หลอมโลกทุกใบรวมเป็นหนึ่ง Doctor Sleep จะเป็นการเคารพต้นฉบับ The Shining มากกว่าเลียนแบบ

 

หลอมโลกทุกใบรวมเป็นหนึ่ง

Advance Ticket

 

สำหรับการตัดสินใจอย่างหนักแน่นเรื่องภาพที่ยากจะลืมเลือนของคูบริคในเรื่อง “The Shining” ฟลานาแกนต้องได้รับการอนุญาตเข้าสู่โลกใบนั้น และที่สำคัญคือการเข้าสู่โรงแรมโอเวอร์ลุค

เทรวอร์ มาซี่อธิบายว่า “ผลงานของคูบริคมีความยอดเยี่ยมมากและเปิดโอกาสให้กับเรา ทำให้เราได้วางแผนสำหรับฉากต่างๆ และได้เข้าถึงฟุตเทจต้นฉบับ ทำให้เราสามารถย้อนกลับไปหาหนังสยองขวัญแห่งความทรงจำเรื่องนี้ได้”

ฟลานาแกนเล่าเสริมว่า “เราอยากได้โอเวอร์ลุคในรูปแบบเดิม ห้อง 237 แบบเดิม แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะนำความเพอร์เฟ็กต์เหล่านั้นกลับมาสร้างใหม่ ยิ่งพยายามสร้างสิ่งที่เพอร์เฟ็กต์นั้นขึ้นมาใหม่ยิ่งเหมือนเป็นการเลียนแบบมากกว่าการเคารพ เราอยากให้เกียรติผลงานของคูบริค แสดงความเคารพนั้นออกมาโดยที่ไม่ใช่แค่สร้างมันขึ้นมาใหม่ เมื่อรู้ว่ามันอาจมีความแตกต่างยิ่งทำให้เรามีอิสระในการสร้างหนังของเรา ทุกอย่างมันต้องอาศัยความสมดุลอย่างลงตัว”

 

Doctor Sleep

 

ฟลานาแกนได้รวบรวมทีมศิลป์ทั้งผู้ร่วมงานคนเก่าอย่างตากล้อง ไมเคิล ฟิมอกนารี และนักแต่งเพลงอย่างพี่น้องตระกูลนิวตัน และผู้ร่วมงานรายใหม่อย่างผู้ออกแบบฉากฯ เมเฮอร์ อาห์แมด และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เทอร์รี แอนเดอร์สัน โดยผู้สร้างฯ ได้เล่าว่า “ในเรื่องนี้ผมได้ร่วมงานกับหลายครอบครัวของผม ที่พูดแบบนั้นเพราะผมได้ร่วมงานกับทีมงานเดิมหลายทีมที่ร่วมงานกับผมมตั้งแต่เรื่อง ‘Oculus’ ซึ่งส่วนใหญ่ร่วมงานกันมาตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม หนึ่งในผู้ร่วมงานสำคัญในอาชีพของผมคือตากล้อง ไมเคิล ฟิมอกนารี นี่เป็นโปรเจ็กต์ที่ต้องใช้ความพยายามสูงมาก เราต้องมีความร่วมมือกัน มันต้องมีทั้งความงดงามและมีความคุ้นเคยของสถานที่”

 

ทีมงานฝ่ายออกแบบได้วางแผนสร้างแต่ละส่วนด้วยความพยายาม ฟุตเทจจากหนังต้นฉบับมีส่วนช่วยให้ทีมงานของฟลานาแกนทำงานได้อย่างลงตัว กองถ่ายต้องใช้โรงถ่าย 4 แห่งใน Blackhall Studios ที่แอตแลนต้า เพื่อสร้างฉากที่เป็นบรรยากาศภายในหนังหลายโลกขึ้นมา ทีมงานใช้พื้นที่ในการก่อสร้างฉากมากกว่า 86,000 ตารางฟุต  (มีขนาดเกือบเท่า 1½ สนามฟุตบอล) ฉากต่างๆ ในเรื่อง The Shining ใช้เวลาสร้างถึง 2 ปี แต่ในเรื่อง Doctor Sleep ใช้เวลาเพียง 6 สัปดาห์

 

ระหว่างการถ่ายทำให้เป็นไปตามกำหนดเวลา ผู้สร้างภาพยนตร์ต้องอาศัยเทคนิคการซ้อนฉากเหมือนตุ๊กตารัสเซีย ทำให้ฉากต่างๆ ซ้อนเข้าไปอยู่ในอีกฉากหนึ่ง เมื่อถ่ายฉากหนึ่งเสร็จสิ้นแล้วก็จะมีฉากใหม่โผล่ขึ้นมาในสถานที่อีกแห่งหนึ่ง เหมือนจิ๊กซอว์ที่มีขนาดใหญ่ของ “การก่อสร้างและการรื้อถอน” ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าอย่างใหญ่โตในช่วงก่อการถ่ายทำ และต้องอาศัยการร่วมมือประสานงานกันระหว่างการถ่ายทำไปด้วย

 

Doctor Sleep

 

 ฟลานาแกนอธิบายอย่างรวดเร็วว่า “นอกจากนั้นแล้วเรายังต้องสร้างโลกอีก 3 ใบขึ้นมา ต้องมีการสร้างบรรยากาศรอบตัวของแดน แอบรา และโรสอันงดงาม โดยเฉพาะโลกของโรสที่ทำให้เราสนุกมากกับโปรเจ็กต์นี้

 

 “แต่ผมก็ต้องยอมรับ” เขากล่าวต่อว่า “นั่นเป็นสิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งแรกตอนที่ไมเคิลกับผมก้าวเข้าไปในฉากโอเวอร์ลุค พวกเราอยากรู้มากว่ามันจะออกมาเป็นแบบไหน และเราก็อยู่กับมันมาทั้งชีวิต พวกเราเป็นคนรักหนังทั้งคู่ การได้เดินเข้าไปในนั้นทำให้เรากลายเป็นเด็กไปเลย ความรู้สึกแบบนั้นก็เกิดขึ้นกับเทรวอร์เหมือนกัน เขาเป็นผู้อำนวยการสร้างฯ ที่มีประสบการณ์โชกโชน เขาก็มีอาการเดียวกันตอนที่เดินเข้าไปในโคโลราโดเลาจ์ พอเราผ่านการทำงานอย่างหนักในวันนั้น เราก็พากันขับรถวนรอบฉาก” 

 

ยวน แม็คเกรเกอร์เล่าว่า “เราใช้พื้นที่ตลอดทั้งเลาจ์ ตั้งแต่มุมหนึ่งขึ้นไปจนถึงบันไดด้านบนของอีกฝั่ง ที่นั่นมีพื้นที่สำหรับการทำงานที่วิเศษมาก แต่สำหรับผมมันคือการย้อนกลับไปหาตัวละครด้วย ผมเล่นหนังสยองขวัญไม่ได้ ทำได้แค่แสดงบทบาทแบบมนุษย์ออกมา หน้าที่ของผมคือต้องแสดงออกมาให้สมจริงดูน่าเชื่อถือ ต้องนึกภาพสิ่งที่ผมเคยเจอหรือจินตนาการสิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยเจอ ส่วนการสร้างโลกที่ดูน่าทึ่งขึ้นมาเป็นหน้าที่ของไมค์ นอกเหนือจากการถ่ายทอดเรื่องราวแล้ว ซึ่งเขาทำออกมาได้อย่างงดงามมาก”

 

Doctor Sleep

 

จอน เบิร์กเล่าว่า “แค่นั่งอยู่ในฉากโรงแรมโอเวอร์ลุค เราก็สัมผัสได้ถึงพลังบางอย่าง อาจจะไม่ใช่ภูตผีปีศาจ แต่อาจเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ที่มาถึงก่อนเรา มันรู้สึกหลอนและชวนสยอง รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของคูบริคและคิง รวมถึงความเป็นไมค์ ฟลานาแกนอีกหลายอย่างอยู่ในสถานที่แห่งนั้น... มันมีชีวิตขึ้นมาอย่างงดงามมาก”

 

เทอร์รี แอนเดอร์สันต้องรับผิดชอบเรื่องเสื้อมาที่เลือกเอาไว้จำนวนมากจากเรื่อง “The Shining” รวมถึงเสื้อผ้าสำหรับตัวละครใหม่ด้วย เขาเล่าว่า “การนำสิ่งต่างๆ ในหนังกลับมาสร้างใหม่คือเรื่องที่น่าสนุกมาก แทบจะต้องเจาะลึกรายละเอียด เพราะเมื่อเราเริ่มสร้างสิ่งต่างๆ เราจะรู้สึกเหมือนตัวเองเข้าข่ายอัจฉริยะ มันก็น่ากลัวเหมือนกันนะครับ”

 

ฟลานาแกนยังทำหน้าที่ลำดับภาพในเรื่อง “Doctor Sleep” ของเขาเองด้วย รีเบ็คก้า เฟอร์กูสันจำได้ว่า “ไมค์เอาหนังสือของเขามาให้ดู ในนั้นจะมีฉากทั้งหมดของเขา เขามีการเตรียมตัวมาอย่างดีมาก ทั้งมุมกล้องและฉากต่างๆ เขาต้องการให้ตัดต่อออกมาแล้วเป็นแบบไหน มันอาจทำให้นักแสดงบางคนกลัวและคิดว่า “ฉันมาทำอะไรตรงนี้เนี่ย? ฉันจะสร้างสรรค์อะไรในเรื่องได้บ้าง?’ แต่การเตรียมตัวมาอย่างรัดกุมไม่ได้มีผลต่อความสร้างสรรค์เลย มันยังมีพื้นที่ให้เราได้ออกไปสำรวจ แม้ว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่เขาเตรียมการณ์ไว้ เขาก็เปิดโอกาสให้เราได้สร้างสรรค์ตัวละครด้วย”

 

Doctor Sleep

 

   แม็คเกรเกอร์กล่าวเสริมว่า “ไมค์มีความเข้าใจดีมากว่าฉากแบบไหนที่เขาต้องการถ่ายทอดเรื่องราว และเขามีภาพของหนังทั้งเรื่องโผล่ขึ้นมา เขามีความชำนาญด้านการถ่ายทอดสิ่งที่เขาต้องการถ่ายทอดเรื่องราวมากครับ”

 

บางฉากก็ต้องอาศัยความรอบคอบอีกขั้นหนึ่งของการถ่ายทำ ฟลานาแกนอธิบายว่า “ฉากหนึ่งที่มีความสำคัญมากในหนังสือ คือฉากของแบรดลีย์ เทรวอร์ รับบทโดยจาค็อบ เทร็มเบลย์ นี่คือจุดเปลี่ยนของเรื่องราวที่สะเทือนใจมาก สภาพการตกเป็นเหยื่อของเขาเพราะทรูน็อตได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ซึ่งมันต้องเป็นเช่นนั้น มันเป็นเรื่องหนึ่งที่ยากมากจากที่ได้อ่านบทมา และแน่นอนว่าต้องเป็นอะไรที่ยากสำหรับการถ่ายทำอีกอย่างหนึ่งด้วย”

 

เทรมเบลย์ปรากฏตัวขึ้นเพื่อแสดงฉากนั้นด้วยตัวเอง ในเทคแรกเขาทำให้ทุกคนในฉากรู้สึกตื่นเต้น ฟลานาแกนและทีมงานทึ่งกับสิ่งที่เห็นบนจอมอนิเตอร์  ทีมงานและนักแสดงอีกหลายคนพากันถอยหลังไปตั้งหลัก เทรมเบลย์แสดงทุกอย่างออกมาอย่างมืออาชีพ แต่ก็มีความเป็นเด็กวัย 12 ขวบอยู่ในตัว เขารีบปัดฝุ่นตัวเองและยกมือขึ้นมาไฮไฟฟ์กับพ่อ ฟลานาแกนเล่าว่า “เขาทำให้เราทุกคนแปลกใจมาก เรารู้ว่าฉากนั้นต้องออกมาดีแน่ รู้สึกดีใจมากที่มีเขามาร่วมฉากอีกครั้ง ดูเขาสนุกไปกับมัน มีทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกโอเคกับการถ่ายทำฉากนั้น”

 

Doctor Sleep

 

เฟอร์กูสันแสดงความคิดเห็นว่า “บางคนถามผมว่า ‘คุณคิดว่าในการแสดงฉากนั้นจะออกมาเป็นแบบไหนผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมเป็นนักแสดงมืออาชีพและเราต้องรับผิดชอบหน้าที่ของเรา พอเราได้ยินคำว่า ‘แอคชั่น!’ ผมเห็นจาค็อบเตรียมพร้อมที่จะทำอะไรหลุดโลก เขาเริ่มสูดหายใจลึกๆ จากนั้นก็ส่งเสียงร้องออกมา ผมรู้สึกได้ว่าตัวเองปากสั่น เหมือนมีอะไรติดอยู่ในคอ และน้ำตาก็เริ่มไหลอาบแก้ม ผมต้องปาดน้ำตาเพื่อเข้าฉากนั้น ผมไม่เคยรู้สึกช็อคกับการแสดงอะไรเลย ผมกลับไปหาคนที่เคยตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับผมและตอบเขาไปว่า ‘ผมคิดผิด’ ช่วงเวลานั้นทำให้ผมได้เรียนรู้หลักในการแสดง”

 

Doctor Sleep เข้าฉาย 7 พฤศจิกายน ในโรงภาพยนตร์

Doctor Sleep

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram