พาสำรวจเมืองเดอร์รี ทุก27ปีจะมีคนหายตัวไปอย่างลึกลับ

พาสำรวจเมืองเดอร์รี ทุก27ปีจะมีคนหายตัวไปอย่างลึกลับ

 


เรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเมืองนี้มีต้นตอมาจากสิ่งเดียว สิ่งที่ชั่วร้าย

 


นับตั้งแต่เมืองเดอร์รีถือกำเนิดขึ้นมา มันก็ได้กลายเป็นสนามไล่ล่าของสิ่งสิ่งนี้ซึ่งโผล่ออกมาจากท่อระบายน้ำทุกๆ 27 ปีเพื่อสร้างความสะพรึงกลัวให้แก่เหยื่อที่มันเลือก นั่นก็คือเด็กๆ ในเมืองเดอร์รี วงจรการฆ่าครั้งใหม่ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในวันฝนตกวันหนึ่ง เมื่อเด็กชายตัวน้อยวิ่งตามเรือกระดาษที่ถูกพัดลงไปในท่อระบายน้ำ...จนไปถึงมือของตัวตลกเพนนีไวส์

เด็กชั้นมัธยมต้นเจ็ดคนที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มขี้แพ้เป็นหัวใจสำคัญของ “IT”เด็กวัยรุ่นเหล่านี้ล้วนไร้ความสามารถที่จะรับมือกับเด็กเกเรประจำโรงเรียน และยิ่งยากเข้าไปใหญ่เมื่อต้องพบกับสิ่งมีชีวิตแปลงกายได้อันทรงพลัง แต่เมื่ออยู่ร่วมกันพวกเขาก็มีความกล้าหาญเป็นพิเศษอันเกิดจากมิตรภาพและความมุ่งมั่นที่จะช่วยปกป้องกันและกัน รวมถึงปกป้องเมืองของตน ด้วยการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามร้ายแรงที่ไม่เคยถูกท้าทายมานานนับหลายศตวรรษ
 

แต่เดิมนั้นสตีเฟน คิงได้จินตนาการเมืองเดอร์รีขึ้นมาจากเมืองแบงกอร์รัฐเมนซึ่งเป็นรัฐบ้านเกิดของผู้เขียน เพื่อให้เข้าใจอารมณ์ของฉาก มุสเชตติได้เดินทางไปยังแบงกอร์ แต่ไม่สามารถถ่ายทำที่นั่นได้ด้วยเหตุผลด้านการจัดการ ทีมผู้สร้างจึงเลือกที่จะข้ามชายแดนไปและสร้างเมืองเดอร์รีขึ้นในเขตเทศบาลพอร์ตโฮพ รัฐออนแทริโอ ประเทศแคนาดา

 

 

เนื่องจากเหตุการณ์ชวนระทึกมากมายในเมืองเดอร์รีปรากฏขึ้นในแสงจ้ายามกลางวันผู้กำกับภาพชุง-ฮุน ชุง จึงพบความท้าทายในการจัดแสง โดยจะต้องสร้างบรรยากาศความน่ากลัวขึ้นในเมืองที่งดงามและมีแสงแดดสดใส

พื้นที่ป่าใกล้พอร์ตโฮพถูกใช้แทนทุ่งโล่งนอกเมืองเดอร์รีซึ่งเรียกกันว่าทุ่งโล่งร้าง  “มันคล้ายทุ่งโล่งร้างตามที่บรรยายไว้ในหนังสือเลยล่ะครับ” มุสเชตติกล่าว

ทีมงานพบสถานที่เพื่อนำมาใช้เป็นฉากสำคัญตามท้องเรื่องในส่วนอื่นๆ ของออนแทริโอ หรือบางแห่งก็สร้างขึ้นมาใหม่ รวมถึงบ้านหลังอันตรายที่แฟนนวนิยายรู้จักกันดี นั่นคือบ้านเลขที่ 29 ถนนนีโบลต์ บ้านที่ชำรุดทรุดโทรมและถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานานนั้นแท้จริงแล้วเกิดจากโครงสร้างสองส่วนมาผสมผสานกันคือฉากภายนอกที่สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด กับฉากภายในซึ่งถ่ายทำกันในบ้านที่ทีมงานพบและตั้งอยู่บนถนนที่มีชื่อพอเหมาะพอเจาะว่าบลีคสตรีท

 

 

นักออกแบบงานสร้าง โคลด พาเร กล่าวว่า “เราได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้านให้ทำอะไรก็ได้ตามที่สมควร ดังนั้นเราจึงรื้อบ้านออกให้เหลือแต่สภาพดั้งเดิม ดึงรายละเอียดแบบวิกตอเรียนออกมาเน้นให้ชัดขึ้น จากนั้นจึงตกแต่งสถานที่ด้วยปูนที่ลอกออกมาจากผนัง ใบไม้แห้งซึ่งเข้ามาทางหน้าต่างที่แตก และมีฝุ่นคลุ้งไปทั่ว เราปิดส่วนหน้าต่างที่เหลือด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ยุควิกตอเรียนที่เราทำขึ้นและพิมพ์ทั้งหน้าหลัง เพราะแสงจะส่องให้เห็นสิ่งที่พิมพ์อยู่ด้านนอก”

เพื่อสร้างฉากด้านนอกตัวบ้าน พาเรเล่าว่า “เรานำไม้ใหม่มาทำให้ดูเก่าด้วยการเผาและฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อให้มันดูเป็นสีเทาเงินเหมือนผ่านการใช้งานมานาน จากนั้นก็ทาสีเทาเงินให้มีเงาคล้ำคล้ายบานเกล็ดไม้ที่ผุไปนานแล้ว”

นักออกแบบรายนี้รู้ดีว่าสิ่งสำคัญคือต้องทำให้ด้านในและด้านนอกบ้านดูเข้ากันโดยใช้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เข้ามาช่วย เขากล่าวว่า “เราได้เพิ่มเถาไม้เลื้อยที่ไต่จากระเบียงด้านหน้าเข้าไปทางหน้าต่าง ดังนั้นในฉากภายในผมจึงใช้ไม้เลื้อยแบบเดียวกันให้เข้ามาผ่านทางหน้าต่างขึ้นไปบนเพดานและห้อยอยู่เหนือห้องรับแขก

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram