE BOOK ซึ่งนำแสดงโดย เจสัน สก็อตต์ ลี, แครี่ เอลเวส, แซม นีลล์ และจอห์น คลีส และ DEEP RISING, ซึ่งนำแสดงโดย ทรีต วิลเลี่ยมส์ และแฟมเก้ แจนส์เซ่น ซอมเมอร์สยังเขียนบทและอำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ของดิสนีย์ เรื่อง TOM AND HUCK ซึ่งนำแสดงโดย โจนาธาน เทย์เลอร์ โธมัส และแบร็ด เรนโฟร ก่อนหน้านี้ ซอมเมอร์สคือผู้กำกับภาพยนตร์ของพาราเม้าต์ พิคเจอร์ส เรื่อง G.I.  JOE: RISE OF THE COBRA ซึ่งนำแสดงโดย แชนนิ่ง เททั่ม, เซียนน่า มิลเลอร์, มาร์ลอน เวย์นส์, เรเชล นิโคลส์, เดนนิส เคว็ด, โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ และโจนาธาน ไพรซ์ ปัจจุบัน ซอมเมอร์สอยู่ระหว่างดำเนินงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง ODD THOMAS ซึ่งสร้างจากนิยายของ ดีน คูนท์ซ ผลงานการเขียนบทและกำกับเรื่องแรกของซอมเมอร์ส ได้แก่ CATCH ME IF YOU CAN (1989) เฮอร์เบิร์ต ดับเบิลยู เกนส์ (Herbert W. Gains) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร เมื่อเร็วๆ นี้ เฮอร์เบิร์ต ดับเบิลยู เกนส์ ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ของ มาร์ติน แคมป์เบลล์ เรื่อง GREEN LANTERN ซึ่งนำแสดงโดย ไรอัน เรย์โนลด์ส และเบลก ไลฟลี่ย์ ผลงานก่อนหน้านี้ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของ แซ็ค สไนเดอร์ เรื่อง WATCHMEN และภาพยนตร์ของ นีล จอร์แดน เรื่อง THE BRAVE ONE ซึ่งนำแสดงโดย โจดี้ ฟอสเตอร์ ก่อนนี้ เขาอำนวยการสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง THE REAPING ซึ่งนำแสดงโดย ฮิลารี่ สแวงก์ และยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ของ ไมเคิล โทลลิน เรื่อง RADIO ซึ่งนำแสดงโดย คิวบา กู้ดดิ้ง จูเนียร์ และเอ๊ด แฮร์ริส ผลงานเรื่องอื่นๆ ของเขา ในฐานะผู้อำนวยการสร้างบริหาร ได้แก่ HOUSE OF WAX, ภาพยนตร์ตลกโรแมนติคปี 2004 เรื่อง LITTLE BLACK BOOK ซึ่งนำแสดงโดย บริทตานี่ย์ เมอร์ฟี่ย์, CRADLE 2 THE GRAVE ซึ่งนำแสดงโดย เจ็ท ลี และดีเอ็มเอ็กซ์, ภาพยนตร์ตลกของ เจก คาสแดน เรื่อง ORANGE COUNTY; HARDBALL ซึ่งนำแสดงโดย คีอานู รีฟส์ และไดแอน เลน และ SUMMER CATCH ซึ่งนำแสดงโดย เฟร็ดดี้ พริ๊นซ์ จูเนียร์ และเจสซิก้า บีล เขายังเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกองถ่ายให้กับภาพยนตร์เรื่อง THE NEGOTIATOR และ MOUSE HUNT และเคยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ให้กับภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิเช่น NATURAL BORN KILLERS, HEAVEN & EARTH, POINT BREAK, PACIFIC HEIGHTS, DRAGON: THE BRUCE LEE STORY, DIRTY DANCING, MANHUNTER และ THE FAN เอริค ฮาวแซม (Eric Howsam) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร เอริค ฮาวแซม คือแฟนของ G.I. JOE มานาน เขาได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกแง่มุมของงานสร้างของ G.I. JOE: RETALIATION ในตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างบริหาร ผลงานที่ผ่านมาของฮาวแซม ได้แก่ G.I. JOE: THE RISE OF COBRA ซึ่งนำแสดงโดย แชนนิ่ง เททั่ม และกำกับโดย สตีเฟ่น ซอมเมอร์ส, SHOOTER ซึ่งนำแสดงโดย มาร์ค วอห์ลเบิร์ก และกำกับโดย อังตวน ฟูควา และภาพยนตร์ของ จอห์น ซิงเกิลตัน เรื่อง FOUR BROTHERS ซึ่งนำแสดงโดยวอห์ลเบิร์ก, ไทรีส กิ๊บสัน, อังเดร เบนจามิน และจาร์เร็ตต์ เฮ็ดลันด์ เขายังได้เข้าไปมีส่วนร่วมในงานสร้างภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ เรื่อง TRANSFORMERS ซึ่งนำแสดงโดย ไชอา ลาบัฟ และเมแกน ฟ็อกซ์ แกรี่ บาร์เบอร์ (Gary Barber) ผู้อำนวยการสร้างบริหาร แกรี่ บาร์เบอร์ ได้รับตำแหน่งประธานร่วม และซีอีโอของบริษัท เมโทร-โกลด์วิน-เมเยอร์ ในเดือนธันวาคม ปี 2010 ภายใต้การบริการจัดการของมิสเตอร์บาร์เบอร์ เมโทร-โกลด์วิน-เมเยอร์ ได้ผลิตภาพยนตร์ออกมาอีกหลายเรื่อง อาทิเช่น ภาพยนตร์ เจมส์ บอนด์ ตอนที่ 23 "Skyfall," ภาพยนตร์ไตรภาค Hobbit, "Carrie," "RoboCop" รวมถึงผลงานทางโทรทัศน์อย่าง  "Teen Wolf" และ "Vikings" มิสเตอร์บาร์เบอร์ได้ก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ การเงิน และการจัดจำหน่ายที่ชื่อ Spyglass Entertainment โดยร่วมมือกับ โรเจอร์ เบิร์นบาว์ม ในปี 1998 โดยพวกเขาร่วมกันดำรงตำแหน่งประธานร่วม และซีอีโอ มิสเตอร์บาร์เบอร์ยังคงดำรงตำแหน่งประธานร่วมของบอร์ดบริษัทสกายกลาส ผลงานภาพยนตร์ของสปายกลาสทำรายได้จากทั่วโลกไปกว่า $5 พันล้าน และเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มากถึง 34 รางวัล โดยคว้ามาได้สี่รางวัล มิสเตอร์บาร์เบอร์ยังผลิตภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง และดำเนินธุรกิจที่มีทั้งการผลิตภาพยนตร์ การจัดจำหน่ายในต่างประเทศ ดนตรี และการจัดแสดง สกายกลาสเป็นผู้สร้างภาพยนตร์อย่าง "The Sixth Sense," "Bruce Almighty," "Memoirs of a Geisha," "27 Dresses," "Wanted," "Four Christmases," "Star Trek," "G.I. Joe: The Rise of Cobra," "Invictus," "Leap Year," "The Tourist," "No Strings Attached," "The Vow" และภาพยนตร์รีเมกเรื่อง "Footloose" นับแต่ปี 1989 จนถึง 1997 มิสเตอร์บาร์เบอร์ทำงานกับมอร์แกน ครีก โดยทำหน้าที่เป็นรองประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ก่อนหน้านี้ มิสเตอร์บาร์เบอร์ดำรงตำแหน่งประธานของบริษัท เวสทรอน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป มิสเตอร์บาร์เบอร์สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย วิทวอเตอร์สแรนด์ ในแอฟริกาใต้ เขาฝึกงานในตำแหน่งนักบัญชีทั้งในแอฟริกาและอเมริกา เขายังเป็นสมาชิกของ The Academy of Motion Picture Arts and Sciences โรเจอร์ เบิร์นบาว์ม (Roger Birnbaum) – ผู้อำนวยการสร้าง เมื่อเร็วๆ นี้ โรเจอร์ เบิร์นบาว์มดำรงตำแหน่งประธานร่วมและซีอีโอของ เมโทร-โกลด์วิน-เมเยอร์นับตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2010 จนเมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้ก้าวลงจากตำแหน่งเพื่อหันมามุ่งเน้นกับงานอำนวยการสร้างโดยเฉพาะ มิสเตอร์เบิร์นบาว์มจะยังคงทำงานบริหารกับเอ็มจีเอ็ม โดยมีผลงานเรื่องแรกเป็นภาพยนตร์ของ โฮเซ่ พาดิลฮา เรื่อง  “Robocop” ส่วนโปรเจ็กต์อื่นๆ ได้แก่  “Death Wish”, “War Games” และ “Magnificent Seven” มิสเตอร์เบิร์นบาว์มยังทำหน้าที่เป็นประธานร่วมบอร์ดของบริษัท Spyglass Entertainment ร่วมกับแกรี่ บาร์เบอร์ ผลงานที่เป็นความสำเร็จของบริษัทเริ่มตั้งแต่ “The Sixth Sense” ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไป $661 ล้าน จนถึงภาพยนตร์ฮิตอย่าง “Bruce Almighty” ผลงานเรื่องอื่นๆ ของสปายกลาสยังรวมถึงภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์อย่าง “Seabiscuit” และ “The Insider” ผลงานความสำเร็จเรื่องอื่นๆ ได้แก่ “The Vow”, “Wanted,” “27 Dresses,” “Shanghai Noon” และภาคต่อ “Shanghai Knights” มิสเตอร์เบิร์นบาว์มยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่อง “Rush Hour” ภายใต้ชื่อบริษัท Roger Birnbaum Productions ของเขา ก่อนหน้าที่จะก่อตั้งบริษัทสปายกลาส มิสเตอร์เบิร์นบาว์มได้ร่วมก่อตั้งบริษัท คาราวาน พิคเจอร์ส ที่ซึ่งเขาได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ฮิตๆ อย่าง “While You Were Sleeping,” “Grosse Point Blank”, “Six Days/Seven Nights,” “Angels in the Outfield” และ “The Three Musketeers” ก่อนจะมาบริหารบริษัทคาราวาน มิสเตอร์เบิร์นบาว์มทำหน้าที่เป็นประธานฝ่าย Worldwide Production และรองประธานบริหารของ ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ ที่ซึ่งเขาได้ดูแลการพัฒนางานสร้างภาพยนตร์อย่าง “Home Alone,” Edward Scissorhands,”  “My Cousin Vinny,” “The Last of the Mohicans” และ “Mrs. Doubtfire” เขายังทำหน้าที่เป็นประธานฝ่ายโปรดักชั่นของ ยูไนเต็ด อาร์ทิสต์ส ซึ่งเขาได้ดูแลงานสร้างของภาพยนตร์รางวัลออสการ์เรื่อง “Rain Man” ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ มิสเตอร์เบิร์นบาว์มมีหน้าที่การงานที่ประสบความสำเร็จในตำแหน่งรองประธานของบริษัท A&R ที่ A&M Records และเป็นรองประธาน A&R ที่ Arista Records มิสเตอร์เบิร์นบาว์มเป็นผู้ดูแลสถาบันภาพยนตร์ภาพยนตร์ เขายังเป็นสมาชิกของ The Academy of Motion Picture Arts and Sciences และยังเป็นสมาชิกบอร์ดของ Y.E.S. มูลนิธิที่มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาส มิสเตอร์เบิร์นบาว์มได้รับปริญญาดุษฎีกิติมศักดิ์ด้านมนุษยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเดนเวอร์ เดวิด เอลลิสัน (David Ellison) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร เดวิด เอลลิสันก่อตั้งบริษัท สกายแดนซ์ โปรดักชั่นส์ ที่เน้นไปที่งานสร้างภาพยนตร์แอ็กชั่น, ผจญภัย, ไซไฟ และภาพยนตร์แฟนตาซี ในปี 2010 สกายแดนซ์มีผลงานความร่วมมือกับพาราเม้าต์ พิคเจอร์ส 4 เรื่องด้วยกัน ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เปิดตัวฉายภายใต้สัญญาฉบับนี้ ก็คือ TRUE GRIT ซึ่งนำแสดงโดย แม็ตต์ เดม่อน, จอช โบรลิน และเจฟฟ์ บริดเจส ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 10 สาขา รวมถึงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย สกายแดนซ์ ยังอำนวยการสร้างภาพยนตร์ของพาราเม้าต์ เรื่อง MISSION: IMPOSSIBLE – GHOST PROTOCOL ซึ่งอำนวยการสร้างโดย เจเจ อับรามส์ และกำกับโดย แบร็ด เบิร์ด ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่สกายแดนซ์กำลังจะสร้างออกมา ยังรวมถึงภาพยนตร์ตลกเรื่อง MY MOTHER’S CURSE ซึ่งนำแสดงโดย บาร์บร่า สตรัยแซนด์ และเซ็ธ โรเก้น ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการถ่ายทำ ผลงานเรื่องอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินงานสร้าง ยังรวมถึงภาพยนตร์ของ มาร์ค ฟอร์สเตอร์ เรื่อง WORLD WAR Z ซึ่งนำแสดงโดย แบร็ด พิตต์, ภาพยนตร์ของ คริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รี่ เรื่อง ONE SHOT ซึ่งนำแสดงโดย ทอม ครูซ และ THE HITMAN’S BODYGUARD ที่เขียนบทโดย ทอม โอคอนเนอร์ เดน่า โกลด์เบิร์ก (Dana Goldberg) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร เดน่า โกลด์เบิร์กได้เข้ามาร่วมงานกับ สกายแดนซ์ โปรดักชั่นส์ ในปี 2010 ในตำแหน่งประธานฝ่ายโปรดักชั่น ก่อนหน้านี้เธอเคยทำหน้าที่เดียวกันนี้ให้กับ วิลเลจ โร้ดโชว์ พิคเจอร์ส โดยเธอได้เข้าไปดูแลงานสร้างของภาพยนตร์แฟรนไชส์  OCEAN’S ELEVEN, ภาพยนตร์ไตรภาค The MATRIX, TRAINING DAY, GET SMART และ CHARLIE AND THE CHOCOLATE FACTORY เธอยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง อาทิเช่น I AM LEGEND, THE BRAVE ONE และภาพยนตร์การ์ตูนรางวัลออสการ์เรื่อง HAPPY FEET พอล ชเวก (Paul Schwake) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร พอล ชเวกคือหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของสกายแดนซ์ ก่อนหน้าที่จะมาทำงานกับสกายแดนซ์ เขาเคยร่วมหุ้นกับผู้อำนวยการสร้าง บิลล์ ท็อดแมน จูเนียร์ และเศรษฐีพันล้าน เอ๊ดเวิร์ด มิลสไตน์ ก่อตั้งบริษัท Level 1 Entertainment ซึ่งทำให้พอลได้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ตลกอย่าง GRANDMA’S BOY และ STRANGE WILDERNESS ซึ่งนำแสดงโดย อดัม แซนด์เลอร์ เขายังอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง RENDITION ซึ่งนำแสดงโดยเจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง รีส วิเธอร์สปูน, เมอริล สตรีพ ก่อนจะมาทำงานกับ Level 1 พอลเคยช่วยก่อตั้งบริษัทสปายกลาส เอนเตอร์เทนเม้นต์ กรุ๊ป ซึ่งเขาทำหน้าที่เป็นซีเอฟโออยู่นานเจ็ดปี ระหว่างนั้น สปายกลาสได้ผลิตภาพยนตร์ออกมามากกว่า  20 เรื่อง อาทิเช่น THE SIXTH SENSE, BRUCE ALMIGHTY และ SEABISCUIT ก่อนหน้านั้น พอลทำหน้าที่เป็นรองประธานฝ่ายการเงินให้กับมอร์แกน ครีกนาน 7 ปี ระหว่างนั้น มอร์แกน ครีกได้สร้างภาพยนตร์ออกมามากกว่า 30 เรื่อง ซึ่งรวมถึง ROBIN HOOD: PRINCE OF THIEVES, ACE VENTURA, LAST OF THE MOHICANS และ TRUE ROMANCE สตีเฟ่น วินดอน (Stephen Windon) – ผู้กำกับภาพ สตีเฟ่น วินดอน เริ่มต้นทำงานในวงการทีวีของออสเตรเลียมาก่อน หลังจากถ่ายทำหนังสารคดีมามากกว่า 30 เรื่อง และมินิซีรีส์อีกหลายเรื่องด้วยกัน เขาได้ก้าวมาสู่งานสร้างภาพยนตร์ โดยมีโอกาสได้ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับภาพประจำกองถ่ายย่อยที่ 2 ให้กับภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่องที่ รัสเซลล์ บอยด์ ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับภาพ (CROCODILE DUNDEE 2, THE RESCUE, THE CHALLENGE) สตีเฟ่นเริ่มก้าวสู่งานระดับโลกในปี 1993 เมื่อเขาได้รับข้อเสนอให้ร่วมงานในภาพยนตร์อเมริกันเรื่อง RAPA-NUI ซึ่งกำกับโดย เควิน เรย์โนลด์ส จากนั้น เขาได้ถ่ายทำภาพยนตร์ของฟ็อกซ์ เรื่อง FIRESTORM และ THE PATRIOT ในปี 1997 สตีเฟ่นได้รับการติดต่อให้ถ่ายภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง THE POSTMAN ที่กำกับโดย เควิน คอสต์เนอร์ ติดตามมาด้วยผลงานการสร้างทุนโตของวอร์เนอร์ เรื่อง DEEP BLUE SEA ที่กำกับโดย เรนนี่ ฮาร์ลิน จากนั้น สตีเฟ่นได้ร่วมงานกับผู้กำกับ เควิน  โดโนแวน ในภาพยนตร์ของ ดรีมเวิร์กส์ เอสเคจี เรื่อง TUXEDO ซึ่งนำแสดงโดย แจ็คกี้ ชาน และเจนนิเฟอร์ เลิฟ ฮิววิตต์ ติดตามมาด้วยภาพยนตร์ของโคลัมเบีย เรื่อง ANACONDAS ซึ่งกำกับโดย ดไวท์ ลิตเติ้ล, ภาพยนตร์ของ โจล ซิลเวอร์ เรื่อง HOUSE OF WAX และภาพยนตร์ของยูนิเวอร์แซล เรื่อง FAST AND THE FURIOUS – TOKYO DRIFT ซึ่งกำกับโดย จัสติน หลิน สตีเฟ่นยังได้กลับมาร่วมงานกับจัสติน หลินอีกครั้งในปี 2010 ในภาพยนตร์เรื่อง FAST FIVE ซึ่งเปิดตัวฉายในช่วงซัมเมอร์ของปี 2011 แอนดรูว์ เมนซี่ส์ (Andrew Menzies) – โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ แอนดรูว์ เมนซี่ส์เติบโตในหลายที่ ทั้งลอนดอน, ออสเตรเลีย และสก็อตแลนด์ ตอนอายุ 8 ขวบ เขากับน้องชายฝาแฝด ไซม่อน มีโอกาสได้พบกับนักแสดงขวัญใจ จอห์น เวย์น ซึ่งในเวลานั้น เวย์นอยู่ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง BRANNIGAN (1975) และเขาก็ใจดีพอจะพาเด็กทั้งสองทัวร์ในกองถ่าย นั่นทำให้แอนดรูว์เริ่มเกิดความสนใจในงานสร้างภาพยนตร์ หลังสำเร็จการศึกษา งานแรกของแอนดรูว์คือการทำงานกับภาพยนตร์เรื่องหนึ่งของ จอร์จ ลูคัส เรื่อง RADIOLAND MURDERS จากนั้น เขาได้ก้าวเข้าสู่งานกำกับศิลป์ โดยได้ทำงานกับภาพยนตร์ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง AI: ARTIFICIAL INTELLIGENCE, ภาพยนตร์ของมิลอส ฟอร์แมน เรื่อง MAN ON THE MOON, ภาพยนตร์ของ โจ จอห์นสตัน เรื่อง OCTOBER SKY และภาพยนตร์ของ โทนี่ สก็อตต์ เรื่อง ENEMY OF THE STATE ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาในตำแหน่งผู้กำกับศิลป์ ได้แก่ ภาพยนตร์ของ สตีเฟ่น กาแกน เรื่อง SYRIANA, ภาพยนตร์ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง WAR OF THE WORLDS และ MUNICH และภาพยนตร์ของ เจมส์ คาเมรอน เรื่อง AVATAR จิม เมย์ (Jim May) – ผู้ลำดับภาพ เมื่อเร็วๆ นี้ จิม เมย์ได้ทำงานให้กับภาพยนตร์ของ จอน แฟฟโรว์ เรื่อง COWBOYS & ALIENS ซึ่งนำแสดงโดย แดเนียล เคร็ก, แฮร์ริสัน ฟอร์ด และโอลิเวีย ไวลด์ ก่อนหน้านั้น เขาทำหน้าที่ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์ของ  โจ คาร์นาแฮน เรื่อง A TEAM ซึ่งนำแสดงโดย แบร็ดลี่ย์ คูเปอร์ และเลียม นีสัน เมย์ยังได้ร่วมงานกับ สตีเฟ่น ซอมเมอร์ส ในภาพยนตร์สี่เรื่อง โดยทำหน้าที่เป็นผู้ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง G.I. JOE: RETALIATION และ VAN HELSING รวมไปถึง THE MUMMY และ DEEP RISING โดยสองเรื่องหลังเขาทำหน้าที่ในตำแหน่งผู้ลำดับภาพวิชวลเอฟเฟ็กต์ เขายังได้ร่วมงานกับผู้อำนวยการสร้าง เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ ในภาพยนตร์ 3 เรื่องในตำแหน่งผู้ร่วมลำดับภาพในภาพยนตร์เรื่อง KANGAROO JACK, ภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ เรื่อง PEARL HARBOR และเป็นผู้ลำดับภาพวิชวลเอฟเฟ็กต์ ให้กับภาพยนตร์เรื่อง ARMAGEDDON ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาวิชวลเอฟเฟ็กต์ เมื่อเร็วๆ นี้ เมย์ได้ทำหน้าที่ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์มากมายหลากหลายแนว อาทิเช่น ภาพยนตร์ทริลเลอร์ เรื่อง THE HORSEMEN,  ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ของ แอนดรูว์ อดัมสัน เรื่อง THE CHRONICLES OF NARNIA: THE LION, THE WITCH AND THE WARDROBE, ภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง THE TEXAS CHAINSAW MASSACRE: THE BEGINNING  และ THE HITCHER และภาพยนตร์โลกอนาคตอย่าง BATTLE FOR TERRA ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเมย์ ได้แก่ ภาพยนตร์ของ แฟรงก์ ออซ เรื่อง THE INDIAN IN THE CUPBOARD (ในตำแหน่งผู้ลำดับภาพวิชวลเอฟเฟ็กต์), ภาพยนตร์รางวัลออสการ์ของสตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง JURASSIC PARK, ภาพยนตร์รางวัลออสการ์ของ เจมส์ คาเมรอน เรื่อง TERMINATOR 2: JUDGMENT DAY, ภาพยนตร์ของ จอห์น แม็คเทียร์แนน เรื่อง DIE HARD และ THE HUNT FOR RED OCTOBER เมย์ยังลำดับภาพให้กับหนังสั้นเรื่อง THE SAME (คว้ารางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยมที่งานเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโต้ปี 2000) และภาพยนตร์อินดี้ เรื่อง COOKERS ซึ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและลำดับภาพยอดเยี่ยมที่งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติมิลาน ปี 2000 เมย์ที่เป็นชาวเดนเวอร์, โคโลราโด้ เข้าเรียนโรงเรียนภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยโลโยล่า แมรี่เม้าธ์ ในแอลเอ หลังสำเร็จการศึกษา เขาได้ก้าวเข้าสู่โลกของงานลำดับภาพวิชวลเอฟเฟ็กต์ ในระหว่างฝึกงานอยู่ที่บริษัทวิชวลเอฟเฟ็กต์หลายแห่ง เช่น ไอแอลเอ็ม, โซนี่ พิคเจอร์ส อิมเมจเวิร์กส์ และบอสส์ ฟิล์มส์ หลุยส์ มิงเกนแบช (Louise Mingenbach) – ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย หลุยส์ มิงเกนแบช ได้ร่วมงานเป็นครั้งที่ 5 กับผู้กำกับ ท็อดด์ ฟิลลิปส์ ในภาพยนตร์เรื่อง DUE DATE หลังจากที่เคยร่วมงานกันมาในภาพยนตร์ตลกอย่าง THE HANGOVER, STARSKY & HUTCH และ SCHOOL FOR SCOUNDRELS และภาพยนตร์ที่สร้างสำหรับฉายทางทีวีในปี 2007 เรื่อง “The More Things Change…” ผลงานการออกแบบของเธอปรากฏให้เห็นในภาพยนตร์เอพิคแอ็กชั่น เรื่อง X-MEN ORIGINS: WOLVERINE และผลงานเมื่อไม่นานมานี้ของเธอ ได้แก่ ภาพยนตร์ตลกโรแมนติคของพี่น้องฟาร์เรลลี่ เรื่อง THE HEARTBREAK KID และภาพยนตร์ของ ปีเตอร์ เบิร์ก เรื่อง HANCOCK ซึ่งนำแสดงโดย วิลล์ สมิธ ก่อนหน้านี้ มิงเกนแบชได้ร่วมงานกับผู้กำกับ ไบรอัน ซิงเกอร์ ในภาพยนตร์ 5 เรื่องด้วยกัน เริ่มต้นจากภาพยนตร์ทริลเลอร์ปี 1995 เรื่อง THE USUAL SUSPECTS และ X-MEN ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัล Saturn Award, X2, APT PUPIL และ SUPERMAN RETURNS ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของมิงเกนแบช ได้แก่ SPANGLISH, THE RUNDOWN, K-PAX, GOSSIP, PERMANENT MIDNIGHT, NIGHTWATCH, THE SPITFIRE GRILL และ ONE NIGHT STAND http://youtu.be/aZ34zEqo-FY หนังตัวอย่างทั้งหมด

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram