เปรียบเทียบ The Conjuring ภาคแรกกับภาค 2 ​ความสยองที่ให้รสความกลัวที่ต่างกัน

เปรียบเทียบ The Conjuring ภาคแรกกับภาค 2
ความสยองที่ให้รสความกลัวที่ต่างกัน

 

ผู้กำกับเจมส์ วาน กล่าวถึงความแตกต่างจากภาคแรกเพิ่มเติม “สถานที่เกิดเหตุการณ์ใน ‘The Conjuring’นั้นมีความเป็นส่วนตัว เป็นบ้านไร่กลางที่โล่งร้าง แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นในบ้านจัดสรรของรัฐภายในเมืองใหญ่ ดังนั้นจึงมีเพื่อนบ้านอยู่ใกล้ๆ มีคนแวะเวียนเข้าออก ด้วยธรรมชาติของสถานที่เกิดเหตุ ผู้คนโดยรอบจึงได้สัมผัสสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้มากกว่า”
แต่ลักษณะเฉพาะตัวที่อาจจะน่ากลัวที่สุดใน “The Conjuring 2” ก็คือคราวนี้สิ่งที่สิงสู่อยู่ในบ้านไม่ได้สนใจแต่เพียงครอบครัวที่อาศัยอยู่...ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม มันโจมตีครอบครัววอร์เรนโดยตรงด้วย ทำให้ทั้งเอ็ดและวอร์เรนต่างเป็นห่วงความปลอดภัยของกันและกัน เช่นเดียวกับที่เป็นห่วงคนในครอบครัวฮอดจ์สัน

ก่อนที่คู่วอร์เรนจะมาถึง ยังมีผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ที่ได้มาเยือนบ้านฮอดจ์สัน ซึ่งก็คือนักจิตวิทยาเรื่องเหนือธรรมชาติชาวเยอรมัน อนิตา เกรกอรี รับบทโดยฟรานกา โพเทนเต และนักสืบสวนเรื่องเหนือธรรมชาติชาวอังกฤษ มอริซ กรอซ รับบทโดยไซมอน แม็คเบอร์นีย์ แต่เป็นคู่สามีภรรยาวอร์เรนซึ่งเป็นที่จดจำและสร้างความแตกต่างให้ครอบครัวนี้มากที่สุด
“เมื่อเอ็ดและลอร์เรนมาถึงบ้าน เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นบ้างเพราะพวกเขาตั้งใจมาช่วยเราจริงๆ” แจเน็ต ฮอดจ์สัน วินเทอร์กล่าว เธอเป็นสมาชิกครอบครัวฮอดจ์สันที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดเมื่อครั้งยังเป็นเด็กหญิงอายุราว 11 ปี เธอเป็นเป้าหมายหลักที่วิญญาณมาเข้าสิง และในตอนนี้เธอได้มาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับหนัง
“‘มีอะไรบางอย่างในบ้านหลังนี้แน่ๆ’ ลอร์เรนพูดอย่างนั้น” มาร์กาเร็ต ฮอดจ์สัน นาดีม พี่สาวของแจเน็ตกล่าว เธอเป็นที่ปรึกษาให้หนังเรื่องนี้เช่นกัน นาดีมเล่าถึงการมาเยือนครั้งแรกของลอร์เรนและเอ็ดว่า “เราเล่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นให้เธอฟังและเล่าว่าเรื่องมันเริ่มต้นขึ้นมาอย่างไรและเหตุการณ์ก็ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ เรากำจัดมันไม่ได้ แล้วเธอก็พูดว่า ‘ฉันเคยเห็นเรื่องแบบนี้มาก่อน ฉันจะพยายามเต็มที่เพื่อช่วยพวกคุณ’”

เพื่อดัดแปลงเหตุการณ์จริงหลายเหตุการณ์มาเป็นภาพยนตร์ วานทำงานร่วมกับมือเขียนบทแช็ดและแครีย์ เฮย์ส ผู้เขียนบทของ “The Conjuring”ซึ่งยินดีได้กลับมาสำรวจโลกของคู่สามีภรรยาวอร์เรนอีกครั้ง รวมถึงมือเขียนบท เดวิด เลสลี จอห์นสัน
“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ทำงานเขียนบทหนังจากเรื่องจริงครับ” จอห์นสันกล่าว เขาสนใจอยากทำงานร่วมกับวานมาพักใหญ่แล้ว “ผมเป็นแฟนหนังสยองขวัญมาตลอด แต่ผมมองว่าเรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ว่า ไม่เพียงแต่มันเป็นเรื่องจริงเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องที่ได้รับการเผยแพร่ไปทั่วในเวลานั้น รวมถึงมีพยานผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนด้วย แม้แต่ตำรวจก็ยังลงบันทึกไว้ ไม่ใช่แค่มีผู้เห็นเหตุการณ์คนสองคนหรือครอบครัวที่อยู่กันตามลำพังมาเล่าสิ่งที่เกิดขึ้น”

แช็ด เฮย์ส กล่าวว่า “นี่คือเรื่องราวอันทรงพลังของครอบครัวจริงที่กำลังจะแหลกสลาย พ่อจากไปแล้ว ส่วนแม่ก็ทำทุกอย่างเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แล้วก็มาเกิดเรื่องขึ้น ถึงแม้ว่าเราจะศึกษาข้อมูลมามากมาย แต่มันก็ยัง...ยากจะจินตนาการได้...แต่มันก็เป็นเรื่องจริงครับ”

แครีย์ เฮย์ส ตั้งข้อสังเกตว่า “เราได้เห็นว่าแม้เอ็ดและวอร์เรนจะผ่านอะไรมามากจากเหตุการณ์ที่อมิตีวิลล์ อย่างเช่นการถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกหลอกลวงแต่การเห็นเด็กอย่างแจเน็ตถูกกล่าวหาแบบเดียวกันทำให้ลอร์เรนเห็นอกเห็นใจและเอ็ดก็รู้สึกว่าต้องปกป้องเด็ก นอกเหนือจากที่ทั้งคู่มักห่วงใยครอบครัวที่ประสบปัญหาทำนองนี้อยู่แล้วเป็นปกติ”

เวลาผ่านไปหลายปี แต่ลอร์เรน วอร์เรนก็ยังคงจำได้ถึงความรู้สึกกลัวทันทีที่ไปถึงบ้านของครอบครัวฮอดจ์สันและได้สัมผัสถึงอันตรายที่ครอบครัวนี้กำลังเผชิญอยู่เป็นครั้งแรก

“ฉันเห็นเด็กผู้หญิงสองคนอยู่บนเตียงสองเตียง แล้วจากนั้นพวกแกก็ลอยขึ้นมา
ลอยสวนกันกลางอากาศ และเด็กๆ ก็กรีดร้อง ฉันรู้เลยว่าต้องช่วยพวกเขา”

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram