ข้อมูลภาพยนตร์เรื่อง Cloudy 2

Cloudy 2

ข้อมูลงานสร้าง

Cloudy with a Chance of Meatballs 2 เริ่มต้นเรื่องจากตอนจบของคอเมดีชวนน้ำลายหกของโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชัน นักประดิษฐ์ ฟลินท์ ล็อควู้ดคิดว่าเขาได้ช่วยโลกเอาไว้แล้วตอนที่เขาทำลายสิ่งประดิษฐ์ที่โด่งดังที่สุดของเขา ซึ่งก็คือเครื่องจักรที่เปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นอาหาร และก่อให้เกิดฝนชีสเบอร์เกอร์และทอร์นาโดสปาเก็ตตี้ แต่ไม่นานนักฟลินท์ก็ได้เรียนรู้ว่า สิ่งประดิษฐ์ของเขายังคงอยู่และบัดนี้ มันกำลังสร้างอาหารที่เป็นสัตว์หรือ “ฟู้ดดิมัล” ขึ้นมา ฟลินท์และเพื่อนๆ ก็เลยต้องออกปฏิบัติการกิจที่เลิศรสอย่างอันตราย เพื่อต่อสู้กับจระเข้ทาโก้ที่หิวโหย กุ้งแพนซี ฮิปโปมันฝรั่ง แมงมุมชีสและฟู้ดดิมัลอื่นๆ เพื่อช่วยโลก –อีกครั้ง! โคลัมเบีย พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ภาพยนตร์โดยโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชัน Cloudy with a Chance of Meatballs 2 เสียงพากย์โดยบิลล์ เฮเดอร์, แอนนา ฟาริส, เจมส์ คานน์, วิลล์ ฟอร์เต้, แอนดี้ แซมเบิร์ก, เบนจามิน แบรทท์, นีล แพทริค แฮร์ริส, เทอร์รี ครูว์สและคริสเตน ชอล กำกับโดยโคดี้ คาเมรอน และคริส เพิร์น เรื่องราวโดยฟิล ลอร์ดและคริสโตเฟอร์ มิลเลอร์และเอริก้า ริวิโนจา บทภาพยนตร์โดยเอริก้า ริวิโนจาและจอห์น ฟรานซิส เดลีย์ ร่วมด้วยโจนาธาน โกลด์สไตน์ ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือเรื่อง Cloudy with a Chance of Meatballs ที่เขียนโดยจูดี้ บาร์เร็ตต์และวาดภาพประกอบโดยรอน บาร์เร็ตต์ อำนวยการสร้างโดยแพม มาร์สเดนและเคิร์ค บอดี้เฟลท์ ผู้ควบคุมงานสร้างคือฟิล ลอร์ดและคริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ ดนตรีโดยมาร์ค มาเธอร์สบัฟ ภาพและอนิเมชันโดยโซนี พิคเจอร์ส อิเมจเวิร์คส์ อิงค์.

เกี่ยวกับภาพยนตร์

ใน Cloudy with a Chance of Meatballs 2 โดยโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชัน ฟลินท์ ล็อควู้ดและเพื่อนๆ ของเขาค้นพบว่ามีสิ่งสำคัญบางอย่างถูกทิ้งไว้บนเกาะสแวลโลว์ ฟอลส์ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเพียงแค่หกสิบวินาทีหลังจากที่ภาคแรกจบลง ฟลินท์ อีสต์วู้ดได้ทำลายสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา นั่นคือฟลินท์ ล็อควู้ด ไดอาโทมิค ซูเปอร์ มิวเทตติ้ง ฟู้ด รีพลิเคเตอร์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า FLDSMDFR สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนั้นประสบความสำเร็จแบบสุดๆ ตรงที่ว่ามันสามารถเปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นอาหารได้ แต่มันก็เป็นหายนะร้ายแรง ตรงที่มันได้ปลดปล่อยภัยพิบัติอาหารรุนแรง ที่คุกคามโลกใบนี้ ฟลินท์ระเบิดมันทิ้ง หรืออย่างน้อยที่สุด นั่นก็เป็นสิ่งที่เขาคิด “ผมรักโลกของ Cloudy” โคดี้ คาเมรอน ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้กับคริส เพิร์น กล่าว เขาเป็นนักวาดภาพสตอรีบอร์ดของ Shrek สามภาคแรกรวมถึงภาพยนตร์โดยโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชันเรื่อง Surf’s Up, Cloudy with a Chance of Meatballs, Open Season 2, Open Season 3 และภาพยนตร์ขนาดสั้นเรื่อง The Chubbchubbs Save Xmas ซึ่งสองเรื่องหลังเขารับหน้าที่ผู้กำกับของเรื่องด้วย คาเมรอนกล่าวว่า “ในบรรดาหนังทุกเรื่องที่ผมทำงานมา Cloudy เป็นหนังเรื่องโปรดของผม ดังนั้น การมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมตัวละครเหล่านี้ในโลกใหม่สุดเพี้ยนที่เรากำลังพัฒนาอยู่ก็ทำให้มันเป็นโปรเจ็กต์ที่น่าตื่นเต้นจริงๆ สำหรับผม” “ตอนที่เราเริ่มกระบวนการระดมความคิด เราก็พบองค์ประกอบมากมายให้ต้องสำรวจ ไม่ใช่แค่การผจญภัยใหม่เท่านั้น แต่รวมถึงตัวละครด้วย” เพิร์น ผู้เป็นหัวหน้าทีมเรื่องราวใน Cloudy ภาคแรก กล่าว “ในการผจญภัยครั้งนี้ ตัวละครทุกตัวได้นำเสนอตัวเองมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เอิร์ล ตำรวจในเมือง ต้องการจะปกป้องเมืองที่เขารักอย่างยิ่ง แมนนี ผู้เงียบตลอดเกือบทั้งภาคแรก ได้เผยแง่มุมที่ซ่อนเร้นของตัวเองออกมามากขึ้น แซม คนคนเดียวที่เข้าใจฟลินท์ดีกว่าทุกคน เป็นคนที่มองเห็นเกาะแห่งนั้นอย่างที่มันเป็น นั่นคือการแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์ของฟลินท์ครับ” “โคดี้และคริสต่างก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาคแรกอย่างมาก” แพม มาร์สเดน ผู้อำนวยการทั้ง Cloudy ภาคแรกและการผจญภัยครั้งใหม่นี้ “คริสเป็นหัวหน้าฝ่ายเรื่องราวและโคดี้ก็เป็นตัวหลักของทีมงานฝ่ายเรื่องราว เมื่อถึงเวลาสร้างซีเควล พวกเขาก็ได้คิดวิธีการสร้างสรรค์ที่จะสานต่อการผจญภัยครั้งนั้นค่ะ” ในภาคใหม่นี้ ฟลินท์ได้พบว่าเครื่อง FLDSMDFR ยังคงเดินเครื่องอยู่ และบัดนี้ มันก็ได้ผลิตลูกผสมระหว่างสัตว์และอาหารขึ้นมา ซึ่งก็คือฟู้ดดิมัล! ที่ยึดครองเกาะเป็นของตัวเอง ไม่นานนัก  ก็ถึงเวลาย้อนกลับไปสแวลโลว์ ฟอลส์ เขาและเพื่อนๆ ทุกคนก็ต้องออกผจญภัยเพื่อพยายามหยุดสัตว์อาหารเหล่านี้ก่อนที่พวกมันจะโจมตีโลกใบนี้ “ในตอนจบของภาคแรก อาหารเริ่มมีชีวิตขึ้นมา มันมีไก่เดินได้และหมีหมากฝรั่งที่ดุดัน” ผู้อำนวยการสร้าง เคิร์ค บอดี้เฟลท์เล่า “และในซีเควลภาคนี้ เราก็อัดไอเดียนี้เข้าไปเต็มที่ครับ” “แต่เราก็ไปไกลกว่านั้นอีก” คาเมรอนกล่าว “ในตอนที่พวกเขากลับมาที่เกาะนี้อีกครั้ง พวกเขาก็พบว่าป่าขนาดใหญ่เข้าปกคลุมเมือง และพวกอาหารก็ได้พัฒนาตัวเอง มันเป็นมากกว่าหมีหมากฝรั่งและพิซซา มีทั้งหัวหอมเล็กป่าขนาดใหญ่ มีช้างแตงโม สตรอว์เบอร์รี แตงกวาดอง มันเป็นชุมนุมอาหารครับ” ผู้อำนวยการสร้างเคิร์ค บอดี้เฟลท์กล่าวเสริมว่า “พอเรากำหนดไอเดียฟู้ดดิมัลแล้ว โคดี้ก็เข้าเมืองไปพร้อมกับไอเดียนั้น เขาถึงกับไปร้านขายของชำและเริ่มซื้อผัก ผลไม้ ก่อนจะหั่นมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทีมงานที่โซนี พิคเจอร์ส อนิเมชันรักหนังเรื่องนี้มาก และทุกคนก็เป็นแฟนของภาคแรกมากจนพวกเราคิดเหมือนกันในความพยายามที่จะรักษาลุค ความรู้สึก และระดับพลังงานแบบเดิมเอาไว้ แต่เราก็ต้องคิดหาวิธีสร้างสรรค์ต่างๆ เพื่อนำตัวละครเหล่านี้ไปสู่ขอบเขตใหม่ มันเป็นโลกที่คุ้นเคยก็จริง แต่ก็เป็นสิ่งใหม่และแตกต่างด้วยเช่นกัน” พอมีการตกลงใจได้แล้วว่า ภาพยนตร์ภาคนี้จะเกี่ยวกับพวกฟู้ดดิมัล มันก็ชัดเจนแล้วว่าซีเควลภาคนี้จะนำตัวละครโปรดจากภาคแรกกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง “การเดินทางกลับไปสู่เกาะนั้นอีกครั้งของฟลินท์ควรจะเป็นความลับ แต่เรารู้ดีว่าฟลินท์เก็บความลับไม่อยู่ เขาโพล่งมันออกมาให้แซมรู้ทันที และเธอก็บอกว่า ‘เธอทำคนเดียวไม่ได้หรอก’ และก่อนที่คุณจะทันรู้ตัว พวกเขาก็รวมกลุ่มแก๊งเดิมกลับมาเจอกันอีกครั้ง” เพิร์นกล่าว คาเมรอนและเพิร์นได้รับเลือกจากฟิล ลอร์ดและคริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ มือเขียนบทและผู้กำกับภาคแรก ให้กำกับ Cloudy with a Chance of Meatballs 2 “ผมทำงานหนังเรื่องนี้มา 4 ปี ซึ่ง 3 ปีล่าสุด ผมก็ได้ร่วมงานกับฟิลและคริส” เพิร์นกล่าว “ในแผนกเรื่องราว ปกติแล้ว คุณจะมีทีมเล็กๆ และคุณก็จะใช้เวลานานอยู่กับผู้กำกับ เราได้รู้จักกันและกันอย่างดีและมันก็มีความไว้วางใจกันและกันอย่างมาก ผมกับโคดี้ทำงานในหนังเรื่องนี้จนกระทั่งตอนจบ ซึ่งไม่ธรรมดาเลย เพราะตามปกติ พอหนังใกล้จะเสร็จ พวกเขาก็จะปล่อยให้นักวาดภาพสตอรีบอร์ดไปทำงานในโปรเจ็กต์อื่นๆ ดังนั้น พอฟิลและคริสตัดสินใจว่าพวกเขาจะไม่กำกับซีเควล มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะปล่อยให้พวกเรานั่งแท่นผู้กำกับต่อ ไม่เพียงเท่านั้น ผมคิดว่าพวกเขาเห็นว่ามันสำคัญแค่ไหนที่เราจะต้องรักษาอารมณ์ขันและความพิสดาร ที่ทำให้ภาคแรกพิเศษสุดเอาไว้ ในตอนที่เราสร้างซีเควลของมันครับ” ลอร์ดและมิลเลอร์ยังคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับโปรเจ็กต์ใหม่ในฐานะผู้ควบคุมงานสร้าง สำหรับลุคของเรื่อง คาเมรอนและเพิร์นไม่เพียงแต่สามารถอาศัยงานจากภาคแรกได้ แต่ในหลายๆ กรณี พวกเขายังสามารถอาศัยทีมงานชุดเดิมที่ทำงานนั้นได้ด้วย “จัสติน เค. ธอมป์สัน ผู้ออกแบบงานสร้างของภาคแรก กลับมาทำงานในเร่องนี้ พีท แนชกลับมารับหน้าที่ซูเปอร์ไวเซอร์อาวุโสฝ่ายอนิเมชัน และเขาก็นำความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมตัวละครมาด้วยมากมาย ทีมงานหลักจำนวนมากก็กลับมาด้วย มันเป็นกระบวนการที่อาศัยความร่วมมือร่วมใจกันมากๆ ในภาคแรก มันบอกว่า ‘หนังโดยคนหมู่มาก’ เราทำในสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ครั้งนี้มันบอกว่า ‘หนังอีกเรื่องโดยคนหมู่มาก’ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความพยายามและการร่วมแรงร่วมใจในฐานะทีมเดียวกันครับ” คาเมรอนกล่าว “ในภาคแรก ฟิลและคริสเป็นผู้กำกับคนแรกๆ ที่ผมเคยร่วมงานด้วย ที่ปฏิบัติต่อหนังเหมือนกับห้องของนักเขียนบท” เพิร์นกล่าว “ใครที่มีความคิดที่สามารถช่วยหนังเรื่องนี้ได้ แม้กระทั่งผู้ช่วยหรือผู้ช่วยงานสร้าง ก็สามารถมีส่วนร่วมได้ทั้งนั้น เพราะไอเดียที่ดีมาได้จากทุกที่ เราพบว่ามันเป็นประโยชน์มากๆ และเราก็ยังคงรักษาธรรมเนียมเดิมในหนังเรื่องนี้ด้วย มันเป็นประโยชน์มากๆ ตอนที่คุณสามารถไว้วางใจทีมงานและมีการรับส่งความคิดในการสร้างหนังเรื่องนี้น่ะครับ” ลอร์ดและมิลเลอร์กล่าวว่า “คริสและโคดี้เป็นเพื่อนร่วมงานที่ยอดเยี่ยมในภาคแรกและเราก็ชื่นชอบการได้ร่วมงานกับพวกเขาในการนำตัวละครที่สนุกสนานและโดดเด่นเหล่านี้กลับมีชีวิตอีกครั้ง ผลสุดท้ายคือหนังที่ตลก มีสไตล์และงดงาม และเราก็ตื่นเต้นที่แฟรนไชส์ Cloudy ได้สานต่อด้วยฝีมือของคนเยี่ยมๆ มากมาย”

เกี่ยวกับตัวละคร

ฟลินท์ ล็อควู้ด คุณเพิ่งจะช่วยเหลือสแวลโลว์ ฟอลส์ให้รอดจากพายุอาหารลูกใหญ่! แล้วคุณจะทำอะไรต่อไป? ถ้าเป็น—ช่วยโลก...อีกครั้งล่ะ? ดูเหมือนว่าสิ่งประดิษฐ์ที่โด่งดังที่สุดของฟลินท์ (ที่เปลี่ยนน้ำเป็นอาหารและสร้างปัญหาในครั้งที่แล้ว) ยังคงเดินเครื่องอยู่ และบัดนี้ มันกำลังสร้างอาหารที่เป็นสัตว์หรือ “ฟู้ดดิมัล” ขึ้นมา ฟลินท์และเพื่อนๆ ก็เลยต้องกลับไปยังเกาะสแวลโลว์ ฟอลส์อีกครั้ง ฟลินท์ยังคงรู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากสิ่งประดิษฐ์ของเขา เขาและเพื่อนจะหยุดยั้งพวกฟู้ดดิมัลก่อนที่พวกมันจะยึดครองโลกได้รึเปล่านะ? บทนี้พากย์เสียงโดยบิลล์ เฮเดอร์ “บิลล์สามารถหาสิ่งที่เราไม่คิดฝันในบทพูดเหล่านั้นได้” คาเมรอนกล่าว “ทั้งเสียงกรีดร้องและตะโกนแบบเพี้ยนๆ เขาพากย์เสียงอย่างเป็นการ์ตูนมากๆ ครับ” แต่มันไม่ใช่แต่การ์ตูนเท่านั้น คาเมรอนกล่าวเสริม “นอกจากนั้น มันยังมีความซื่อตรงกับตัวละครมากๆ ด้วยทั้งในภาคแรกและภาคนี้ นั่นคือสิ่งที่บิลล์นำมาให้ เขาทั้งติงต๊องและมีพลังเหลือล้นก็จริง แต่เขาก็ยังพากย์เสียงอย่างจริงใจ ที่สร้างความอบอุ่นและความบริสุทธิ์ขึ้นในตอนที่ฟลินท์สิ้นหวังและหดหู่ เขาใส่อารมณ์เข้าไปหลากหลายรูปแบบเลยล่ะครับ” “มันเยี่ยมมากที่ได้กลับมาสวมรองเท้าสเปรย์ออนของฟลินท์ ล็อควู้ดอีกครั้ง” เฮเดอร์กล่าวเสริม “ในความเป็นจริงแล้ว ดูเหมือนว่าผมไม่เคยทิ้งเขาไว้เบื้องหลังเลย เพราะทุกๆ เดือนหรือประมาณนั้น ผมก็จะได้เข้าบูธเพื่อบันทึกเสียงฟลินท์ ซึ่งผมก็ชอบนะครับ” “ฟลินท์เป็นคนที่มีความตั้งใจดี ถึงขั้นดีเยี่ยมด้วยซ้ำ แต่ทุกอย่างก็ผิดพลาดได้เสมอ” เฮเดอร์กล่าวต่อ “ในทางกลับกัน เขามีแรงขับดันและมั่นใจมากๆ แม้กระทั่งตอนที่คนอื่นๆ คิดว่าเขาเป็นบ้าก็ตาม จริงๆ แล้ว ผมรู้สึกผูกพันกับเขาเหมือนพี่น้อง เพราะเราทั้งคู่ต่างก็เป็นเนิร์ด ขี้กังวล และเข้าหาสาวๆ ไม่ค่อยเก่งครับ” เหตุการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาที่กินได้และเกิดขึ้นทั่วโลกของฟลินท์ ล็อควู้ดนั้นได้ส่งให้แซม สปาร์คส์ กลายเป็นดาราดังเมื่อผู้เฝ้าสังเกตการณ์ด้านอากาศได้ติดตามเธอเพื่อรับฟังข่าวอัพเดทระหว่าง “ปรากฏการณ์ด้านอากาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ในที่สุด เธอก็ได้รับการยอมรับในฐานะนักอุตุนิยมวิทยาจริงจัง ที่ยังคงร่าเริงได้แม้เผชิญหน้ากับอันตราย พอแซมประกาศว่าเธอ “ชอบชอบ” ฟลินท์และอยากให้เขามีความสุข  ก็ไม่มีอะไรห้ามเธอไม่ให้ร่วมเดินทางย้อนกลับไปยังสแวลโลว์ ฟอลส์อีกครั้ง เพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติจากการรุกรานของสัตว์อาหารขนาดยักษ์ได้ แต่ทำไมการทำงานร่วมกันครั้งนี้ถึงไม่มี “ประกายวูบวาบ” อย่างที่เคยเป็นมานะ? “แซมยังคงเป็นนักวิทยาศาสตร์ช่างสังเกตเหมือนเดิม” เพิร์นกล่าว “ในการเดินทางกลับไปยังเกาะแห่งนี้ แซมเป็นคนที่อารมณ์อ่อนไหวและฉลาดมากๆ เธอก็เลยเป็นคนที่เริ่มไขปริศนาของเกาะแห่งนี้ได้ สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างแซมและฟลินท์คือฟลินท์ได้นำแซมออกมานอกเปลือกของเธอในภาคแรก และในหนังเรื่องนี้ เขาก็ไม่ได้เห็นคุณค่าเธออย่างที่ควรจะเป็น ผลก็คือเขาเกือบเสียเธอไป แต่เกาะแห่งนี้เห็นคุณค่าของเธอ” แอนนา ฟาริส กลับมารับบทนี้อีกครั้ง “ฉันภูมิใจกับผลที่ออกมาของภาคแรกมาก” เธอกล่าว “ในตอนที่คุณพากย์เสียงหนังอนิเมชัน คุณจะได้ทำงานกับมันเป็นปีๆ แต่คุณก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะออกมาเป็นยังไงจนกระทั่งตอนจบ มันน่าทึ่งมากที่ได้เห็นทุกอย่างประกอบเข้าด้วยกัน ศิลปะที่เกี่ยวข้องกับงานสร้างหนังเรื่องนี้เหลือเชื่อเลยและมันก็สนุกมาก” “แซมเป็นหนึ่งในตัวละครฉลาดๆ ที่ฉันได้เล่นค่ะ” เธอกล่าวกลั้วหัวเราะ “เธอทั้งหัวไว มองโลกในแง่ดี เธอเป็นผู้นำ แต่ก็เป็นผู้คอยสนับสนุนด้วย เธอเป็นนักผจญภัย และเธอก็มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากด้วย ฉันคิดว่าเธอเป็นเด็กสาวที่ยอดเยี่ยมจริงๆ” “จังหวะคอเมดีของแอนนาน่าทึ่งจริงๆ” เพิร์นกล่าว “เธอมักจะเป็นคนที่ตรงไปตรงมาเมื่อเทียบกับฟลินท์ แต่เธอก็พบมุมมองคอเมดีในบทพูดที่เรียบง่ายที่สุด” “เธอทำให้แซมให้ความรู้สึกฉลาดและอบอุ่นในขณะเดียวกันครับ” คาเมรอนกล่าว ทิม พ่อผู้ภาคภูมิใจในตัวฟลินท์ มีความสุขที่สุดในตอนที่เขานั่งเรือ ล่องลอยไปเพื่อตามล่าหาอาหารค่ำที่อาศัยอยู่ในน้ำของเขา ทิมไม่ค่อยเข้าใจพวกเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เป็นส่วนสำคัญในชีวิตของลูกชายเขา และฟลินท์ก็ไม่ต้องการจะได้ยินคำเปรียบเปรยกับการตกปลาอีกครั้งหนึ่งหรอก ดังนั้น เมื่อคณะแก๊งมุ่งหน้ากลับไปสแวลโลว์ ฟอลส์อีกครั้งเพื่อกอบกู้โลก ฟลินท์ก็ยืนยันให้พ่อวัย 49 ปีของเขาอยู่กับบ้าน อย่างไรก็ดี ทิมยืนกรานว่าจะถอยเรือตกปลาของเขาเพื่อร่วมเดินทางไปด้วย แม้ว่าฟลินท์จะอยากให้พ่อเขาอยู่บ้านมากกว่า “ในภาคแรก ความลับเปิดเผยออกมาแล้ว เราวางเครื่องแปลความคิดไว้บนหัวของเขา และในที่สุด เขาก็สามารถบอกลูกชายตัวเองว่ารักได้แล้ว ดังนั้น เราก็เลยสลับบทบาทของทิมและฟลินท์ในหนังเรื่องนี้ ตอนนี้ เมื่อทิมสามารถถ่ายทอดความรู้สึกของตัวเองออกมาได้ เขาก็เลยพยายามจะกอดลูกชายและให้คำแนะนำเขาบ่อยๆ” เพิร์นกล่าว “ฟลินท์ยังคงรักพ่อของเขานะครับ แต่ตอนนี้ พ่อเริ่มทำให้เขารำคาญ และเขาก็กีดกันพ่อเขาออกไปหน่อยๆ แต่ในขณะเดียวกัน ทิมก็รู้สึกโหวงเหวง เพราะเขารู้ว่าลูกชายรักเขาก็จริง แต่เขากำลังสูญเสียความผูกพันกับลูกชายตัวเองไป” “เขาเป็นคนหัวเก่า คิดช้าและดื้อดึง ชีวิตเขาไม่มีอะไรมากมายนอกเหนือจากการตกปลา เขาไม่ใช่คนเฉียบแหลมอะไรเลย” เจมส์ คานน์ ผู้พากย์เสียงบทนี้ กล่าว “แต่เขาก็เป็นพ่อที่ห่วงใยและรักใคร่ลูกมากๆ เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าจะพูดออกมายังไง” “เจมส์ คานน์ชื่นชอบการได้สนุกกับทิมค่ะ” มาร์สเดนกล่าว “ในภาคแรก เขาอิมโพรไวส์กับตัวละครตัวนี้ในแบบที่ทั้งกล้าและเปี่ยมด้วยพลัง แต่ในเวลานั้น ตัวละครตัวนี้ต้องนิ่ง ขรึม และในตอนจบ เขาก็ก้าวออกมาจากเปลือกนิดหน่อย ดังนั้น ในครั้งนี้ เขาก็เลยตื่นเต้นมากๆ ตอนนี้เราบอกได้แล้วว่าให้เขา ‘จัดเต็ม’ สำหรับคุณสมบัติบางอย่างที่เขาทดลองในครั้งที่แล้ว ทิมยังมีรูปแบบการเสนอแบบเดิมอยู่ ยกตัวอย่างเช่น คิ้วขนาดใหญ่เป็นปื้น ที่ทำให้คุณแทบมองไม่เห็นดวงตาของเขา แต่ตอนนี้ เราสนุกมากขึ้นกับการที่ชาวประมงชราคนนี้พยายามที่จะคุยกับลูกชายบ้าเทคโนโลยีของเขาน่ะค่ะ” แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้คว้าน้ำเหลวไปซะทั้งหมดสำหรับทิม เขาพบความผูกพันพิเศษ ในที่ที่เขาไม่คิดฝันเลย “พอเขาไปถึงเกาะ เขาก็ได้พบกับแตงกวาดอง ซึ่งในแง่หนึ่ง พวกเขาก็เป็นเหมือนตัวแทนของหลานๆ ที่เขายังไม่มีน่ะครับ” เพิร์นกล่าว “เขามีลูกชายเป็นคนพิลึก ที่เขาก็รัก แต่ไม่เข้าใจ และในทางกลับกัน  แตงกวาดอง กลับรักฟุตบอล ตกปลา ฮ็อกกี้ และทุกสิ่งที่เขารัก” “มันเป็นเรื่องจริงครับ ผมได้รับแตงกวาดองเป็นลูกๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว พวกเขาเป็นครอบครัวแตงกวาดองครับ” คานน์กล่าว แม้ว่าแตงกวาดองพูดจาไม่รู้เรื่อง แต่ “ผมก็เริ่มเข้าใจพวกเขา ผมสอนพวกเขาตกปลา และสอนไม่ให้พวกเขาไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนครับ” ลิงสตีฟ ที่ยังคงเป็นลิงพูดน้อย มีคุณสมบัติทุกอย่างที่ทุกคนต้องการสำหรับเพื่อนสนิท เว้นแต่คลังคำที่น่าจะมากกว่านี้หน่อย สตีฟยังคงเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานที่ได้รับความไว้วางใจและเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมสำหรับความพยายามในการคิดประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ของฟลินท์ เพราะฟลินทจะไม่เข้าใจซักคำพูดของคู่หูเขาถ้าปราศจากเครื่องแปลความคิดลิง เราไม่รู้หรอกว่าเมื่อไหร่ที่มุมมอง (หรือขนาด หรือการปีนป่ายหรือทักษาในห้องแล็บ) ของเจ้าจ๋อตัวนี้จะเกิดมีประโยชน์ขึ้นมา ตัวละครส่วนใหญ่ในเรื่องราวส่วนใหญ่ต่างก็มีความเปลี่ยนแปลง ที่ผู้ชมจะได้เห็นพวกเขาเติบโตและเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็จะมีสตีฟ “สตีฟยังเป็นเหมือนเดิมครับ” คาเมรอนกล่าว นีล แพทริค แฮร์ริส นักแสดงรางวัล พากย์เสียงบทนี้อีกครั้งหนึ่ง “เขาพูดแค่คำเดียวเองครับ” คาเมรอนกล่าวต่อ “แต่เขาจะพูดในลักษณะที่แตกต่างกัน เขาคิดว่ามันน่าขำดีที่เขาต้องแสดงด้วยคำเพียงคำเดียวน่ะครับ” “ตามปกติ การสร้างหนังทั้งเรื่องจากตัวละครหลัก ต้องใช้เวลาเจ็ดหรือแปดเซสชัน ซึ่งแต่ละเซสชันก็กินเวลาสี่หรือห้าชั่วโมง” บอดี้เฟลท์กล่าว “แต่สำหรับนีล เราได้บทพูดทั้งหมดของเขาในหนังเรื่องนี้ภายในเซสชันเดียว ในเวลาหนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้น  เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดบทพูดใหม่ๆ ของสตีฟขึ้นมาได้ เราก็จะให้เขาเข้ามาซักสิบนาทีก็จะเสร็จแล้ว สตีฟเป็นตัวละครที่ยอดเยี่ยมสำหรับอนิเมเตอร์ คุณจะได้เห็นฉากที่มีไดอะล็อคมากมาย และสตีฟที่อยู่ในแบ็คกราวน์ก็ทำในสิ่งที่น่าขันหรือกินอะไรบางอย่างที่เขาไม่ควรจะกิน” “ปกติแล้ว เวลาคุณอยู่ในห้องอัดเสียง การออกเสียงของคุณจะต้องเพอร์เฟ็กต์และคุณก็จะต้องออกเสียงตัว ท ตัว พ ชัดเจน ในเรื่องนี้ คุณก็แค่เข้ามาพูดว่า ‘หิว’ สิบห้าครั้ง หรือ ‘กล้วย’ หรือ ‘สตีฟ’ น่ะครับ” แฮร์ริสกล่าว “แล้วพวกเขาก็จะเริ่มออกคำสั่ง ‘ใช่ พูดอีกครั้ง แต่ดังขึ้นหน่อย’ ‘สตีฟ!’ ‘ตอนนี้คุณกำลังกลัว’ ‘สตีฟ...’ ‘ใช่ แต่ตอนนี้ คุณกำลังวิ่งอยู่นะ’ ‘สตีฟ! สตีฟ! สตีฟ!’ ในครั้งนี้ ผมได้แต่คิดว่า ผมถูกหลอกแน่ๆ แต่กลายเป็นว่า ผมได้อยู่ในหนังจริงๆ ด้วยแฮะ” คุณยังจำ “เบบี้” เบรนท์บนฉลากปลากระป๋องซาร์ดีนของสแวลโลว์ ฟอลส์ได้รึเปล่า? เขายังคงทำงานในโลกอาหารอย่างต่อเนื่องด้วยการประชาสัมพันธ์เครือข่ายร้านอาหาร ชิค-เอ็น-ซูชิ ขณะสวมชุดไก่ที่ทำจากยาง เขายินดีหยุดการเดินบนเส้นทางการทำงานที่รุ่งโรจน์ของตัวเองเอาไว้ก่อน เมื่อฟลินท์และเพื่อนๆ ขอให้เขาช่วยเหลือโลกด้วยการหยุดยั้งการยึดครองโลกของเหล่าอาหาร “แอนดี้ แซมเบิร์ก ตลกสุดๆ เลย” คาเมรอนกล่าว “เขาเก่งในเรื่องการเล่นเป็นตัวตลก เราให้บทพูดโง่ๆ กับเขาและเขาก็ทำให้มันตลกขึ้นมา” “การได้กลับมารับบทเบรนท์อีกครั้งเป็นฝันที่เป็นจริงครับ” แซมเบิร์กกล่าว “ผมคิดถึงเขาครับ ตอนนี้ เมื่อผมได้กลับมาอยู่ในจิตวิญญาณ ร่างกายและชุดไก่ของเขา ผมคิดว่าโลกนี้เป็นสถานที่ที่ดีขึ้น” แซมเบิร์กได้แบ่งปันเคล็ดลับพิลึกอย่างหนึ่งในการพากย์เสียงบทนี้ “สิ่งที่คุณต้องทำคือการกรีดร้องให้ดังที่สุดและคุณต้องทำเสียงเหมือนว่าคุณหัวกระแทกพื้นบ่อยๆ สมัยเด็กน่ะครับ” เอิร์ล เดอเวอโรซ์ อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ได้เลือกทำอีกอาชีพหนึ่งในการบริการด้านอาหาร ซึ่งก็คือบาริสต้า ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มกาแฟในร้านกาแฟสุดหรู ดังนั้น เมื่อฟลินท์และแซมขอให้เขาร่วมเดินทางผจญภัยไปกับพวกเขาด้วย เขาก็เปลี่ยนตัวเองจากบาริสตาไปเป็นโปลิสต้าอย่างรวดเร็ว ที่ครบถ้วนทั้งเครื่องแบบและเครา และเขาก็ได้ร่วมกลุ่มด้วยพร้อมกับกระโดดแบ็คฟลิปออกนอกประตูไปด้วย เทอร์รี ครูว์ส เป็นผู้พากย์เสียงบทนี้ “เทอร์รีทำงานได้อย่างดีเยี่ยมในการรับบทเอิร์ล เขายังคงให้ความรู้สึกเหมือนเอิร์ล ตำรวจประจำเมืองจากภาคแรกเหมือนเดิม”คาเมรอนกล่าว “ตอนที่เราได้เห็นอนิเมชันของช็อตนี้ มันก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนเอิร์ลอยู่ นี่ยังคงเป็นตัวละครตัวเดิมครับ” “เทอร์รีเข้ามาและพร้อมทุกอย่างครับ เขามีความอบอุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาอยู่กับเด็กๆ ตอนที่เขาพูดถึงคาล เขาก็มีความอ่อนไหวแบบเดิม แม้ว่าเขาจะเป็นคนตัวใหญ่ที่เข้มแข็งก็ตาม” เพิร์นกล่าว “ปรากฏว่า เขาเป็นแฟนของภาคแรก เขาไปรอบปฐมทัศน์และพาลูกๆ ไปด้วย ดังนั้น ก่อนหน้าที่เขาจะเข้ามาบันทึกเสียง ลูกๆ ของเขาก็เรียงแถวกันมาแล้วบอกว่า ‘อย่าทำพังนะ พ่อ’ มันก็เลยทำให้เขากดดันมากๆ เลยครับ!” “ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Cloudy ภาคแรก”ครูว์สกล่าว “ผมไปดูรอบปฐมทัศน์กับครอบครัวของผมและเราก็กินช็อคโกแลตรสเบคอน เรายังมีกล่องอาหาร Cloudy ของเราด้วยซ้ำไป แล้วตอนที่เราเดินออกจากโรงหนัง ผมก็บอกลูกชายว่า ‘พ่อเป็นเหมือนเอิร์ลและลูกก็เป็นเหมือนคาล’ ลูกชายของเอิร์ลน่ะครับ ดังนั้น พอผมได้รับโทรศัพท์บอกว่าพวกเขาอยากให้ผมเป็นส่วนหนึ่งของซีเควลเรื่องนี้ แค่พวกเขา ‘สวัสดี’ มา ผมก็ตกลงแล้วล่ะครับ” “เอิร์ลเป็นลูกผู้ชายแมนเต็มตัว” ครูว์สพูดถึงตัวละครของเขา “ไม่มีใครจะแมนไปกว่าเอิร์ลอีกแล้ว เอิร์ลเป็นคำนิยามของลูกผู้ชายที่ทำหน้าที่ของตัวเอง เขาปกป้องเมืองของเขาและเขาก็ทำมันได้ดีกว่าทุกคนครับ” มันเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจซักเท่าไหร่ที่แมนนี อดีตตากล้องของแซม (และผู้มีพรสวรรค์มากมาย) จะได้ไปลงเอยในซานฟรานโฮเซ, แคลิฟอร์เนีย และในทันทีที่ฟลินท์, แซมและรถที่เต็มไปด้วยผองเพื่อนมาถึง เขาก็กำลังอยู่ระหว่างการทำคลอดให้ลูกวัว แต่เจ้าลูกวัวตัวน้อยคงต้องรอไปก่อนแล้วล่ะ แมนนีคว้ากล้องมา เอ่ยคำอำลากับสัตวแพทย์ของเขา และมุ่งหน้าไปยังเกาะสแวลโลว์ ฟอลส์ ที่เต็มไปด้วยอาหาร “ด้วยความที่ในภาคแรก เราสามารถนำเสนอได้ว่าเขาไม่เพียงแต่เป็นช่างเครื่องเท่านั้น แต่ยังเป็นหมอด้วย ตอนนี้ เราก็เลยให้แมนนีมีงานและอาชีพอื่นๆ ด้วย เขาประกอบอาชีพต่างๆ มากมาย เขาเป็นแมนนีที่ทำได้ทุกอย่าง” คาเมรอนกล่าว “เขาพูดได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งหลายคนแฮปปี้กับมัน โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะเบนจามินแบรทท์ครับ” เพิร์นกล่าว “เขาเป็นคนที่สร้างชีวิตให้กับตัวละครตัวนี้จริงๆ มีช่วงเวลาหนึ่งใน Cloudy 2 ที่แมนนีจะล้มลง เราก็เลยเขียนในบทว่า ‘อ๊ากกกกก!’ แล้วเขาก็บอกว่า ‘ผมคิดว่าแมนนีไม่น่าจะร้องโวยวายหรอกนะครับ’ เขาพบวิธีที่จะให้แมนนีแสดงอารมณ์ว่า ‘ฉันกำลังร่วง’ ออกมาโดยไม่ต้องให้เขาร้องขึ้นมา เรามีบทพูดอีกบทหนึ่งที่เขาต้องตะโกนออกมา แต่เขาก็ไม่ยอมตะโกน เขากลับพูดมันออกมาด้วยความรู้สึกเข้มข้น ซึ่งมันก็เยี่ยมมาก มันดียิ่งกว่าทุกสิ่งที่เราจินตนาการเอาไว้เสียอีก นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อนักแสดงกลับมารับบทของตัวเอง พวกเขาจะคอยคุ้มครองตัวละครของตัวเอง มันเป็นเรื่องเยี่ยมเสมอที่เราจะประหลาดใจกับนักแสดง นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องการครับ” “แมนนีเป็นคนแบบที่คุณอยากให้อยู่กับคุณด้วยในตอนที่เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นครับ” แบรทท์กล่าว “เขาเป็นคนที่ทำได้สารพัดเรื่องและทำได้ดีทุกอย่างด้วย ถ้ามีสิ่งที่ต้องการใบอนุญาตล่ะก็ แมนนีก็คงจะต้องมีมันแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขับเครื่องบินหรือควบคุมรถเครน หรือขับรถแข่ง แมนนีทำได้ทุกอย่าง เขาเป็นหมอ เป็นสัตวแพทย์ เป็นนักแสดงตลก เป็นหมอนวดที่บอกว่าตัวเองเป็นมืออาชีพ เขาทำได้ทุกอย่างเลยครับ ดังนั้น เมื่อคณะแก๊งของเราตกหลุมปัญหาใหญ่คับโลกเข้า แมนนีก็เป็นคนที่จะดึงพวกเขาออกมาครับ” ถ้าคุณสามารถผสมพันธุกรรมของสตีฟ จ็อบส์, ริชาร์ด แบรนสันและเจ้าของละครสัตว์ให้อยู่ในร่างเดียวกันได้ คุณก็จะได้ เชสเตอร์ วี อัจฉริยะพิลึกคน ที่อยู่เบื้องหลัง ไลฟ์ คอร์ป บริษัทระดับโลก และสิ่งประดิษฐ์เจ๋งๆ ที่พวกเขาสร้างขึ้น ‘เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ’ เชสเตอร์ ที่ส่วนหนึ่งเป็นกูรู ส่วนหนึ่งเป็นนักแสดง และอีกส่วนหนึ่งเป็นนักประดิษฐ์ เป็นคนที่ฉลาดสุดๆ จริงๆ แล้ว เขาอาจจะฉลาดที่สุดแบบสุดๆ ก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น เขาเป็นคนเดียวที่เขาจำเป็นต้องเชื้อเชิญสำหรับเซสชันระดมความคิดของตัวเอง ในเมื่อฉลาดขนาดนี้ ทำไมเขาถึงต้องการให้ฟลินท์ ล็อควู้ด พระเอกของเรา เก็บกวาดปัญหาอาหารเหลือในสแวลโลว์ ฟอลส์อีกล่ะ ใน Cloudy with a Chance of Meatballs 2 ในการผจญภัยครั้งใหม่นี้ ฟลินท์เป็นที่จดจำของหนึ่งในคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุคของเขา “แม้ว่าฟลินท์จะเกือบทำลายโลก แต่โลกก็ได้เห็นว่าเขาเป็นนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่แค่ไหน ผลก็คือฟลินท์ได้รับโอกาสจากเชสเตอร์ วี ขวัญใจคนหนึ่งของเขา ประธานบริษัทไลฟ์ คอร์ป คัมปะนี ลองจินตนาการถึงแอปเปิลผสมกูเกิลผสมเอฟเอโอ ชวอร์ซดูสินั่นล่ะไลฟ์ คอร์ป วัตถุประสงค์ของพวกเขาคือการคิดประดิษฐ์สิ่งต่างๆ เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ฟลินท์อยากจะทำอยู่แล้ว” มาร์สเดนกล่าว “ในภาคแรก ฟลินท์ติดรูปฮีโรของเขาไว้เต็มผนัง ทั้งไอน์สไตน์ เทสลา และเราก็สงสัยว่าจะเป็นยังไงถ้าฟลินท์ได้พบกับฮีโรคนหนึ่งของเขา จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเด็กเนิร์ดกลายเป็นเด็กเจ๋งน่ะครับ” เพิร์นกล่าว วิลล์ ฟอร์เต้ได้พากย์เสียงบทเล็กๆ ในภาคแรก คือโจ ทาวน์ ชาวเมืองสแวลโลว์ ฟอลส์ ผู้กระชากเคราตัวเองทิ้งในตอนที่ชีสเบอร์เกอร์ร่วงลงมาจากท้องฟ้า ในซีเควลเรื่องนี้ ฟอร์เต้กลับมานานขึ้น ในบทที่ใหญ่ขึ้น ในบทเชสเตอร์ วี ใน Cloudy 2 “ผมชอบหนังภาคแรกมาก และแม้ว่าผมจะเคยพากย์เสียงในภาคแรกมาแล้ว แต่มันก็เป็นบทเล็กมากๆ มันก็เลยมีจิตวิญญาณที่วิเศษสุดมากๆ ในเรื่องราวนี้ มันสร้างสรรค์มาก เป็นโลกสุดป่วนที่ตัวละครทั้งหมดเข้าถึงได้ ผมก็เลยตื่นเต้นจริงๆ ที่ได้กลับมา ในบทที่ใหญ่ขึ้น สำหรับหนังภาคนี้ เราเริ่มต้นจากตอนจบของภาคแรก และเริ่มต่อยอดมันไปสู่สถานการณ์ที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงครับ” “เชสเตอร์เป็นฮีโรของฟลินท์ ล็อควู้ด” ฟอร์เต้อธิบาย “เขาเป็นมหาเศรษฐี ผู้ซึ่ง ไลฟ์ คอร์ป บริษัทของเขาได้สร้างสิ่งที่วิเศษสุดมากมายให้กับโลกใบนี้ มันเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ชาญฉลาดจริงๆ แต่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน เมื่อฟลินท์มาทำงานให้กับเขา” ผู้กำกับกล่าวว่าการสร้างตัวละครของฟอร์เต้ในบูธอัดเสียงมีอิทธิพลสำคัญต่อตัวละครตัวนี้ ซึ่งมันช่วยเสริมมิติให้กับบทนี้ในแบบที่พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อน “ด้วยความที่เชสเตอร์เป็นการผสมผสานลักษณะและบุคลิกต่างๆ เหล่านี้ เราอยากให้นักแสดงสมทบและนักแสดงตลกเข้ามาคิดเรื่องตัวละครตัวนี้กับเราครับ” เพิร์นกล่าว “มันน่าทึ่งมากกับการที่วิลล์ทดลองอะไรหลายๆ อย่าง ในตอนที่เราเริ่มต้นกันใหม่ๆ เชสเตอร์เป็นคนที่เรียบร้อย รอบรู้และเฉียบคมกว่านี้ และพอได้วิลล์มา เราก็ลงเอยด้วยการสร้างตัวละครตัวนี้ในเวอร์ชันที่พิลึกพิลั่นกว่านั้น และมันก็ช่วยให้เราพัฒนาตัวละครตัวนี้ให้ตลกและพิลึกสุดๆ อย่างที่เราคาดไม่ถึงด้วยค่ะ” . ไม่มีใครในโลกใบนี้ที่เชสเตอร์ไว้วางใจมากไปกว่าเชสเตอร์อีกแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าบางครั้ง เขาจะไม่ได้เรียกหาความเห็นของคนอื่น วิธีแก้ปัญหาคือ “เชสเตอร์มีความชื่นชอบบางอย่าง นั่นก็คือเขาจะไปไหนมาไหนพร้อมกับภาพโฮโลแกรมของตัวเอง” เพิร์นอธิบาย “ในขณะที่ฟลินท์เริ่มต้นหนังเรื่องนี้ด้วยการถูกห้อมล้อมไปด้วยเพื่อนๆ และครอบครัว แต่เชสเตอร์กลับถูกห้อมล้อมไปด้วยตัวเอง เขากำลังสร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมาครับ” “พวกเขาเป็นคนที่เซย์เยสตลอดครับ” ฟอร์เต้กล่าว “มันเป็นเรื่องยากที่ต้องแสดงฉากพวกนี้ในบูธบันทึกเสียง เพราะผมคุยกับตัวเองและพูดเสียงต่างๆ อย่างเดียวกัน การสนทนากับตัวเองเป็นเรื่องยากมากๆ ในตอนที่คุณไม่ได้มีไดอะล็อคส่งรับกันตามธรรมชาติ คุณก็มักจะรีบร้อนหรือหยุดนานเกินไป แต่เราก็ทำได้ครับ” เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนว่าเราสามารถสร้างผู้ช่วยที่ชาญฉลาดและพูดเก่งได้ด้วยการผ่าตัดสมองของมนุษย์ใส่ลงในสมองของลิงอุรังอุตัง และถ้าผู้สร้างรายนั้นฉลาดพอๆ กับเชสเตอร์ วีล่ะก็ ผลที่ได้ออกมาก็จะถูกเรียกว่า บาร์บ เธอเป็นสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาแล้ว เธอทั้งฉลาด แสบซ่าส์ ทาลิปสติก และสิ่งที่เธอต้องการมีเพียงการได้รับการยอมรับจากเชสเตอร์ วี เพื่อการนั้นแล้ว เธอทำได้ทุกอย่าง “ตอนที่เราเริ่มพัฒนาเรื่องราวนี้ เราคิดว่ามันน่าจะมีเรื่องราวคู่ขนาน เชสเตอร์น่าจะมีคู่หูเป็นลิง เหมือนอย่างฟลินท์กับสตีฟ” เพิร์นกล่าว “เราก็คิดไอเดียของบาร์บขึ้นมา เธอเป็นเวอร์ชันที่ดีกว่าสตีฟ เธอไม่ต้องมีเครื่องแปลความคิด แต่เธอมีความคิดเลย เธอเป็นคนไม่มั่นใจมากๆ เพราะเธอต้องการความรักจากเชสเตอร์ตลอดเวลา เธอพยายามที่จะทำให้ชายคนนี้ ที่หลงตัวเอง หันมารักเธอ เพราะเขาเป็นเหมือนพ่อของเธอน่ะครับ” “ในแง่หนึ่งแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างฟลินท์กับสตีฟ ก็เหมือนเชสเตอร์กับบาร์บ” คาเมรอนกล่าว”แต่สตีฟเป็นลิง ส่วนบาร์บเป็นลิงใหญ่ ตลอดทั้งเรื่อง บาร์บถูกเรียกว่าลิง ซึ่งมันเป็นคำที่เธอไม่ปลื้มเลย บาร์บเป็นเหมือนกับซูเปอร์สตีฟ เธอเป็นอุรังอุตังที่มีสมองมนุษย์อยู่ด้านในสมองของเธออีกที แซมได้ตีสนิทบาร์บนิดๆ เพราะแซมเป็นคนเดียวที่ฉลาดพอที่จะเห็นว่าบาร์บมีความสามารถอย่างไรน่ะครับ” “เดิมทีเราคิดบทนี้ให้กับคริสเตน ชอล และเราก็เขียนบทนี้เพื่อเธอ ดังนั้น เราก็เลยยินดีมากๆ ที่เธออยากจะร่วมงานในหนังเรื่องนี้” คาเมรอนกล่าวต่อ “เธอเก่งด้านการอิมโพรไวส์มาก โดยเธอได้ต่อยอดจากบทพูดที่เรามี และใส่สิ่งที่เราอาจจะมองไม่เห็นลงไปในบทนี้ครับ” “หลังจากเซสชันสามชั่วโมงกับคริสเตน ฉันก็เหนื่อยครับ” เพิร์นกล่าว “เธอเต็มไปด้วยพลังงานเหลือล้น เธอน่าทึ่งมากตรงความสามารถของเธอที่จะรักษาระดับพลังงานและทำตัวตลกได้อย่างต่อเนื่อง” “ฉันชอบบาร์บค่ะ” ชอลกล่าว “ภายใน เธอเปราะบางมากๆ เธอทำในสิ่งที่เลวร้ายบางอย่าง แต่นั่นก็เพราะเธอถูกบีบบังคับให้ต้องทำแบบนั้นค่ะ” “บาร์บกลัวแซมจริงๆ ค่ะ” ชอลอธิบาย “ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแซมเป็นคนสวย แต่ยิ่งไปกว่านั้น เพราะแซมเป็นมนุษย์ด้วย บาร์บเป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนเพราะเธอเป็นสิ่งประดิษฐ์ และเธอก็ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ดี เธอพยายามจะกดแซมในทุกทาง เธอกางกรงเล็บออกมาสุดเหยียดเลยค่ะ”

เกี่ยวกับฟู้ดดิมัล

ในการกลับคืนสู่สแวลโลว์ ฟอลส์ ฟลินท์และพรรคพวกได้ค้นพบว่า เครื่องจักรผลิตอาหารยังคงใช้การได้อยู่ และบัดนี้ มันก็ผลิตลูกผสมระหว่างอาหารและสัตว์ขึ้นมา...ซึ่งก็คือพวกฟู้ดดิมัล! “ถ้าคุณสามารถหาส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างอาหารและสัตว์ที่ไม่เพียงแต่มีดีไซน์สวยๆ แต่ยังเป็นคำพ้องเสียงที่น่าขบขันด้วย นั่นคือสิ่งที่เราต้องการครับ” คาเมรอนกล่าว “หนึ่งในภารกิจแรกๆ ที่เรามอบให้กับเคร็ก เคลแมน นักออกแบบตัวละครหลัก คือให้มุ่งหน้าไปตามทิศทางนี้และแสดงให้เราเห็นซิว่าคุณมีอะไร ในช่วงสุดสัปดาห์ เขาคิดคลังความน่าขันขึ้นมาได้มากมาย ซึ่งหลายอย่างก็ยังอยู่ในหนังเรื่องนี้ เช่นทาโก้ ผสมจระเข้ เป็นจระเข้ทาโก้ แตงโมผสมช้าง กลายเป็นช้างแตงโม เราต้องทำให้แน่ใจว่าเราจะครอบคลุมอาหารทุกกลุ่ม ทั้งผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ แล้วเราก็มีฉากแอ็กชันบางฉากในหนังเรื่องนี้ด้วย...จระเข้ทาโก้เป็นหนึ่งในตัวอันตรายสำคัญของเรื่อง และแมงมุมชีส ซึ่งเป็นครึ่งชีสเบอร์เกอร์ ครึ่งแมงมุม ก็กลายเป็นสัตว์อันตรายที่สุดของเกาะแห่งนี้ ที่ทำให้คุณตระหนักได้ว่าเกาะแห่งนี้มีอะไรบางอย่างผิดปกติ ขณะที่เรื่องราวดำเนินไป เราก็คิดอะไรต่อมิอะไรได้เรื่อยๆ  พวกเขาล่องไปตามแม่น้ำ แล้วเราก็จะได้พบสัตว์ที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำอย่างฮิปโปมันฝรั่ง และพวกฟลามิงโก้มะม่วง หัวหอมเล็ก และต้นหอมป่าน่ะครับ” คาเมรอนกล่าวว่า “การพัฒนาอาหารที่มีความคิดเป็นของตัวเองเริ่มต้นจากบทสนทนาที่ผมกับคริสคุยกันถึงเรื่องว่าอาหารแบบไหนที่เราต้องการในหนังเรื่องนี้ หลังจากคุยกันถึงแตงกวาดองและสตรอว์เบอร์รี ผมก็ใช้เวลาช่วงวันอาทิตย์แกะสลักผักบางขิ้น แล้วจับมันใส่ลงไปในฉากที่สวนหลังบ้าน ผมอยากจะแสดงให้เห็นว่าผักและผลไม้จริงๆ จะออกมาเป็นยังไง เมื่อถูกถ่ายภาพในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ภายใต้แสงอาทิตย์” เขากล่าว “เราใช้เรื่องนั้นเป็นจุดขายของเราครับ” แต่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น “คริสและโคดี้ได้มาหาผมพร้อมด้วยไอเดียของการเล่นคำด้านอาหาร ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากขนมปังและผีเสื้อของลูอิส แคร์รอล และพวกเขาก็อยากให้ผมลองดูว่าผมจะคิดคำแบบนั้นขึ้นมาได้รึเปล่า” เคลแมนกล่าว “ผมไม่รู้ว่าพวกเขาคาดหวังเยอะแค่ไหน แต่ในสุดสัปดาห์แรก ผมคิดขึ้นมาได้กว่า 100 ชนิด แล้วพวกเขากํหัวเราะท้องคัดท้องแข็งเลย ฟู้ดดิมัลบางตัวถูกสร้างขึ้นโดยนักวาดภาพคนอื่น โคดี้เป็นคนคิดช้างแตงโมและนกกระจอกเทศกล้วยขึ้นมา ส่วนแบรนดอน เจฟฟอร์ดส์ หัวหน้าฝ่ายเรื่องราวของเรา คิดกุ้งแพนซีขึ้นมาได้ ผมคิดพวกที่เล่นคำจริงๆ อย่างนกค็อกคาเทลผลไม้, ฟลามิงโก้มะม่วง, แกะซูชิ, นกกีวี หรือจระเข้ทาโก้ ไม่มีการเล่นคำแบบไหนที่ไร้สาระเกินไปสำหรับผมครับ” “โคดี้และเคร็กรักษาตัวตนดั้งเดิมของอาหารให้คงเดิมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” จัสติน เค. ธอมป์สัน ผู้ออกแบบงานสร้างของเรื่องกล่าว “เราไม่อยากจะสูญเสียเท็กซ์เจอร์และรายละเอียดที่อาหารจริงๆ มี เช่นช้างแตงโมก็จะมีเท็กซ์เจอร์ของแตงโม และกวางแคนตาลูปก็จะมีเท็กซ์เจอร์แบบแคนตาลูป ยิ่งการเล่นคำมันชัดเจนมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งสนุกมากเท่านั้น เด็กๆ จะสามารถจดจำอาหารที่พวกเขาโปรดปรานได้จากตัวพวกฟู้ดดิมัลและสามารถบอกชื่อมันได้” “มันมาจากกฎที่ตั้งเอาไว้ในภาคแรกครับ” เคลแมนกล่าว “อาหารในโลกแห่งความเป็นจริงอาจดูไม่สวยงามในบางครั้ง แต่อาหารทุกชนิดในโลกของ Cloudy ถูกทำให้สวยขึ้น เหมือนอย่างที่คุณเห็นในโฆษณา ดังนั้น แม้ว่าแบบดีไซน์ดั้งเดิมของผมจะดูเรียบง่าย เป็นเหมือนการเรนเดอร์พวกฟู้ดดิมัลให้อยู่ในหนังสือสำหรับเด็ก เราก็รู้ว่าท้ายที่สุดแล้ว อนิเมเตอร์จะนำภาพเหล่านั้นมาผ่านฟิลเตอร์และมันก็จะออกมาสมจริงมากขึ้น ดูน่ากินและสวยงาม เพียงแต่มันมาพร้อมกับแขน ขา ตาและปากเท่านั้นเองครับ” นับตั้งแต่นั้นมา พวกฟู้ดดิมัลก็มีชีวิตของตัวเอง “มันสนุกมากที่ได้เห็นอนิเมเตอร์ทำงานกับฟู้ดดิมัล”คาเมรอนกล่าวต่อ “เช่นพวกกล้วย พวกเขาลื่นล้มบ่อยมั้ย แล้วแตงกวาดองล่ะ พวกเขาไม่มีขา แต่มีเส้นเล็กๆ ที่ออกมาจากด้านล่าง เหมือนการเดินอยู่บนไม้ถูพื้นสองอัน แล้วตอนที่ฮิปโปมันฝรั่งอ้าปาก ก็จะมีไอน้ำพวยพุ่งออกมา เหมือนมันฝรั่งอบ สำหรับทุกตัวละคร เราพยายามหาวิธีต่างๆ ในการสร้างความเคลื่อนไหวให้กับมัน พวกเขาจะเคลื่อนไหวแตกต่างกันครับ” “ฟู้ดดิมัลเป็นสิ่งที่ฉันชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้” ฟาริสกล่าว “ทั้งแมงมุมชีส ฮิปโปมันฝรั่ง กวางแคนตาลูป การที่พวกเขาสร้างบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวให้กับสัตว์อาหารพวกนี้ทั้งสร้างสรรค์และตลกมากเลยค่ะ” “ผมคิดว่าแบร์รีเป็นตัวละครที่ตลกที่สุดในหนังเรื่องนี้” เฮเดอร์กล่าว “มีฉากหนึ่งที่ฟลินท์พยายามจะระดมพล และแบร์รีก็อยู่ด้านหลังฟลินท์ แปลสิ่งที่ฟลินท์กำลังพูด มันตลกมากจริงๆ” แน่นอน นั่นคือคาเมรอนที่พากย์เสียงแบร์รีในบูธบันทึกเสียง

มีฟู้ดดิมัล 39 ชนิดในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้แก่:

งูเห่าแอปเปิล สัตว์เลื้อยคลานเลือดเย็น ที่มีไส้ผลไม้กรุบกรอบ นกกระจอกเทศกล้วย กล้วยสีเหลืองที่มีขาแบบนกกระจอกเทศ แบร์รี สตรอว์เบอร์รีขี้อาย ที่ผูกมิตรกับฟลินท์และเพื่อนๆ หลังจากที่พวกเขามาถึงเกาะสแวลโลว์ ฟอลส์ที่เปลี่ยนแปลงไป เขาเป็นเด็กตัวน้อยที่น่ารัก! บลูเบอร์รี ลูกพี่ลูกน้องที่ตัวเล็กกว่าของแบร์รี มีตัวสีน้ำเงิน แถมน้ำหวานฉ่ำด้วย! ควายมีทโลฟ ควายมีทโลฟที่มีเขา (แว่นหัวหอมใหญ่) และหนังหนา...ที่ทำจากซอส กบเนย สิ่งมีชีวิตเหมือนกบ ที่ใช้ชีวิตอยู่บนกอแพนเค้กลิลลีในสระอาหารเช้า กวางแคนตาลูป กวางที่มีชีวิตจากแคนตาลูป แคร์รอท เป็นสิ่งมีชีวิตออร์แกนิค สีส้ม ช่างสังเกต ไม่มีอะไรพูดมากนัก แมงมุมชีส ชีสเบอร์เกอร์ ที่แปลงร่างกลายเป็นแมงมุมขาเฟรนช์ฟราย อี๋! ปูเค้ก เค้กวันเกิดที่ฟรอสติ้งเปลี่ยนกลายเป็นกระดอง นกแตงกวา แตงกวาบินได้ พะยูนมะเขือ มะเขือที่กลายร่างเป็นพะยูนในทะเล ฟลามิงโก้มะม่วง มะม่วงที่ถูกเปลี่ยนกลายเป็นนกจากท้องทุ่ง นกค็อกคาเทลผลไม้ นกพันธุ์สวยงาม ที่มีลำตัวเป็นลูกแพร์ ดวงตาเป็นสับปะรด-เชอร์รี และขนเป็นเปลือกกล้วย ฮิปโปมันฝรั่ง มันฝรั่งที่มีลิ้นเป็นเนยและฟันที่เป็นหัวหอมเล็ก อาศัยอยู่ในน้ำ ฮ็อตด็อก ตัวละครสุดฮาที่ใช้ชีวิตอยู่ในโรงหนังไดรฟ์อินของสแวลโลว์ ฟอลส์ ชื่นชอบการซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป้ายบิลบอร์ด ผึ้งเยลลี เยลลีหลากสีสันที่มีปีกและเหล็กไน...ระวังให้ดี! แมงกะพรุน แซนด์วิชรสโปรดในวัยเด็ก ที่มีหนวดเป็นเนยถั่วและเยลลี นกกีวี ผลไม้สีเขียวที่ถูกเปลี่ยนกลายเป็นนกตัวจิ๋ว ต้นหอม ผักมีชีวิต ที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และเติบโตจากหลอดไฟ...แถมอันตรายอีกต่างหาก หนูมะนาว มะนาวเปรี้ยวสีเหลืองที่อยู่ด้วยกันเป็นฝูง มาร์ชเมลโลว์ เวอร์ชันเป็นมิตรของขนมหวานปุกปุยสีขาว วอลรัสเนื้อ ลูกชิ้นเนื้อทีมีเบรดสติ๊กเป็นงา มีเส้นพาสต้าเป็นหนวดและมีเท้าเป็นเส้นพาสต้าที่ผูกเป็นโบว์ ยุงปีกขนมปัง ขนมปังปิ้งสีน้ำตาล ที่มีดวงตาเป็นเรซินและมีจะงอยปากเป็นแท่งซินนามอน แตงกวาดอง หนึ่งในเผ่าพันธุ์ต่างๆ ของแตงกวาที่มีชีวิต พวกเขามีขนาดที่หลากหลายและนิสัยที่แตกต่างกัน รวมถึงดิลล์ ซอร์และสวีท (สวีทมีสัตว์เลี้ยงเป็นหัวหอมใหญ่ ชื่อว่าเพิร์ล) ชิ้นเค้ก เค้กช็อคโกแลต ที่มาพร้อมกับฟรอสติ้งสีชมพู และทัศนคติแบบไม่แคร์สิ่งใด พิซซาแมน พิซซาเป็ปเปอโรนีชิ้นใหญ่ ที่มีแขน ขา...และนิสัยขี้หงุดหงิด น้ำเต้า   สิ่งมีชีวิตในตำนานที่ใช้ชีวิตอยู่บนภูเขา ที่สร้างจาก...น้ำเต้า กุ้งแพนซี ชิมแพนซีที่มีแขนและร่างเป็นกุ้ง สตอว์เบอร์รี เผ่าพันธุ์ของแบร์รี มีรูปทรง ขนาดและทัศนคติที่แตกต่างกันออกไป แกะซูชิ แกะผู้อ่อนโยน ที่ในตัวผสมผสานไปด้วยกุ้ง แคร์รอท แตงกวา ปู อโวคาโดและข้าวเหนียว จระเข้ทาโก้ อาหารจากลาติน อเมริกาที่เปลี่ยนกลายเป็นสัตว์กินเนื้อประจำน่านน้ำ สวัสดีนะ! มะเขือเทศ ก็แค่มะเขือเทศ... ช้างแตงโม สิ่งมีชีวิตที่กำเนิดจากผลไม้ประจำฤดูร้อน..และลูกๆ ขนมยัดไส้ป่า ขนมจากยุโรปตะวันออกเวอร์ชันที่อาศัยอยู่ในป่า หัวหอมเล็กป่า สัตว์กินพืชยุคดึกดำบรรพ์ที่อ่อนโยน มีชีวิตเกิดจากหอมหัวเล็กใบยาวสีเขียว ต้นบีทป่า เก้งแอฟริกันในเวอร์ชันหัวบีทสีแดง

เกี่ยวกับงานสร้าง

งานสร้าง Cloudy with a Chance of Meatballs 2 เริ่มต้นจากภาคแรก ทั้งในเรื่องของลุคและบุคลากร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ในการสร้างโลกของ Cloudy 2 ให้สอดคล้องกับภาคแรก คาเมรอนและเพิร์นได้เรียกใช้งานผู้ออกแบบงานสร้าง จัสติน เค. ธอมป์สัน, ซูเปอร์ไวเซอร์อาวุโสฝ่ายอนิเมชัน ปีเตอร์ แนชและซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ ปีเตอร์ จี. ทราเวอร์ส ให้กลับมารับหน้าที่เดิมเบื้องหลังกล้องอีกครั้ง ผู้ออกแบบงานสร้าง จัสติน เค. ธอมป์สัน เป็นผู้รับผิดชอบวิสัยทัศน์และลุคโดยรวมของภาพยนตร์เรื่องนี้ ในนามของผู้กำกับ “ภาคแรกมีดีไซน์ที่เพ้อฝันมากๆ มันเป็นสไตล์ที่เรียบง่าย อาศัยเท็กซ์เจอร์และสีสัน แทนที่จะเป็นรายละเอียดที่ถี่ยิบ การออกแบบรูปทรงและตัวละครถูกทำให้เรียบง่ายขึ้น ทุกอย่างจะมีลักษณะอสมมาตร มันมีเสน่ห์มากๆ เหมือนกับได้อยู่ในหนังสือสำหรับเด็กเลยครับ” ธอมป์สันกล่าว นั่นเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับ Cloudy 2 แม้ว่าภาคใหม่นี้จะต้องใช้โลเกชันใหม่ๆ ก็ตาม “ภาคแรกจริงๆ แล้วมีสโคปค่อนข้างเล็ก มันมีช็อตแบบมีเดียม มีการโคลสอัพ มีแอ็กชันของตัวละคร แต่ในภาคนี้ มันมีไวด์ช็อตจำนวนมาก มันเป็นภูมิประเทศที่เหลือเชื่อ และทุกครั้งที่พวกเขาไปยังโลเกชันใหม่ๆ เราก็สร้างฉากใหม่ขึ้นมาครับ” สถานที่แรกคือเมืองซานฟรานโฮเซ ที่ฟลินท์ได้รับการคัดเลือกตัวจากเชสเตอร์ วี “มันเป็นส่วนผสมระหว่างซานฟรานซิสโกและซิลิคอน วัลลีย์ครับ” ธอมป์สันกล่าวต่อ “ไลฟ์ คอร์ป เป็นการเสียดสีวัฒนธรรมกูเกิลหรือแอปเปิล ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีลักษณะเหมือนแคมปัสครับ ตึกหลังนั้นใหญ่กว่าเมืองทั้งเมืองที่เขาโตขึ้นมาเสียอีก ในตอนแรก เคร็ก เคลแมนได้คิดไอเดียของการทำให้เชสเตอร์มีหัวแบบหลอดไฟ เราก็เลยเริ่มสงสัยว่า จะเป็นยังไงถ้าเราทำให้ไลฟ์ คอร์ปเป็นหลอดไฟดวงใหญ่ดวงหนึ่งน่ะครับ” “หลอดไฟเป็นสัญลักษณ์ของไลฟ์ คอร์ปเพราะมันเป็นบริษัทไอเดียครับ” เพิร์นกล่าว “คนที่ฉลาดที่สุดในโลกต่างก็มารวมตัวกันอยู่ที่นั่น มันเป็นที่ที่คนเก่งที่สุดและฉลาดที่สุดอยากจะมาทำงานด้วย ทุกอย่างถูกเตรียมไว้พร้อมสรรพ พวกเขามีสระปลาโลมา มีเบเกอรีอบคุ้กกี้ สนามวอลเลย์บอย มีร้านกาแฟตั้งอยู่ทุกๆ สิบฟุต มันเป็นวิธีการเย้าแหย่ซิลิคอน วัลเลย์แบบเบาะๆ ของเราน่ะครับ” “เราใช้สีสันที่สว่างมกๆ และพยายามทำให้มันเป็นแนวตั้งมากกว่าภาคแรก เพื่อสร้างความรู้สึกสูงส่งให้กับสถานที่แห่งนี้ ว่ามันเป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจครับ” ธอมป์สันกล่าว “มันเป็นที่ที่ฟลินท์สามารถไขว่คว้าความฝันที่เขามีมาตลอดชีวิต นั่นคือการเป็นนักประดิษฐ์ยิ่งใหญ่ ผู้สามารถทำให้โลกนี้เป็นสถานที่ที่ดีขึ้นครับ” หลังจากนั้น ตัวละครก็ได้กลับมาสู่สแวลโลว์ ฟอลส์อีกครั้ง แต่สำหรับทีมงาน ความเปลี่ยนแปลงที่ FLDSMDFR ทำให้เกิดกับเกาะแห่งนี้ หมายถึงการออกแบบโลเกชันใหม่ทั้งหมด ธอมป์สันกล่าวว่า ผู้กำกับ, คาเมรอนและเพิร์น ต่างก็รู้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาต้องการอะไร “พวกเขาไม่ต้องการป่าสีเขียว แต่พวกเขาอยากให้มันรู้สึกเหมือนเป็นสถานที่ที่ไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อน” “ดังนั้น โคดี้กับคริสก็เลยขอให้เราใช้อาหารจริงๆ เป็นแรงบันดาลใจสำหรับโลเกชันทั้งหมดของเรา” เขาอธิบาย “ผู้กำกับศิลป์ เดฟ บลีช และผมเริ่มหั่นผัก ผลไม้ และมองดูรูปทรงและลวดลายด้านใน มันทำให้เราได้ภาษารูปทรงและสีสันที่จัดจ้านของเรามา มันทำให้เรามีพื้นที่ที่จะสนุกและใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบของเรา” นั่นเป็นเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น “นอกจากนั้น พวกเขายังอยากได้ป่าที่ยิ่งใหญ่ด้วย” ธอมป์สันอธิบายว่า “ดังนั้น ผมก็เลยเดินเข้าไปในสวนผัก และวางกล้องแฮนด์เฮลด์ลงบนพื้น และสิ่งที่ผมเห็นคือผักและผลไม้มีรูปทรงที่น่าสนใจจริงๆ เกือบทุกชนิดถูกปกคลุมด้วยขนบางอย่าง มันเป็นเท็กซ์เจอร์ที่คุณจะไม่เห็นในพืชที่ขนาดใหญ่กว่า และเราก็พบว่าเมื่อเราขยายขนาดของมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนที่เราเริ่มเข้าสู่ภาพ 3D มันก็เวิร์คจริงๆ” ไม่เพียงเท่านั้น เช่นเดียวกับที่ผู้ออกแบบงานสร้างสามารถทำอะไรสารพัดได้กับฉากเยี่ยมๆ ธอมป์สันและทีมงานของเขาก็สามารถช่วยบอกเล่าเรื่องราวผ่านทางดีไซน์ของพวกเขาได้เช่นกัน “เราใช้ป่าเป็นแบ็คดร็อปสำหรับสภาพจิตใจของตัวละคร” เขากล่าว “เราทำงานร่วมกับปีเตอร์ จี. ทราเวอร์ส ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์จากโซนี พิคเจอร์ส อิเมจเวิร์คส์ ในการสร้างฉากขึ้นมา เพื่อที่เราจะสามารถเปลี่ยนสีสันได้ตามใจ ถ้าเราอยากให้ฉากนั้นรู้สึกแฮปปี้หรือเศร้า เราก็สามารถใช้ต้นไม้แบบเดิม และเปลี่ยนเพียงแค่สีเท่านั้นเอง” ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งคือการเพิ่มความหลากหลายให้กับลุคของเรื่อง “ไม่มีฉากไหนเหมือนกันเลยครับ” เขาตั้งข้อสังเกต “เมื่อคุณดูหนังเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ มันก็จะให้ความรู้สึกเหมือนคุณเดินผ่านสเปร็คตรัมสีตลอดเวลา สำหรับเรา สีสันบอกเล่าเรื่องราวได้จริงๆ ครับ” แน่นอนว่าทีมออกแบบงานสร้างยังสามารถนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาได้ด้วยการวางอาหารภายในภูมิประเทศนั้นๆ อย่างรอบคอบ แต่ละพื้นที่บนเกาะแห่งนี้ต่างก็มีธีมของตัวเอง “เรามีส่วนของอาหารเช้าวันอาทิตย์ ที่มีแพนเค้กและไข่ มีส่วนของอาหารเม็กซิกัน มีส่วนอาหารค่ำสเต็คและมันฝรั่ง และก็มีอาหารหวาน ในภูเขาร็อคแคนดี้ขนาดใหญ่ครับ” ว้าว ของหวาน “ในภาคแรก ซูเปอร์ไวเซอร์ 3D บอกว่าด้วยต้นแบบเยลลี เราได้สร้างฉากที่ยากที่สุดเท่าที่เคยถูกสร้างมาในระบบ 3D แล้ว ในภาคนี้ เรากลับสามารถสร้างฉากที่ซับซ้อนกว่าเดิมอีก นั่นคือการสร้างร็อคแคนดี้ครับ” ธอมป์สันกล่าว “มันมีคริสตัลขนาดใหญ่ ที่น้ำตกไหลผ่าน และตัวละครก็เดินลุยน้ำไป มันมีอะไรต่อมิอะไรเกิดขึ้นมากมาย มีประกายระยิบระยับเต็มไปหมด และแน่นอนครับ เราก็ต้องควบคุมทุกอย่าง แม้กระทั่งประกายระยิบระยับนั่น” พวกอนิเมเตอร์ได้สร้างการแสดงสำหรับตัวละครบนหน้าจอ เพื่อที่ตัวละครแต่ละตัวจะมีการเคลื่อนไหวและการแสดงอารมณ์ออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน ปีเตอร์ แนช ซูเปอร์ไวเซอร์อาวุโสฝ่ายอนิเมชัน ได้ดูแลทีมที่รับมือกับความท้าทายนั้น “เรามีอาชีพสร้างการเคลื่อนไหวครับ” เขากล่าว “มันเป็นสิ่งที่สนุกที่สุดสำหรับเรา เราจะทำให้การเคลื่อนไหวสนุกสนานและถ่ายทอดอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้นได้ยังไง” แนชกล่าวว่า ความท้าทายแรกใน Cloudy 2 คือการทำให้มันรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งและส่วนเดียวกันของสิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อน “เราตั้งใจมากๆ ที่จะทำให้ทุกอย่างให้ความรู้สึกสมจริงกับโลกในภาคแรก” เขากล่าว “ในหนังเรื่องนั้น เราต้องคิดประดิษฐ์สไตล์ขึ้นมา มาในครั้งนี้ เรามีคอนเซ็ปต์ใหม่บางอย่างหรือได้ลองสิ่งที่ต่างออกไปเล็กน้อย แต่เราก็อยากให้ทั้งหมดอยู่ภายใต้กรอบภาษาที่เราสร้างเอาไว้แล้วครับ” หลังจากได้ทำงานในภาคแรกมาแล้ว แนชก็มีบทบาทสำคัญในการออกแบบลักษณะการเคลื่อนไหวของตัวละครที่กลับมาในภาคนี้อีกครั้ง ซึ่งรวมถึงเอิร์ล ผู้เป็นตำรวจด้วย “เขาเป็นสุดยอดตำรวจในเมือง ที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย” เขากล่าว “เขาอยากใช้ความสามารถทั้งหมดของเขาแต่กลับไม่มีงานอะไรให้เขาใช้ความสามารถเลย เขาก็เลยเต็มไปด้วยพลังงานที่ถูกเก็บเอาไว้ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเหมือนการกระโดดสปริงตัว และทุกครั้งที่เขาหยุด มันก็เหมือนการเหยียบเบรคเลยครับ” แน่นอนว่าตัวละครใหม่หมายถึงอนิเมชันใหม่ และการสร้างตัวละครใหม่ก็ต้องอาศัยการลองผิดลองถูกหลายครั้ง เพื่อให้ได้การแสดงที่เหมาะสม นั่นเป็นเรื่องจริงที่สุดโดยเฉพาะสำหรับการแสดงของเชสเตอร์ วี “เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดตัวละครใหม่ขึ้นมาได้ เราก็จะทดสอบการแสดงทั้งหลายทั้งปวงกับพวกเขาเพื่อหาคำตอบว่าคอนเซ็ปต์ไหนเวิร์คที่สุด บุคลิกของเชสเตอร์เป็นกูรูยุคใหม่ ที่สดใส แฮปปี้และมองโลกในแง่ดี แต่มันก็เท่านั้นล่ะ เพราะเขาใช้คุณสมบัติเหล่านั้นในการบงการคนอื่นครับ” แนชกล่าวว่า เพื่อนำเสนอเรื่องนั้น อนิเมเตอร์ก็ได้ทำให้เชสเตอร์เป็นคนที่สง่างามและเลิศหรู “เขามีอำนาจควบคุมร่างกายตัวเองเหมือนกับพวกแดนเซอร์ครับ” แนชกล่าว “ทุกครั้งที่เขาพูด มันเป็นการที่เขาแสดงสิ่งที่เขาคิดเอาไว้ล่วงหน้าในหัว เขาสามารถแยกส่วนต่างๆ ของร่างกายเขาให้เคลื่อนไหวในแบบที่เป็นไปไม่ได้ในบางครั้ง มันถูกออกแบบมาเพื่อรองรับแรงกระแทกแบบสุดๆ ในทางกลับกัน บาร์บ ลิงอุรังอุตังที่มีสมองมนุษย์ภายในสมองลิงของเธอ กำลังเจอภาวะวิกฤติทางด้านตัวตนของเธอ “เธอพยายามที่จะเพิกเฉยคุณสมบัติที่เหมือนลิงของตัวเองและแสดงตัวให้เหมือนมนุษย์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เธอทำเวอร์เกินเหตุด้วยการทำตัวเรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้ว แต่ไม่นานเธอก็ลืมตัว มีบางเวลาที่เธอจะเดินด้วยมือ และรู้สึกอายขึ้นมาครับ” แน่นอนว่าตัวละครใหม่ตัวอื่นๆ คือพวกฟู้ดดิมัล หลังจากที่พวกฟู้ดดิมัลถูกออกแบบขึ้นมา ไม่ว่าจะด้วยการทดสอบหั่นสตรอว์เบอร์รีและแตงกวาดองจริงๆ ของคาเมรอน หรือผ่านทางการระดมความคิดสุดฮาของเคลแมน มันก็เป็นหน้าที่ของแนชและทีมงานของเขาที่จะออกแบบการเคลื่อนไหวใหม่เอี่ยมให้กับฟู้ดดิมัลแต่ละตัว “ลักษณะที่ตัวละครถูกออกแบบขึ้นเป็นอะไรที่ตลกมาก แมงมุมที่เป็นชีสเบอร์เกอร์ ที่มีขาเป็นเฟรนช์ฟราย ปรากฏตัวไปทั่ว และมันก็มีรายละเอียดมากมาย มันตลกมากๆ เราก็เลยตัดสินใจว่า ถ้าดีไซน์เป็นเรื่องตลกล่ะก็ เราก็ต้องทำให้การเคลื่อนไหวสมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าเราสร้างภาพอนิเมชันของมันแบบเบาๆ เหมือนการ์ตูน มันก็คงไม่ตลกเท่าไหร่ เราก็เลยใช้สไตล์วิชวล เอฟเฟ็กต์ ที่สมจริงมากๆ และมีน้ำหนักมากๆ มันอาจจะเป็นชีสเบอร์เกอร์ ที่มีขาเป็นเฟรนช์ฟรายก็จริง แต่เราก็อยากให้มันน่าเชื่อด้วย” ไม่ใช่แค่น่าเชื่อ แต่ยังน่าอร่อยด้วย “หนึ่งในกฎของเราในภาคแรกคืออาหารจะต้องดูอร่อยเสมอ” เพิร์นกล่าว “เราพยายามจะรักษากฎนั้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราให้แสงฉากหรือใส่ตัวละครใหม่เข้าไปในโลกใบนั้น มันก็จะเป็นเวอร์ชันที่อร่อยที่สุดของตัวละครตัวนั้น แมงมุมชีสอาจจะน่ากลัวก็จริง หรือคุณอาจจะอยากรักแบร์รี แต่คุณก็ยังอยากจะกินพวกเขาด้วยเพราะพวกเขาดูน่ากินมากๆ” ไม่ใช่สัตว์ทุกตัวที่เป็นอันตราย ฟู้ดดิมัลที่แนชชื่นชอบคือครอบครัวแตงกวาดองที่ทิม ล็อควู้ดรับอุปการะและแบร์รี ที่เป็นสตรอว์เบอร์รี ผู้นำทางฟลินท์และพรรคพวกเดินทางในสแวลโลว์ ฟอลส์โฉมใหม่ และอนิเมเตอร์ก็สนุกสานกับการสร้างความรู้สึกให้ตัวละครเหล่านี้ผ่านทางการเคลื่อนไหว “สำหรับแตงกวาดอง เราพยายามจะนำเสนอไอเดียที่ว่าพวกเขามีชีวิตขึ้นมาได้ไม่นานเท่าไหร่ พวกเขายังไม่รู้วิธีการเคลื่อนไหวเลย” เขากล่าว “พวกเขาเป็นเหมือนแมวป่า ที่ดูแปลกประหลาดและคาดเดาไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็น่ารักมาก พวกเขามีความตั้งใจดีครับ” “ในทางกลับกัน แบร์รีฉลาดมากๆ” แนชกล่าว “เขาสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมรอบด้าน สามารถเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นลูกบอล ที่กระเด้งกระดอนได้ตามใจ เขาสามารถม้วนตัวและโผล่ไปอยู่ที่อื่น วิ่ง วิ่ง วิ่งข้ามขอนไม้ แล้วกระเด้งกระดอนไปที่อื่นอีกได้ครับ” ปีเตอร์ จี. ทราเวอร์ส ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ ได้ดูแลทีมงาน 150 ชีวิตที่โซนี พิคเจอร์ส อิเมจเวิร์คส์ เขาตั้งข้อสังเกตว่า ในภาพยนตร์อนิเมชัน “ทุกช็อตในหนังจะเป็นดิจิตอล” เขากล่าว ดังนั้น การทำหน้าที่ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ในภาพยนตร์อนิเมชันก็หมายถึงการมีหน้าที่รับผิดชอบมากกว่าในภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชัน “มันมีทั้งเรื่องของการพัฒนาตัวละคร สิ่งแวดล้อม การให้แสงทุกช็อต การลงสี แล้วก็มีเรื่องของเอฟเฟ็กต์อนิเมชัน และการจัดองค์ประกอบภาพอีก เรียกได้ว่าเรารับผิดชอบดูแลทุกพิกเซลเลยครับ” สำหรับทราเวอร์สและทีมงาน ช็อตที่ยากที่สุดคือฉากที่ตัวเอกของเราได้เจอกับฟู้ดดิมัลครั้งแรก “ฟู้ดดิมัลทุกตัวอยู่ที่นั่น และพวกเขาก็กำลังเล่นน้ำอยู่ น้ำทั้งหมดจะต้องมีการเคลื่อนไหว ดังนั้น ปริมาณข้อมูลมหาศาลนั้นก็เป็นเรื่องที่ท้าทายมากๆ” เขากล่าว “มันเป็นฉากในแบบที่เป็นจริงได้ด้วยความก้าวหน้าด้าน CG เป็นฉากที่ไม่มีทางสร้างขึ้นได้เมื่อสิบปีที่แล้วครับ” เอฟเฟ็กต์โปรดอีกอย่างหนึ่งของทราเวอร์สคือฉากที่เรือของตัวเอกไปตกอยู่ในมะพร้าวลูกใหญ่ “มันเป็นแอ่งกะทิครับ” เขาตั้งข้อสังเกต “และมันก็มีลักษณะที่แตกต่างจากน้ำ เพราะมันจะเหนียวหนืดกว่าครับ” ถ้ากะทิเหนียวหนืดกว่าล่ะก็ บึงอาหารเช้าของเรื่องก็คงหนืดซะยิ่งกว่าหนืด เพราะมันเกิดขึ้นจากเมเปิล ไซรัป ซึ่งนำไปสู่คำถามที่น่าสนใจที่ว่า ไซรัปเหนียวกว่าน้ำกี่เท่า มันจะมีลักษณะอย่างไร และมีทางเดียวเท่านั้นที่พวกเขาจะหาคำตอบได้ “เราซื้อเมเปิลไซรัปมามากมาย แล้วเราก็เทมันลงบนกระทะอันใหญ่ แล้วก็สาดมันไปรอบๆ เพื่อดูว่ามันจะมีลักษณะยังไงน่ะครับ” ทราเวอร์สกล่าว เช่นเดียวกับที่ทีมออกแบบงานสร้างจะต้องสร้างฉากใหม่ๆ สำหรับโลเกชันแต่ละแห่งเรื่อง ทีมงานของทราเวอร์สก็ต้องปรับงานของพวกเขาให้เหมาะกับแต่ละฉากด้วย “เราอยากได้สิ่งแวดล้อมที่หลากหลาย เหมือนกับพวกเขากำลังเดินทางผ่านส่วนที่เป็นป่าดิบชื้นของเกาะ หรือแอ่งน้ำ หรือทะเลทราย แล้วบริเวณเหล่านั้นก็จะรองรับสไตล์อาหารบางอย่างด้วย เขากล่าวว่า “พวกมันจะต้องมีสไตล์ เอฟเฟ็กต์ อนิเมชัน แสงและการลงเงาที่เฉพาะเจาะจง แม้กระทั่งโมเดลในการเรนเดอร์ก็แตกต่างกันมากๆ ครับ” การสร้างสิ่งแวดล้อมทำให้ทีมงานเรนเดอร์ต้องทำการค้นคว้าข้อมูลอย่างหนัก “เราอยากให้ป่ามีการเรืองแสงของสิ่งมีชีวิต” ทราเวอร์สตั้งข้อสังเกต “เราก็เลยทำการค้นคว้าอย่างหนักเพื่อศึกษาการเรืองแสงของสิ่งมีชีวิตในสไตล์ต่างๆ หลังจากนั้น พวกเขาได้ไปซาร์ดีน เซอร์เคิล ล่องไปตามแม่น้ำ ถูกแมงมุมชีสไล่ล่า สิ่งแวดล้อมรอบด้านเต็มไปด้วยสีน้ำเงินและสีม่วงแดง พวกเขาเข้าไปในซัลซา แลนด์ ที่มีสีแดงและเขียว แล้วก็บึงอาหารเช้า ก่อนจะไปลงเอยอยู่ที่ภูเขาร็อคแคนดี้ขนาดใหญ่ นั่นเป็นสิ่งที่สนุกเหลือเกิน เพราะสิ่งแวดล้อมพวกนี้เป็นของใหม่ทั้งหมดครับ ลุคของมันอาจจะเป็นอะไรก็ได้ตามที่เราต้องการครับ”

อยู่รออาหารหวาน: ช่วงเอนด์เครดิต

สำหรับเอนด์เครดิต ทีมผู้สร้างต้องการทำในสิ่งที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่จะสามารถถ่ายทอดจิตวิญญาณของภาพยนตร์เรื่องนี้และแสดงเอกลักษณ์ของเรื่องออกมาได้ งั้นถ้าเป็นซีเควนซ์ที่ก้าวข้ามเอนด์เครดิต 2D แบบดั้งเดิม ด้วยการใช้แฟลช อนิเมชัน 2D อนิเมชัน CG สต็อปโมชัน หุ่นเชิด ในซีเควนซ์สุดสนุกที่เนรมิตชีวิตให้กับฟู้ดดิมัลทั้งหลายในรูปแบบใหม่ล่ะ? ในการวางแผนซีเควนซ์ ผู้กำกับโคดี้ คาเมรอนและคริส เพิร์น รวมทั้งผู้ออกแบบงานสร้างจัสติน เค. ธอมป์สันได้คุยกับเคร็ก เคลแมน ผู้ทำหน้าที่ออกแบบฟู้ดดิมัล เชสเตอร์และบาร์บ “ในตอนแรก โคดี้ คริส จัสตินและผมได้คุยกันถึงไอเดียเกี่ยวกับสื่อและสไตล์ต่างๆ ที่เราสามารถทดลองเพื่อทำให้ซีเควนซ์ของเราแตกต่างจากเอนด์เครดิตของภาคแรก” เคลแมนกล่าว “เราควรจะสร้างมันด้วยตัวละครคอสตูม หรือหุ่นเชิด หรือสต็อปโมชันดีล่ะ เราชอบไอเดียทั้งหมดนี่ แต่เราควรจะทำแบบไหนดีล่ะ ในตอนที่พีท ออสวัลด์ เพื่อนนักออกแบบของผมและผมเริ่มมองดูทุกอย่างที่เราสร้างสตอรีบอร์ดขึ้นมา เราก็คิดว่า ‘เราน่าจะทำมันซะทั้งหมด โดยเริ่มต้นจากแฟลช อนิเมชัน 2D แล้วก็สร้างฉากสต็อปโมชัน ฉาก CG และฉากหุ่นเชิดขึ้นมา’ แปลกมากที่ทุกคนตอบตกลง และผมกับพีทก็มีอำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จเหนือที่ที่เราจะใช้สื่อแต่ละประเภทและสิ่งที่เราต้องการสำหรับแต่ละฉากครับ” เคลแมนและออสวัลด์ได้ร่วมงานกับสกรีน โนเวลตี้ส์ในการเนรมิตชีวิตให้กับซีเควนซ์นี้ “พวกเขาเป็นบริษัทสต็อปโมชันก็จริง แต่พวกเขาก็ทำได้ทุกอย่าง” เคลแมนกล่าว “พวกเขาเคยทำงานสารพัดมาแล้ว ตั้งแต่ ‘Robot Chicken’ ไปจนถึง ‘Celebrity Death Match’ โฆษณาเงินล้าน และรายการพิเศษช่วงคริสต์มาสของ Spongebob ผมรู้จักพวกเขามาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่ครั้งสุดท้ายที่เราได้ร่วมงานกันก็เมื่อ 12-13 ปีมาแล้ว และนับตั้งแต่นั้นมา เราก็มองหาโปรเจ็กต์ที่เราจะได้ร่วมงานกันอีกครั้ง” ซีเควนซ์ที่วิจิตรบรรจงแสดงให้เห็นถึงข้อดีของการวางแผนล่วงหน้า แม้ว่ามันจะต้องใช้เวลาวางแผนสตอรีบอร์ดและการเสนอเพื่อรับการอนุมัตินาน 18 สัปดาห์ ซีเควนซ์นี้กลับใช้เวลาออกแบบ สร้างอนิเมชัน และจัดองค์ประกอบภาพตั้งแต่ต้นจนจบเพียงแค่ 12 สัปดาห์เท่านั้นเอง นอกจากนี้ เคลแมนยังมีโอกาสได้ปลุกชีพให้กับฟู้ดดิมัลตัวโปรดของเขา ที่ไม่ได้ปรากฏในฉบับสมบูรณ์ของเรื่องอีกด้วย “กระทิงมัทโซเป็นตัวละครโปรดของผม อาจจะเป็นเพราะผมเป็นยิวก็ได้” เขากล่าว “แต่ผมยังชอบไทแรนโนเอสมอร์ เมส ซึ่งเป็นทีเร็กซ์ที่มาจากเอสมอร์ด้วย ซีเควนซ์นี้ถูกเซ็ทไว้คู่กับทำนองเพลง “La Da Dee” ซึ่งเป็นซิงเกิลที่ขับร้องโดยโคดี้ ซิมป์สัน ลีอา วอลแล็ค ประธานบริษัทเวิลด์ ไวลด์ มิวสิคภายใต้โซนี มิวสิค กล่าวว่า “’La Da Dee’ เป็นเพลงสนุกสดใส ที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับตอนจบของ Cloudy with a Chance of Meatballs 2 โคดี้เป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์และวิเศษสุด ที่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับทั้งเด็กๆ และพ่อแม่ของพวกเขา เขาเหมาะกับโลกของหนังเรื่องนี้อย่างมากครับ”

เกร็ดน่ารู้ 

เกี่ยวกับทีมนักพากย์ 

  • วิลล์ ฟอร์เต้ ผู้พากย์เสียง เชสเตอร์ วีใน Cloudy with a Chance of Meatballs 2 เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Cloudy อยู่แล้ว เพราะเขาเคยพากย์เสียงคาเมโอบทโจ ทาวน์ในภาคแรก
  • เทอร์รี ครูว์สและลูกๆ เป็นแฟนของภาพยนตร์ภาคแรก ตอนที่เขาบอกลูกๆ ว่าเขาจะพากย์เสียงเอิร์ล พวกเขาก็บอกเขาว่า “อย่าทำพลาดนะ!”
  • เคิร์สเตน ชอลเป็นตัวเลือกแรกของผู้กำกับสำหรับบทลิงอุรังอุตัง บาร์บ เพราะพวกเขาเขียนบทนี้และสร้างตัวละครตัวนี้ขึ้นมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ
  • ผู้กำกับโคดี้ คาเมรอนได้พากย์เสียงเป็นงานเสริมเพื่อความสนุกสนาน เขาพากย์เสียงลูกหมูสามตัวและพิน็อคคิโอในแฟรนไชส์ Shrek รวมถึงมิสเตอร์วีนนีย์ในแฟรนไชส์ Open Season ใน Cloudy with a Chance of Meatballs 2 เขาได้พากย์เสียง แบร์รี สตรอว์เบอร์รี เขาใช้ไดอะล็อคจริงๆ ที่เขาแปลให้เป็น “ภาษาแบร์รี” เพื่อทำให้แน่ใจว่าโทนและอารมณ์ของแบร์รีจะออกมาเหมาะสม หลังจากนั้น ก็มีการดัดแปลงเสียงของเขาในคอมพิวเตอร์เพื่อทำให้เสียงของเขาสูงขึ้น

นวัตกรรมด้านเทคนิค และสไตล์ 

  • มีการพัฒนา CRowd Asset Management (CRAM) ขึ้นมาโดยโซนี พิคเจอร์ส อิเมจเวิร์คส์ เพื่อใช้ใน Hotel Transylvania แต่มันก็ถูกพัฒนามากขึ้นไปอีกเพื่อ Cloudy with a Chance of Meatballs 2 ซีเควนซ์ในไลฟ์ คอร์ปและซานฟรานโฮเซจำต้องอาศัยระบบที่ทันสมัยมากขึ้น ที่สามารถเติมผู้คน 8,000 ชีวิตให้เต็มห้องประชุมของไลฟ์ คอร์ปได้ ระบบนี้ถูกใช้บนเกาะสแวลโลว์ ฟอลส์ ที่มันช่วยให้อนิเมเตอร์สามารถสร้างฝูงฟลามิงโก้มะม่วงขึ้นมาได้
  • บาร์บเป็นตัวละครที่ซับซ้อนถึงขนาดที่ว่านักวาดภาพจะต้องสร้างซิมูเลชันสี่แบบเพื่อช่วยให้ท้อง เสื้อกั๊ก ผมและมือ เคลื่อนไหวตามหลักฟิสิกส์ของโลกแห่งความเป็นจริง ยกตัวอย่างเช่น ท้องของเธอจะต้องกระเพื่อมในลักษณะที่แตกต่างจากเสื้อที่เธอสวมใส่อยู่
  • แบ็คกราวน์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกทำให้ดูราวกับว่ามันถูกวาดขึ้นด้วยมือ ทีมเอฟเฟ็กต์ได้ใช้ "Depth Styling" ในการจำลองภาพวาด 2D ขึ้นมาในโลก CG เพื่อให้มันดูราวกับว่าผู้ชมกำลังเดินทางในภาพวาด
  • ผู้ออกแบบงานสร้าง จัสติน เค. ธอมป์สัน ได้ใช้เวลาหนึ่งวันในการวาดภาพระบายสีร่วมกับทีมงานศิลป์และออกแบบงานสร้าง และผู้กำกับเพื่อสร้างแนวสี แปรงและเท็กซ์เจอร์ ที่จะถูกใช้สำหรับแบ็คกราวน์สุดท้ายของเรื่อง 
 ฟู้ดดิมัล
  • มีการสร้างฟู้ดดิมัล 39 ชนิดจนถึงปัจจุบัน
  • อนิเมเตอร์ได้พิจารณากุ้งจริงๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิง เพื่อคิดหาคำตอบว่า กุ้งแพนซีจะใช้หางแทนมือได้อย่างไร
  • ดวงตา 203 ดวงของแมงมุมชีสถูกบังคับแบบแยกกัน ในการสร้างลุคที่เหมาะสม อนิเมเตอร์ได้จำแนกและศึกษาองค์ประกอบของชีสเบอร์เกอร์จริงๆ ซึ่งรวมถึงความโปร่งแสงของผักกาดแก้ว ความสว่างของมัสตาร์ด และพื้นผิวของชีส
  • ซีเควนซ์บึงอาหารเช้าแพนเค้กมียุงปีกขนมปังหลายร้อยตัว
สำหรับแบร์รี ทุกเมล็ดและทุกเส้นแบ่งที่มีเมล็ดด้านในจะต้องถูกสร้างขึ้นแยกกัน นอกจากนี้ เขายังมีขนเส้นเล็กๆ ตามก้านเล็กๆ ของเขา เพื่อทำให้ภาพโคลสอัพของเขาดูสมจริงด้วย
  • มีการห้ามดูอนิเมชันช่วงเวลาอาหารกลางวัน เพราะอาหารจริงๆ จะทำให้สมาธิของพวกเขาไขว้เขว อนิเมเตอร์ถึงกับศึกษาลักษณะที่แสงลอดผ่านเมล็ดข้าวในซูชิของพวกเขา ด้วยความสงสัยว่าพวกเขาจะสามารถพัฒนาลุคของแกะซูชิได้รึเปล่า
 เรื่องราว
  • ทีมผู้สร้างและผู้ออกแบบงานสร้าง จัสติน เค. ธอมป์สัน ได้เดินทางสามวันไปยังซานฟรานซิสโก เพื่อหาแรงบันดาลใจสำหรับการออกแบบซานฟรานโฮเซ
อาคารต่างๆ
  • ไลฟ์ คอร์ปมีความสูง 2,248.36 ฟุต ซึ่งสูงเป็นสองเท่าของหอคอยไอเฟล และ 1.5 เท่าของตึกเอ็มไพร์ สเตท
  • สำนักงานใหญ่ของไลฟ์ คอร์ปใหญ่กว่าซานฟรานโฮเซทั้งเมือง จริงๆ แล้ว 62% ของซานฟรานโฮเซ สามารถอัดอยู่ในหลอดไฟไลฟ์ คอร์ปได้เลยด้วยซ้ำ!
  • ทีมงานเลย์เอาท์ได้สร้างพื้นที่ 3.8 ไมล์ของซานฟรานโฮเซขึ้นมา ซึ่งรวมถึงอาคาร 458 หลัง ต้นไม้ 137 ต้น รถ 64 คัน ถังขยะ 20 ถัง ไฟข้างถนน 113 ต้น แผงหนังสือพิมพ์ 70 แผงและราวบันได 1,122 ฟุต

ประวัตินักพากย์

นักแสดง มือเขียนบท นักแสดงตลก ผู้อำนวยการสร้างและนักแสดงรีเพอร์ทอรี บิลล์ เฮเดอร์ (ฟลินท์ ล็อควู้ด) เพิ่งเสร็จจากการถ่ายทำซีซันที่แปด ซึ่งเป็นซีซันสุดท้ายของเขาในฐานะหนึ่งในทีมนักแสดงซีรีส์คอเมดีที่โด่งดังทางเอ็นบีซี “Saturday Night Live” เฮเดอร์เดิมมาจากทัลซา, โอกลาโฮมา เขาได้สร้างความประทับใจจากการได้ออกรายการ “Saturday Night Live” ในปี 2005 ด้วยการเลียนแบบคนดังทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น อัล ปาชิโนและวินเซนต์ ไพรซ์ เฮเดอร์ ผู้ได้รับการยกย่องจากนิตยสารนิวยอร์ก ในฐานะ “อาวุธลับใหม่ของ SNL” ได้นำเสนอการลอกเลียนแบบและการเสียดสีด้วยความชำนาญอย่างยิ่งยวด” ในปี 2012 เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในซีรีส์คอเมดีจากผลงานของเขาในซีรีส์ดังกล่าว ปัจจุบัน เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี ปี 2013 ในสาขาเดียวกัน ตารางการทำงานของเฮเดอร์แน่นเอี้ยดตลอดช่วงซัมเมอร์ปี 2007 ซึ่งเริ่มต้นด้วยภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และเสียงวิจารณ์ของจั๊ดด์ อพาโทว์เรื่อง Knocked Up ที่ทำรายได้ไปกว่า 140 ล้านเหรียญในอเมริกา หลังจากนั้น เฮเดอร์ก็ได้แสดงในภาพยนตร์อีกเรื่องของอพาโทว์ในบทตำรวจนอกลู่นอกทางประกบเซธ โรแกนใน Superbad โดยโคลัมเบีย พิคเจอร์ส ซึ่งทำรายได้ในอเมริกาไปกว่า 120 ล้านเหรียญ เฮเดอร์ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในปี 2008 ด้วยการแสดงในบทน้องขายต่างสายเลือดของเจสัน ซีเกลในภาพยนตร์ม้ามืดในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง Forgetting Sarah Marshall นอกจากนี้ เขายังได้รับบทคามีโอที่น่าจดจำในภาพยนตร์แอ็กชัน/คอเมดีเรื่อง Pineapple Express อีกด้วย ปลายปีนั้น เฮเดอร์ได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์คอเมดีช่วงซัมเมอร์เรื่อง Tropic Thunder ในบทร็อบ สโลลอม ผู้บริหารสตูดิโอขี้ขลาดที่ต้องคอยรองรับอารมณ์ของเลส กรอสแมน ประธานสตูดิโอจอมเพี้ยนที่รับบทโดยทอม ครูซ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบีเอฟซีเอ คริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดสาขาคอเมดียอดเยี่ยม  ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับและเขียนบทโดยเบน สติลเลอร์ ผู้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน Tropic Thunder ครองอันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศได้สองสัปดาห์ติดต่อกันและทำรายได้ในอเมริกาไป 110 ล้านเหรียญ เฮเดอร์ร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้กับแจ็ค แบล็ค, โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์., เจย์ บารูเชล, แบรนดอน ที. แจ็คสันและแมทธิว แม็คคอนนาเฮย์รับรางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์บอสตันปี 2008 สาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยม  ในปี 2009 เขาได้กลับมาร่วมงานกับเบน สติลเลอร์อีกครั้งสำหรับภาพยนตร์ยอดนิยมทั่วโลกเรื่อง Night at the Museum: Battle of the Smithsonian ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ไปกว่า 375 ล้านเหรียญทั่วโลก นอกจากนี้ เขายังได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์มิราแมกซ์เรื่อง Adventureland ที่ทำให้เขาได้ร่วมมือกับเกร็ก มอตโตลา ผู้กำกับSuperbad ของเขาแ ละคริสติน วิ้ก เพื่อนร่วมแสดงใน SNL อีกครั้ง นอกจากนั้น เขายังได้รับรางวัลเอ็มมี อวอร์ดในปี 2009 จากผลงานของเขาในฐานะผู้อำนวยการสร้างซีรีส์ “South Park” ทางคอเมดี เซ็นทรัล เฮเดอร์มีผลงานเรื่อง Paul ในปี 2011 ภาพยนตร์อีกเรื่องที่กำกับโดยมอตโตลา ซึ่งเขาได้ร่วมแสดงกับทีมนักแสดงชั้นนำ ที่ประกอบไปด้วยเจน ลินช์, ไซมอน เพ็กก์, ซิเกอร์นีย์ วีฟเวอร์, เจสัน เบทแมน, คริสเตน วิ้กและเซธ โรแกน ผู้พากย์เสียงตัวละครเอก ที่เป็นเอเลียนชื่อ พอล ในปี 2012 เขาได้ร่วมแสดงกับวิลล์ สมิธและทอมมี ลี โจนส์ในภาพยนตร์โดยโซนี พิคเจอร์สเรื่อง Men in Black 3 ซึ่งทำรายได้ไปกว่า 624 ล้านเหรียญทั่วโลก นอกจากนี้ เขายังได้พากย์เสียงตัวละครอนิเมชันมากมาย เช่นฟลินท์ ล็อควู้ดใน Cloudy with a Chance of Meatballs ซึ่งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยมจากเวทีลูกโลกทองคำ, แอนนี อวอร์ด, สมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์บรอดคาสต์และแซทเทิลไลท์ อวอร์ด รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง Ice Age: Dawn of the Dinosaurs, Doogal และ Hoodwinked Too! Hood vs. Evil ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ You, Me, and Dupree และ Hot Rod ปัจจุบัน เขาได้พากย์เสียงภาพยนตร์อนิเมชันโดยดรีมเวิร์คส์เรื่อง Turbo ร่วมกับพอล จิอาแมตติและไรอัน เรย์โนลด์ส และจะได้ร่วมแสดงในคอเมดีโดยซีบีเอส ฟิล์มส์เรื่อง The To Do List ที่เขียนบทและกำกับโดยแม็กกี้ แครีย์ ภรรยาของเขา และร่วมแสดงโดยแอนดี้ แซมเบิร์ก, ราเชล บิลสันและออเบรย์ พลาซา นอกจากนี้ เขายังได้แสดงประกบแลร์รี เดวิด, จอน แฮมม์, แดนนี แม็คไบรด์, อีวา เมนเดส, เคท ฮัดสันและไมเคิล คีย์ตันใน Clear History ที่เปิดตัวทางเอชบีโอในเดือนสิงหาคม ในปี 2014 และ 2015 เขาจะพากย์เสียงภาพยนตร์พิกซาร์เรื่อง The Good Dinosaur และ Inside Out เฮเดอร์ ผู้เป็นอดีตนักแสดงจากเซคคันด์ ซิตี้ ลอสแองเจลิส ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส กับภรรยา แม็กกี้ แครีย์ ผู้กำกับและลูกสาวสองคนของพวกเขา แอนนา ฟาริส (แซม สปาร์คส์) จะแสดงประกบอัลลิสัน แจนนีย์ ในซีรีส์คอเมดีทางซีบีเอสโดยชัค ลอร์เรเรื่อง “Mom” ล่าสุด เธอแสดงเป็นนางเอกประกบซาชา บารอน โคเฮนในภาพยนตร์โดยพาราเมาท์เรื่อง The Dictator และ What’s Your Number โรแมนติกคอเมดีโดยทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ ประกบคริส อีวานส์ ซึ่งเธอควบคุมงานสร้างด้วย ก่อนหน้านี้ ฟาริสได้นำแสดงและอำนวยการสร้างภาพยนตร์ฮิตเรื่อง The House Bunny ในบทเชลลีย์ ดาร์ลิงตัน สาวบันนีเพลย์บอยที่ถูกไล่ออกจากคฤหาสน์และพยายามจะปรับตัวให้เข้ากับชีวิตภายนอก ฟาริสได้ร่วมแสดงกับบิลล์ เมอร์เรย์และสการ์เล็ตต์ โยฮันสันในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์เรื่อง Lost in Translation ให้กับผู้กำกับโซเฟีย คอปโปลา ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านคำวิจารณ์และรายได้เรื่องนี้ทำให้ฟาริสได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของฟาริสได้แก่ I Give It A Year, Observe & Report, Brokeback Mountain ให้กับผู้กำกับ อัง ลี, Smiley Face ให้กับผู้กำกับเกร็กก์ อารากิ, Yogi Bear, Cloudy With A Chance Of Meatballs, Alvin & The Chipmunks: The Squeakquel, Take Me Home Tonight, Mama’s Boy, Just Friends, Waiting, Frequently Asked Questions About Time Travel, and Scary Movie, Scary Movie 2, Scary Movie 3 และ Scary Movie 4 ภาพยนตร์เหล่านี้เป็นแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของไดเมนชัน ฟิล์มส์จนถึงปัจจุบัน ด้านจอแก้ว ฟาริสได้รับการจดจำจากการรับบทเป็นตัวเองใน Entourage และได้แสดงในซีซันสุดท้ายของซีรีส์ “Friends” ด้วยการรับบทคุณแม่ที่ตั้งท้องเด็กที่ โมนิกาและแชนด์เลอร์อุปถัมภ์ ฟาริสมาจากซีแอตเติล เธอเริ่มแสดงละครเวทีตั้งแต่ยังอายุน้อยๆ ปัจจุบัน เธอใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส เจมส์ คานน์ (ทิม ล็อควู้ด) หนึ่งในนักแสดงที่มีความสามารถหลากหลายที่สุดในแวดวงภาพยนตร์ เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการรับบทซอนนี คอร์ลีโอเน ใน The Godfather ที่ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและจากบทดาวเด่นฟุตบอล ไบรอัน พิคคาโลใน “Brian’s Song” ที่ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี คานน์ได้แสดงในภาพยนตร์กว่า 50 เรื่องตลอดช่วงระยะเวลาที่เขาเป็นนักแสดง เขาได้รับการยกย่องอย่างสูงจากการแสดงในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จและได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมของโรเบิร์ต ไรเนอร์เรื่อง Misery ทริลเลอร์จิตวิทยาที่สร้างขึ้นจากนิยายโดยสตีเฟน คิงและ For The Boys โรแมนติกดรามาที่ร่วมแสดงโดยเบ็ตต์ มิดเลอร์ เขาได้รับเสียงชื่นชมพอๆ กันจากการรับบทดาราฟุตบอลที่ได้รับบาดเจ็บทางสมองในภาพยนตร์โดยฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลาเรื่อง The Rain People ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์เซบาสเตียน นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมแห่งปีจากสมาพันธ์เจ้าของโรงละครจากการแสดงของเขาใน The Gambler อีกด้วย คานน์เกิดในบรองซ์และเติบโตในควีนส์, นิวยอร์ก เขารู้ตั้งแต่เริ่มแรกแล้วว่าเขาไม่อยากจะเจริญรอยตามพ่อของเขาและทำงานในธุรกิจเนื้อของครอบครัว เขาได้เข้าศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์และเล่นฟุตบอลที่มหาวิทยาลัยรัฐมิชิแกนเมื่ออายุสิบหกปี คานน์ได้ทำเรื่องย้ายไปมหาวิทยาลัยฮอฟสทราเพื่อศึกษากฎหมายและระหว่างช่วงปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิ เขาก็ถูกสัมภาษณ์และได้รับเลือกให้เข้าศึกษาในเนเบอร์ฮู้ด เพลย์เฮาส์ของสแตนฟอร์ด ไมส์เนอร์ หลังจากนั้น เขาก็ได้รับทุนการศึกษาให้เข้าศึกษากับวินน์ แฮนด์แมน และได้รับงานสี่งานแรกที่เขาออดิชัน คานน์เริ่มต้นแสดงละครเวทีในละครออฟบรอดเวย์ปี 1961 เรื่อง “La Ronde” หลังจากนั้น เขาก็ได้รับบทดารารับเชิญในซีรีส์ใหญ่ๆ แทบทุกเรื่องในสมัยนั้น หลังจากนั้น เขาก็ได้รับบทรับเชิญในซีรีส์โทรทัศน์ฟอร์มยักษ์ทุกเรื่องในตอนนั้น นอกเหนือจากเรื่องที่กล่าวถึงมาแล้วข้างต้น ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของคานได้แก่  Cinderella Liberty, Funny Lady, A Bridge Too Far, Thief, T.R Baskin, Slither, Silent Movie, Rollerball, The Killer Elite, Another Man, Another Chance, Comes A Horseman, Gardens of Stone, Alien Nation, Flesh and Bone, The Program, Honeymoon in Vegas, Eraser และ Mickey Blue Eyes นอกจากนี้ เขายังร่วมแสดงกับวาคิน ฟินิกซ์, มาร์ค วอห์ลเบิร์กและชาร์ลิซ เธอรอนใน The Yards ให้กับมิราแมกซ์ ฟิล์มส์,ภาพยนตร์โดยอาร์ทิซัน เอนเตอร์เทนเมนต์เรื่อง The Way of the Gun ซึ่งเขาร่วมแสดงกับเบเนซิโอ เดล โทโร, คอเมดียอดนิยมถล่มทลายโดยนิวไลน์ ซีเนมาเรื่อง Elf ซึ่งเขาร่วมแสดงกับวิลล์ เฟอร์เรล, ลาร์ส ฟอน ทรีเออร์เรื่อง Dogville ที่เขาร่วมแสดงกับนิโคล คิดแมนและดรามาโดยเอ็นบีซีเรื่อง “Las Vegas” โปรเจ็กต์ล่าสุดของเขารวมถึงการรับบทรับเชิญในหลายเอพิโซดของซีรีส์ทางสตาร์ซ แชนแนลเรื่อง “Magic City” ซึ่งเขารับบทบอสของโลกมืด ไซเบอร์แมน นอกจากนี้ เขายังได้กำกับและนำแสดงในภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง Hide in Plain Sight อีกด้วย วิลล์ ฟอร์เต้ (เชสเตอร์ วี) ได้สร้างตัวเองในฐานะหนึ่งในนักแสดงจอแก้วและจอเงิน ที่มากความสามารถที่สุด เขาใช้เวลาแปดซีซันในการทำให้ผู้ชมหัวเราะใน “Saturday Night Live” และเขาก็ยุ่งมากกับโปรเจ็กต์จอแก้วและจอเงินนับตั้งแต่ที่เขาสิ้นสุดในการทำงานในซีซันุดท้ายในปี 2010 หลังจากนี้ เขาจะได้แสดงนำในดรามาโดยอเล็กซานเดอร์ เพย์นเรื่อง Nebraska ที่จะจัดจำหน่ายโดยพาราเมาท์ปลายปีนี้ นอกจากนี้ เขายังได้แสดงใน Run and Jump ซึ่งจะเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ไทรเบกาปีนี้ เขาเพิ่งเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำการแสดงในภาพยนตร์โดยเอลมอร์ เลียวนาร์ด ซึ่งเขาจะแสดงประกบเจนนิเฟอร์ อานิสตัน, อิสลา ฟิชเชอร์และทิม ร็อบบินส์ นอกเหนือจากนั้น เขายังได้แสดงใน Grown Ups 2 ด้วย เมื่อฤดูร้อนปีที่ผ่านมา เขาได้แสดงในภาพยนตร์สตูดิโอสามเรื่องได้แก่ That’s My Boy ประกบอดัม แซนด์เลอร์และแอนดี้ แซมเบิร์ก, Rock of Ages รวมถึง The Watch ประกบเบน สติลเลอร์, โจนาห์ ฮิลล์และวินซ์ วอห์น ก่อนหน้านี้ เขาได้แสดงในภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซลเรื่อง MacGruber นอกเหนือจากการแสดงนำแล้ว เขายังได้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้กับจอร์มา ทัคโคเนและจอห์น โซโลมอน นอกเหนือจากนั้น เขายังได้แสดงประกบเจสัน ซูเดคิส อดีตเพื่อนร่วมแสดงจาก SNL ใน A Good Old Fashioned Orgy, Tim and Eric’s Billion Dollar Movie, Brief Interviews with Hideous Men ที่เขียนบทและกำกับโดยจอห์น คราซินสกี้และได้พากย์เสียงภาพยนตร์อนิเมชันยอดนิยมโดยโซนีเรื่อง Cloudy with a Chance of Meatballs เขาได้เขียนบทและนำแสดงในภาพยนตร์เรื่องThe Brothers Solomon ประกบวิลล์ อาร์เน็ตต์และคริสเตน วิ้ก เพื่อนร่วมแสดงจาก “SNL” นอกจากนั้น เขายังได้รับบทรับเชิญในซีรีส์คอเมดียอดนิยมเรื่อง “How I Met Your Mother,” ซีรีส์รางวัลโดยเอ็นบีซีเรื่อง “30 Rock,” “Parks and Recreation,” “Up All Night,” “Tim and Eric Awesome Show, Great Job!” และซีรีส์เอชบีโอเรื่อง “Flight of the Conchords” นอกจากนั้น เขายังเป็นแขกประจำใน “Conan” ในบทเท็ด เทิร์นเนอร์ ผู้บ้าคลั่ง นอกเหนือจากนั้น เขายังได้พากย์เสียงซีรีส์อนิเมชันหลายเรื่อง ซึ่งรวมถึงซีรีส์ฟ็อกซ์เรื่อง “Allen Gregory,” “The Cleveland Show” จากผู้สร้างเซธ แม็คฟาร์เลนและ “Sit Down, Shut Up” จากผู้สร้างมิทช์ เฮอร์วิทซ์ รวมถึงซีรีส์เอ็มทีวีเรื่อง  “Clone High” ก่อนหน้า “SNL” เขาเคยแสดงในโรงละครอิมพรูฟ สเก็ตช์ เดอะ กราวน์ลิงส์ในแอลเอ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของวิลล์ เฟอร์เรล, ฟิล ฮาร์ทแมนและมายา รูดอล์ฟ เพื่อนร่วมแสดง “SNL” เขามีประสบการณ์เบื้องหลังกล้องมากมาย โดยเขาได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างซีรีส์ “That 70’s Show” และมือลำดับภาพเรื่องราวสำหรับ “3rd Rock from the Sun” และ “Action” และเขายังได้ทำหน้าที่มือเขียนบทสำหรับ “Late Show with David Letterman” และสำหรับเอ็มทีวี มูฟวี อวอร์ด ปัจจุบัน เขาใช้ชีวิตอยู่ในแอลเอ ด้วยพรสวรรค์ในการแสดงตลกที่หลากหลาย แอนดี้ แซมเบิร์ก (เบรนท์) ได้สร้างความโดดเด่นในการเป็นนักแสดงนำที่มีเสน่ห์และตลกเหลือร้ายทั้งบนจอแก้วและจอเงิน ในฐานะมือเขียนบทเจ้าของรางวัลเอ็มมี แซมเบิร์กประสบความสำเร็จทั้งหน้าฉากและหลังฉากพอๆ กัน แซมเบิร์กถูกวางตัวให้แสดงและอำนวยการสร้างซีรีส์ฟ็อกซ์เรื่อง “Brooklyn Nine-Nine” ที่เปิดตัววันอังคารที่ 17 กันยายน เวลาสองทุ่มครึ่ง “Brooklyn Nine-Nine” เขียนบทโดยไมค์ ชูร์และแดน กูร์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มนักสืบในเขตชายขอบของนิวยอร์ก ซิตี้ ที่มีแซมเบิร์กรับบทนักสืบหลัก เมื่อเร็วๆ นี้ แซมเบิร์กร่วมกับอากิวา แชฟเฟอร์และจอร์มา ทัคโคเน หุ้นส่วนจากโลนลี ไอส์แลนด์ ได้ปล่อยอัลบัมที่สามของพวกเขา The Wack Album ในวันที่ 11 มิถุนายน ปี 2013 ผลงานอัลบัมชุดที่สามของพวกเขาภายใต้สังกัดรีพับลิค เรคคอร์ดส์ยังรวมถึงเพลงใหม่ ที่ร้องโดยฮิวจ์ แจ็คแมน, คริสเตน วิ้ก, โรบิน, อดัม เลอวิน, เคนดริค ลามาร์, จัสติน ทิมเบอร์เลค, เลดี้ กาก้า, ทู ชอร์ต, ฟาร์เรล วิลเลียมส์, ที-เพน, บิลลี โจ อาร์มสตรองและโซเลนจ์ ในฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา แซมเบิร์กได้แสดงในซิทคอมยอดนิยมโดยบีบีซี ธรีเรื่อง Cuckoo ที่เขารับบทหนุ่มอเมริกันที่แต่งงานกับเด็กสาวชาวอังกฤษ และเกิดขัดแย้งกับพ่อผู้หวงลูกสาว ซึ่งเป็นภรรยาของเขา เกินเหตุ โดยบทนี้รับบทโดยเกร็ก เดวีส์ นักแสดงตลกสแตนด์อัพของอังกฤษ นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องโดยลี ทูแลนด์ ครีเกอร์เรื่อง Celeste and Jesse Forever ที่เขียนบทและร่วมแสดงโดยราชิดา โจนส์และได้ร่วมกับอดัม แซนด์เลอร์และเควิน เจมส์ในภาพยนตร์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง Hotel Transylvania เขาได้เป็นพิธีกรงานประกาศผลรางวัล 2009 MTV Movie Awards ซึ่งเป็นรางวัลภาพยนตร์ที่เรตติ้งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2004 นอกจากนั้น เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี อวอร์ดปี 2009 สาขาดนตรีและเนื้อเพลงยอดเยี่ยมจากเพลง “Motherlover” ที่เขาร่วมร้องกับจัสติน ทิมเบอร์เลค ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ That’s My Boy, Friends With Benefits, What's Your Number?, I Love You, Man, Cloudy with a Chance of Meatballs, Hot Rod และได้พากย์เสียงตัวละครเอก แฮม เดอะ เธิร์ดในภาพยนตร์อนิเมชันโดยฟ็อกซ์ สตูดิโอส์เรื่อง Space Chimps เมื่อปีที่แล้ว เขาเพิ่งแสดงในซีซันที่เจ็ด ซึ่งเป็นซีซันสุดท้ายของ Saturday Night Live กว่า 20 ปี อาชีพนักแสดงที่ประสบความสำเร็จของเบนจามิน แบรทท์ (แมนนี) ได้รวมถึงผลงานภาพยนตร์และโทรทัศน์ด้วย ในปี 2010 แบรทท์ได้รับรางวัลซีเนเควสต์ มาเวอริค สปิริต อวอร์ดจากผลงานของเขาในฐานะผู้อำนวยการสร้างและนักแสดงนำของภาพยนตร์อินดียอดนิยมจากซานฟรานซิสโกเรื่อง La Mission ภาพยนตร์ที่เขียนบทและกำกับปีเตอร์ แบรทท์ พี่ชายของเขา และอำนวยการสร้างในท้องถิ่น ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมอย่างล้นหลาม และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลภาพยนตร์อินดียอดเยี่ยมจากเวทีเอ็นเอเอซีพี, แกลด อวอร์ดและหลายรางวัลอิมาเจน อวอร์ด ซึ่งรวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ผลงานภาพยนตร์ที่โดดเด่นของแบรทท์ได้แก่ภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง Piñero ซึ่งเขาได้รับการยกย่องจากการแสดงอันโดดเด่น และหลอกหลอนในบทนักแสดง นักเขียนบทละคร นักกวี มิเกล พิเนโร, Traffic โดยสตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อชิงห้ารางวัลอคาเดมี อวอร์ดและรางวัลสมาพันธ์นักแสดงสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยม และ The Woodsman ภาพยนตร์ที่เป็นขวัญใจนักวิจารณ์ในเทศกาล ที่นำแสดงโดยเควิน เบคอน ผู้ชมโทรทัศน์อาจรู้จักเขาดีที่สุดจากบทนักสืบเรย์ เคอร์ติสในซีรีส์ดรามาที่แพร่ภาพทางเอ็นบีซีเรื่อง Law & Order ระหว่างที่เขาแสดงซีรีส์นี้  เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้นำแสดงในซีรีส์ดรามาทางเอแอนด์อีเรื่อง “The Cleaner” ซึ่งเขารับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างของเรื่องด้วยเช่นกัน การแสดงในบท วิลเลียม แบงค์ “ผู้กระตุ้นพัฒนาการสุดโต่ง” ของเขาทำให้เขาได้รับรางวัลอัลมา อวอร์ดปี 2009 สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในซีรีส์ดรามา ผลงานอื่นๆ ของแบรทท์ เจ้าของผลงานภาพยนตร์กว่า 25 เรื่อง รวมถึงภาพยนตร์โดยเคอร์ติส ฮันเซนเรื่อง The River Wild ประกบเมอริล สตรีพ, Blood In, Blood Out สำหรับผู้กำกับเทย์เลอร์ แฮ็คฟอร์ด,  Clear and Present Danger  ประกบแฮร์ริสัน ฟอร์ด, คอเมดียอดนิยม Miss Congeniality ประกบแซนดรา บุลล็อคและภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนิยายชื่อดัง Love in the Time of Cholera ที่ร่วมแสดงโดยฮาเวียร์ บาร์เดม ล่าสุด เขาได้แสดงในดรามาเอบีซีเรื่อง “Private Practice” และในบทประจำ ฮาเวียร์ อดีตสามีเหยาะแหยะโดยโซเฟีย เวอร์การาในซีรีส์ฮิตเรื่อง “Modern Family” ในปี 2013 เขาจะได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Lesser Blessed และ Snitch แบรทท์ เป็นชาวซานฟรานซิสโก และสำเร็จการศึกษาจากอเมริกัน คอนเซอร์วาทอรี เธียเตอร์ เอทีพี (ปริญญาโทเกียรตินิยม ในปี 2008) เขาแต่งงานกับนักแสดงหญิงทาลิซา โซโต แบรทท์ พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิสกับลูกๆ สองคน นีล แพทริค แฮร์ริส (ลิงสตีฟ) ปัจจุบัน เขารับบทบาร์นีย์ สตินสัน เสือผู้หญิงในซีรีส์คอเมดียอดนิยมทางซีบีเอสเรื่อง “How I Met Your Mother” ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงหลายรางวัลเอ็มมีและลูกโลกทองคำ รวมถึงได้รับสองรางวัลพีเพิลส์ ชอยส์ อวอร์ดสาขานักแสดงคอเมดียอดนิยมและคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในซีรีส์คอเมดี ในปี 2010 เขาได้รับสองรางวัลเอ็มมี อวอร์ดจากบทรับเชิญในซีรีส์ดังเรื่อง “Glee” รวมถึงรับพิธีกรรายการโทนี อวอร์ดครั้งที่ 63 นอกจากนี้ เขายังรับหน้าที่พิธีกรและผู้อำนวยการสร้างรายการประกาศผลรางวัลโทนี อวอร์ดครั้งที่ 5 และ 66 และเขาก็ได้รับรางวัลเอ็มมี อวอร์ดครั้งที่สามจากงานแรก และงานไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดครั้งที่ 61 แฮร์ริส ผู้ได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในเอนเทนเนอร์แห่งปี 2008 โดยเอนเตอร์เทนเมนต์ วีคลีย์ ได้ถูกรวมอยู่ใน 100 List  ประจำปี 2010 ของนิตยสารไทม์ ซึ่งเป็นลิสต์ประจำปีที่รวบรวมรายชื่อของนักคิด ผู้นำ ศิลปินและวีรบุรุษจากทั่วโลก เขาโด่งดังในแวดวงจอแก้วในบทตัวละครนำที่เป็นที่ชื่นชอบใน “Dr. Horrible’s Sing-Along Blog” ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ ดรามาคอเมดีเรื่องนี้ ที่สร้างโดยสตีเวน บอชโก้และเดวิด อี. เคลลีย์ แพร่ภาพนานสี่สัปดาห์และบอกเล่าเรื่องราวของคุณหมอหนุ่มคนเก่ง ที่เจอปัญหาในการเป็นวัยรุ่นธรรมดา ผลงานซีรีส์ของเขายังรวมถึงซีรีส์คอเมดีทางเอ็นบีซีเรื่อง “Stark Raving Mad” ประกบโทนี แชลล็อบ, มินิซีรีส์ทางซีบีเอสเรื่อง “Joan of Arc” ประกบลีลี โซบีสกี้และปีเตอร์ โอ’ ทูล,  ซีรีส์โชว์ไทม์เรื่อง “The Man in the Attic” ภาพยนตร์คลาสสิกทางทีเอ็นทีเรื่อง “Cold Sassy Tree” ประกบเฟย์ ดันอเวย์เรื่อง “My Antonia” ประกบเจสัน โรบาร์ดส์และอีวา มารีย์ เซนต์, “The Wedding Dress” ที่ร่วมแสดงกับไทน์ เดลีและภาพยนตร์ที่ได้รับเรตติ้งสูงสุดของซีบีเอสในปี 2005 เรื่อง “The Christmas Blessing” นอกจากนี้ เขายังได้รับบทดารารับเชิญในซีรีส์ชื่อดังอย่าง “Glee,” “Sesame Street,” “Numb3rs,” “Law & Order: Criminal Intent,” “Touched by an Angel,” “Ed” และ “Will & Grace” ผลจากการนัดประท้วงหยุดงานของสมาพันธ์มือเขียนบทแห่งอเมริกาในปี 2007-08 ทำให้เขาได้รับบทซูเปอร์วายร้าย ผู้ตกอยู่ในห้วงรักในมินิซีรีส์มิวสิคัลที่แพร่ภาพทางเว็บที่ได้รับรางวัลเอ็มมี อวอร์ดโดยจอส วีดอนเรื่อง “Dr. Horrible’s Sing-Along Blog” ซีรีส์ทางเว็บเรื่องนี้ได้เปิดตัวในชาร์ตโทรทัศน์ของ iTunes และได้ผลิตซาวน์แทร็คที่ประสบความสำเร็จตามมา เขายังคงสร้างความประทับใจให้กับชุมชนออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเป็นหนึ่งในทีมนักแสดงนำของซีรีส์ยอดนิยมทางอินเทอร์เน็ตเรื่อง “Prop 8: The Musical” ที่ร่วมแสดงโดยแจ็ค แบล็ค, จอห์น ซี. ไรลีย์และอัลลิสัน แจนนีย์ ล่าสุด เขาได้แสดงและควบคุมงานสร้างซีรีส์คอเมดีทางเว็บเรื่อง “Neil’s Puppet Dreams” ซีรีส์เจ็ดเอพิโซดเรื่องนี้ ที่สร้างโดยจิม เฮนสัน คัมปะนี ภายใต้แบนเนอร์เฮนสัน อัลเทอร์เนทีฟ และแพร่ภาพทางเดอะ เนิร์ดดิสท์ เล่าถึงการผจญภัยของแฮร์ริสในดินแดนในฝัน ซึ่งเต็มไปด้วยตัวละครหุ่นเชิด แฮร์ริส เป็นผู้คร่ำหวอดในแวดวงละครเวที เขาได้รับบท บ็อบบี้ ใน “Company” โดยสตีเฟน ซอนด์เฮม โปรดักชันคอนเสิร์ตของนิวยอร์ก ฟิลฮาร์มอนิค ที่ลินคอล์น เซ็นเตอร์  การแสดงเรื่องนี้ ร่วมแสดงโดยแพตตี้ ลูพอน, สตีเฟน คอลเบิร์ต, จอน ครายเออร์, คริสตินา เฮนดริคส์และมาร์ธา พลิมพ์ตัน ยังถูกถ่ายทำเพื่อฉายทางโรงภาพยนตร์ด้วย เขาได้แสดงละครบรอดเวย์หลายเรื่อง ซึ่งรวมถึงบทควบเดอะ บัลลาร์ดเดียร์/ลี ฮาร์วีย์ ออสวัลด์ ในมิวสิคัลรางวัลโทนี อวอร์ดโดยซอนด์เฮมเรื่อง “Assassins” อีกด้วย เขาเปิดตัวบนเวทีบรอดเวย์ในบทคนที่ตามจีบแอนน์ เฮชอย่างไม่คาดฝันในละครที่สร้างขึ้นจากบทละครที่ได้รับรางวัลพูลิทเซอร์เรื่อง “Proof” และบทผู้ดำเนินรายการใน “Cabaret” ที่ Studio 54 ด้วย ผลงานละครเวทีเรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ ละครโดยฮอลลีวูด โบว์ลเรื่อง “Amadeus” กับลอสแองเจลิส ฟิลฮาร์มอนิค, ละครโดยอาร์เธอร์ มิลเลอร์โปรดักชันของเจฟเฟน เพลย์เฮาส์เรื่อง “All My Sons,” “tick, tick…BOOM!” ที่ไมเนอร์ ช็อคโกแลต แฟคทอรีในกรุงลอนดอน, “The Paris Letter” ที่โรงละครเคิร์ค ดักกลาส, โปรดักชันคอนเสิร์ตของละครเรื่อง “Sweeney Todd” ที่ลินคอล์น เซ็นเตอร์ในนิวยอร์ก, “Romeo & Juliet” ที่โรงละครโอลด์ โกลบ เธียเตอร์ และ “Rent” ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลดรามา เดสก์ อวอร์ด เขาได้ใช้ภูมิหลังบนเวทีละครของเขาเบื้องหลังม่านและได้ทำงานในผลงานสร้างรางวัลพูลิทเซอร์อย่างต่อเนื่อง เขาเปิดตัวผลงานการกำกับมิวสิคัลเรื่องแรกด้วยละครโดยโจนาธาน ลาร์สัน โปรดักชันของฮอลลีวูด โบว์ลเรื่อง “Rent” ที่นำแสดงโดยนิโคล เชอร์ซิงเกอร์, วาเนสซา ฮัดเจนส์และเวย์น เบรดี้ ในเดือนกรกฎาคมปี 2007 แฮร์ริสได้เปิดตัวผลงานการกำกับละครเวทีเรื่องแรกด้วยสคริปต์คอเมดีออริจินอลเรื่อง “I Am Grock” ที่เอล พอร์ทัล เธียเตอร์ในนอร์ธ ฮอลลีวูดอีกด้วย หลังจากนั้น เขาได้ผสมผสานความรักในเวทมนตร์และละครเวทีเข้าด้วยกันในการกำกับละครเรื่อง “The Expert at the Card Table” ในงานเทศกาลเอดินเบิร์กห์ ฟรินจ์ เฟสติวัลปี 2008 ซึ่งเขาได้กำกับที่บรอด สเตจ เธียเตอร์ในลอสแองเจลิสหลังจากนั้น ล่าสุด เขาได้กำกับดีเร็ค เดลกอดิโอและเฮลเดอร์กุยมาเรส สองนักมายากลชื่อดังใน  “Nothing to Hide” รายการโชว์มายากลที่เจฟเฟน เพลย์เฮาส์ ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของแฮร์ริสคือการแสดงประกบวู้ปปี้ โกลด์เบิร์กในดรามาคัมมิง-ออฟ-เอจเรื่อง Clara’s Heart ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำเป็นครั้งแรก นอกเหนือจากนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ เขายังได้กลับมารับบท แพทริค วินสโลว์อีกครั้งในภาพยนตร์โดยโคลัมเบีย พิคเจอร์ส/โซนี พิคเจอร์ส อนิเมชันเรื่อง  The Smurfs™ 2 ซีเควลไลฟ์แอ็กชัน/อนิเมชันของภาพยนตร์ฮิตทั่วโลกเรื่อง The Smurfs ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของแฮร์ริสได้แก่ American Reunion, A Very Harold & Kumar 3D Christmas, Beastly, The Best and the Brightest, Harold & Kumar Escape from Guantanamo Bay, Harold & Kumar Go to White Castle, Undercover Brother, The Next Best Thing, The Proposition และ Starship Troopers นอกจากจะประสบความสำเร็จบนเวทีละครและจอเงินแล้ว แฮร์ริส นักแสดงมากความสามารถผู้นี้ ยังประสบความสำเร็จไม่แพ้กันในแวดวงพากย์เสียงด้วย ก่อนหน้านี้ เขาได้พากย์เสียงลิง สตีฟ ในภาพยนตร์โดยโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชันเรื่อง Cloudy with a Chance of Meatballs ที่สร้างจากหนังสือเด็กที่เป็นที่รัก โดยจูดี้ และรอน บาร์เร็ตต์ ผลงานพากย์เสียงจอแก้วจอเงินและวิดีโอเกมของเขารวมถึง “Adventure Time” ทางการ์ตูน เน็ตเวิร์ค, ภาพยนตร์ดรีมเวิร์คส์ อนิเมชันเรื่อง “The Penguins of Madagascar,” เกมโดยแอ็กทิวิชัน “Spider-Man: Shattered Dimensions,” ภาพยนตร์วอร์เนอร์ บรอส. เรื่อง “Cats & Dogs: The Revenge of Kitty Galore,” ซีรีส์วอร์เนอร์ บรอส.อนิเมชันเรื่อง “Batman: Under the Red Hood,” ซีรีส์ซีบีเอสเรื่อง “Yes, Virginia,” ซีรีส์การ์ตูน เน็ตเวิร์คเรื่อง “Robot Chicken” และ “Batman: The Brave and the Bold,” ซีรีส์ฟ็อกซ์เรื่อง “Family Guy,” เกมจากดีธรี “Eat Lead: The Return of Matt Hazard,” ซีรีส์วอร์เนอร์ บรอส. อนิเมชัน “Justice League: The New Frontier,” ซีรีส์เอ็มทีวี “Spider-Man,” ซีรีส์การ์ตูน เน็ตเวิร์ค “Justice League” และซีรีส์ฟ็อกซ์เรื่อง “Capitol Critters” ผลงานการพากย์เสียงของแฮร์ริสยังรวมถึงการสร้างเสียงตัวละครสำหรับหนังสือเทปหลายเรื่อง รวมถึง Ribsy, Henry and Ribsy และ Henry Huggins โดยเบเวอร์ลี เคลียรี, Slake’s Limbo โดยเฟลิซ ฮอลแมน, Lump of Coal โดยเลโมนี สนิคเก็ตและ A Very Marley Christmas โดยจอห์น โกรแกน เทอร์รี ครูว์ส (เอิร์ล เดอเวอโรซ์) อดีตนักฟุตบอลเอ็นเอฟแอล ได้สลัดหมวกเกราะและรองเท้าของเขา เพื่อทำงานแสดง และกลายเป็นแฟมิลีแมน และผู้คลั่งไคล้ฟิตเนส นับตั้งแต่เลิกเล่นให้กับเอ็นเอฟแอลในปี 1997 ครูว์สก็ได้รับบทใน Friday After Next, Soul Plane, White Chicks, Idiocracy, Bridesmaids และ The Longest Yard เขาได้แสดงในซีรีส์หลายเรื่องเช่น “Are We There Yet?,” “Everybody Hates Chris” และซีรีส์เอชบีโอเรื่อง “The Newsroom” รวมถึงซีรีส์เรียลลิตี้ทางบีอีทีเรื่อง “The Family Crews” ด้านจอเงิน เขาได้แสดงแฟรนไชส์ The Expendables และเขาก็เพิ่งปิดกล้องผลงานล่าสุดของอดัม แซนด์เลอร์เรื่อง Blended และได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจาการแสดงตลกของซีรีส์เน็ตฟลิกซ์เรื่อง “Arrested Development” หลังจากนี้ เขาจะได้แสดงประกบแอนดี้ แซมเบิร์กในซีรีส์คอเมดีใหม่โดยฟ็อกซ์เรื่อง “Brooklyn Nine-Nine” นอกจากนี้ เขายังเป็นโฆษกให้กับแคมเปญ Smell is Power โดยโอลด์ สไปซ์อีกด้วย ครูว์ส ที่เป็นคนหัวคิดใหม่อย่างแท้จริง ได้ก้าวเข้าสู่แวดวงธุรกิจอีกแบบ และเพิ่งเซ็นสัญญาเขียนหนังสือกับสำนักพิมพ์ แรนดอม เฮาส์ พับลิชชิง ครูว์สเกิดในฟลินท์, มิชิแกน และเข้าศึกษาในฟลินท์ เซาธ์เวสเทิร์น อคาเดมี เขาได้รับทุนการศึกษาด้านศิลปะเพื่อเข้าศึกษาที่อินเตอร์ล็อคเลน เซ็นเตอร์ ฟอร์ ดิ อาร์ตส์ รวมถึงมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น มิชิแกน ระหว่างที่เขาเรียนเอกศิลปะ ครูว์สก็ได้เป็นสมาชิกคนสำคัญของทีมฟุตบอลดับบลิวเอ็มยู และเขาก็ได้รับตำแหน่งเป็นฝ่ายป้องกัน เขาได้รับเลือกจากลอสแองเจลิส แรมส์ในการเรียกตัวของเอ็นเอฟแอลในปี 1991 เขาได้ยึดอาชีพนี้นานหกซีซัน ซึ่งรวมถึงการได้ลงเล่นกับแรมส์, ซานดิเอโก ชาร์จเจอร์ส,วอชิงตัน เรดสกินส์และฟิลาเดลเฟีย อีเกิลส์ เขาใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิสกับรีเบ็กก้า ภรรยาเกือบ 25 ปีของเขา พวกเขามีลูกๆ ห้าคน คริสเตน ชอล (บาร์บ) ได้นำแสดงในซีรีส์คัลท์ยอดนิยมเรื่อง “Flight of The Conchords” และเป็นนักข่าวประเด็นสตรีสำหรับรายการ “The Daily Show with Jon Stewart” เธอได้พากย์เสียง หลุยส์ ในซีรีส์อนิเมชันของฟ็อกซ์เรื่อง “Bob’s Burgers” และมีบทประจำใน “30 Rock” ผลานจอแก้วและจอเงินเรื่องอื่นๆ ของเธอรวมถึง Toy Story 3, Dinner for Schmucks, “Mad Men,” “Modern Family,” “Gravity Falls” และ “The Simpsons” ในปี 2011 ชอลได้แสดงใน “The Coward” ที่ลินคอล์น เซ็นเตอร์ เธียเตอร์ และได้รับรางวัลลูซิลล์ ลอร์เทล อวอร์ดจากการแสดงของเธอด้วย ในฐานะนักแสดงสแตนด์อัพ เธอได้รับรางวัลนักแสดงตลกอัลเทอร์เนทีฟยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลศิลปะคอเมดีอเมริกันปี 2006 ในแอสเพนและเป็นผู้ได้รับรางวัลแอนดี้ คอฟแมน อวอร์ดครั้งที่สอง ที่จัดโดยเทศกาลคอเมดีนิวยอร์ก นอกเหนือจากนั้น คริสเตนยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลปิแอร์ อวอร์ดจากงานเทศกาลเอดินเบิร์กห์ ฟรินจ์ และในเดือนตุลาคม ปี 2005 เธอถูกรวมอยู่ใน “สิบชาวนิวยอร์กที่ตลกที่สุดที่คุณไม่เคยได้ยิน” ของนิตยสารนิวยอร์ก เธอได้บันทึกรายการพิเศษสองรายการ "Comedy Central Presents: Kristen Schaal" และ "Kristen Schaal: Live at the Fillmore" นอกจากนี้ เธอยังเป็นนักเขียนชื่อดังอีกด้วย เธอได้ร่วมเขียนหนังสือแนะนำเรื่องเซ็กส์ The Sexy Book of Sexy Sex ร่วมกับคู่หมั้นของเธอและริช บลอมควิสต์ มือเขียนบทจาก “Daily Show”

ประวัติทีมผู้สร้าง

โคดี้ คาเมรอน (ผู้กำกับ) เป็นผู้กำกับ Cloudy with a Chance of Meatballs 2 ร่วมกับคริส เพิร์น ล่าสุด เขาได้กำกับ Open Season 3 ซึ่งเป็นซีเควลของภาพยนตร์ยอดนิยมปี 2006 ของโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชันเรื่องOpen Season นอกจากนี้ เขายังได้กำกับภาพยนตร์อนิเมชันขนาดสั้นเรื่อง The Chubbchubbs™ Save Xmas ที่สร้างจากภาพยนตร์ขนาดสั้นรางวัลออสการ์เรื่อง The Chubbchubbs เขาได้ร่วมทำงานกับโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชันในปี 2004 ในฐานะนักวาดภาพเรื่องราวใน Surf’s Up ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองของโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชัน คาเมรอนเริ่มต้นทำงานที่ดรีมเวิร์คส์ อนิเมชัน ด้วยการวาดภาพสตอรี บอร์ดและได้เขียนไดอะล็อคให้กับ Shrek สามภาคแรก, Madagascar และภาพยนตร์โดยอาร์ดแมนเรื่อง Chicken Run นอกจากนี้ เขายังได้ฝึกพากย์เสียงในช่วงเวลาว่าง ซึ่งผลงานที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของเขาคือการพากย์เสียงลูกหมูสามตัวและพิน็อคคิโอในแฟรนไชส์ Shrek และมิสเตอร์วีนนีย์ในแฟรนไชส์Open Season คริส เพิร์น (ผู้กำกับ) ได้เปิดตัวผลงานการกำกับเรื่องแรกด้วยภาพยนตร์โดยโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชันเรื่อง  Cloudy with a Chance of Meatballs 2 ด้วยการร่วมงานกับโคดี้ คาเมรอน ล่าสุด เขารับหน้าที่ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายเรื่องราวในภาพยนตร์โดยโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชันและอาร์ดแมนเรื่อง Arthur Christmas และผลงานของเขาก็ได้รับการยกย่องด้วยการที่เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแอนนี อวอร์ดสาขาการเขียนสตอรีบอร์ดภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ เขายังรับหน้าที่หัวหน้าฝ่ายเรื่องราวในภาพยนตร์โดยโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชันเรื่อง Cloudy with a Chance of Meatballs และรับหน้าที่นักวาดภาพเรื่องราวในภาพยนตร์ที่ได้รับการวิจารณ์ชื่นชมของสตูดิโอเรื่อง Surf’s Up ซึ่งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยมอีกด้วย ในปี 2006 ผลงานของเขาในภาพยนตร์เรื่องแรกของโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชันเรื่อง Open Season ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแอนนี อวอร์ดสาขาสตอรี บอร์ดยอดเยี่ยมในภาพยนตร์อนิเมชัน เพิร์นได้รับการยกย่องจากฮอลลีวูด รีพอร์ตเตอร์ในฐานะส่วนหนึ่งของ “คลาสปี 2007” ในฉบับ  “The NEXT Generation” ประจำปีของพวกเขา ซึ่งได้รวบรวมและยกย่องบุคคลผู้มีความคิดสร้างสรรค์ในฐานะ “บุคคลน่าจับตามอง” เอริก้า ริวิโนจา (เรื่องราวโดย/บทภาพยนตร์โดย) ได้รับสองรางวัลเอ็มมี อวอร์ดสาขารายการอนิเมชันยอดเยี่ยมและได้รับการเสนอชื่อชิงอีกสองรางวัลในฐานะส่วนหนึ่งของทีมเขียนบท/ผู้อำนวยการสร้างเบื้องหลัง “South Park” ที่เธอได้ทำหน้าที่อีกกว่า 10 ซีซัน ผลงานเรื่องอื่นๆ ของริวิโนจาได้แก่ซีรีส์อนิเมชันเรื่อง “Clone High” ที่เธอได้ร่วมมือกับฟิล ลอร์ด และคริสโตเฟอร์ มิลเลอร์และ “Grounded for Life” ล่าสุดเธอรับหน้าที่มือเขียนบทและผู้อำนวยการสร้างที่ปรึกษาสำหรับซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง “Up All Night” ในเดือนมีนาคม เธอได้เซ็นสัญญาสองปีกับโซนี พิคเจอร์ส เทเลวิชัน ในการพัฒนาโปรเจ็กต์คอเมดีสำหรับสตูดิโอ สำหรับทั้งการออกอากาศและการแพร่ภาพทางเคเบิล จอห์น ฟรานซิส เดลีย์ (บทภาพยนตร์โดย) เป็นที่รู้จักทั่วประเทศเมื่อเขาได้รับเลือกให้รับบท แซม เวียร์ในซีรีส์ที่อำนวยการสร้างโดยจั๊ดด์ อพาโทว์เรื่อง “Freaks and Geeks” ร่วมกับดาราใหญ่ในฮอลลีวูด ซึ่งรวมถึงเซธ โรแกน, เจมส์ฟรังโก้และเจสัน ซีเกล หลังจาก “Freaks and Geeks” เดลีย์ได้รับบทประจำในซีรีส์หลายเรื่องเช่น “The Geena Davis Show,” “The Kennedys,” “Regular Joe” และซีรีส์คอเมดีโดยฟ็อกซ์เรื่อง “Kitchen Confidential” ตลอดหกปีที่ผ่านมา เขาเป็นหนึ่งในนักแสดงในซีรีส์ฟ็อกซ์เรื่อง “Bones” ในบทดร.แลนซ์ สวีทส์ ผลงานภาพยนตร์ของเขาได้แก่ A View from the Top, 5-25-77 และ Waiting ประกบไรอัน เรย์โนลด์สและแอนนา ฟาริส นอกจากนี้ เขายังได้ร่วมแสดงกับแอนนา เคนดริคและเคร็ก โรบินสันในภาพยนตร์ไลออนส์เกทเรื่อง Rapturepalooza ที่มีกำหนดเข้าฉายในปีนี้ ในปี 2007 เขาและโจนาธาน โกลด์สไตน์ คู่หูเขียนบทของเขาได้ขาย The $40,000 Man บทภาพยนตร์เรื่องแรกของพวกเขาให้กับนิวไลน์ ซีเนมา นับตั้งแต่นั้นมา พวกเขาก็ได้ขายบทภาพยนตร์อีกแปดเรื่องให้กับสตูดิโอใหญ่เช่นดิสนีย์และดรีมเวิร์คส์ และในช่วงต้นปีนี้ นิวไลน์ก็ได้จ้างพวกเขาให้เขียนบทให้กับภาพยนตร์ที่ถูกนำกลับมาสร้างใหม่เรื่อง Vacation ภาพยนตร์คลาสสิกปี 1983 ที่นำแสดงโดยเชวี เชสซึ่งพวกเขาจะร่วมกันกำกับในซัมเมอร์ปีนี้ โดยภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้ นำแสดงโดยเอ็ดเ ฮล์มส์และคริสตินา แอปเปิลเกทเขาและโกลด์สไตน์ได้เขียนบท The Incredible Burt Wonderstone ที่นำแสดงโดยสตีฟ คาเรลล์, จิม แคร์รีย์, โอลิเวีย ไวลด์, อลัน อาร์คินและสตีฟ บุสเชมี นอกจากนี้ พวกเขายังได้เขียนบทภาพยนตร์คอเมดีช่วงซัมเมอร์เรื่อง Horrible Bosses ซึ่งนำแสดงโดยเจนนิเฟอร์ อานิสตัน, เควิน สเปซีย์,เจมี ฟ็อกซ์, เจสัน เบทแมนและโคลิน ฟาร์เรลล์ เดลีย์มาจากวีลลิง, อิลลินอยส์ เขาใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส หลังจากสำเร็จการศึกษาจากฮาร์วาร์ด ลอว์ สคูลในปี 1995 และได้ทำงานสองปีให้กับบริษัทกฎหมายขนาดใหญ่ในนิวยอร์ก โจนาธาน โกลด์สไตน์ (บทภาพยนตร์โดย) ได้วิ่งหนีออกจากออฟฟิศของเขา ย้ายไปแอลเอและกลายเป็นมือเขียนบทคอเมดี ตลอด 12 ปีหลังจากนั้น เขาก็ได้เขียนบทและอำนวยการสร้างซีรีส์คอเมดีหลายเรื่อง ซึ่งรวมถึง “The PJ’s” ที่นำแสดงโดยเอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์, “The Geena Davis Show,” “Good Morning Miami,” “Four Kings” และ “The New Adventures of Old Christine” ในปี 2007 เขาร่วมกับจอห์น ฟรานซิส เดลีย์ คู่หูเขียนบทของเขา ได้ขายบทภาพยนตร์เรื่องแรกของพวกเขา The $40,000 Man ให้กับนิวไลน์ซีเนมาทภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ติด “แบล็คลิสต์” ของฮอลลีวูด และเป็นจุดเริ่มต้นอาชีพเขียนบทของพวกเขา คอเมดีปี 2011 ของพวกเขา Horrible Bosses ที่นำแสดงโดยเจนนิเฟอร์ อานิสตัน, เควิน สเปซีย์, เจมี ฟ็อกซ์, โคลิน ฟาร์เรลล์, เจสัน เบทแมน, เจสัน ซูเดคิสและชาร์ลีย์ เดย์ ได้รับ 209 ล้านเหรียญจากทั่วโลก โกลด์สไตน์และเดลีย์เพิ่งเสร็จสิ้นจากการเขียนบทซีเควล Horrible Bosses 2 อีกหนึ่งโปรเจ็กต์ของพวกเขา The Incredible Burt Wonderstone ที่นำแสดงโดยสตีฟ คาเรลล์, จิม แคร์รีย์และสตีฟ บุสเชมี เข้าฉายในเดือนมีนาคม ปี 2013 นอกจากนี้ เขาและเดลีย์ยังได้รับการว่าจ้างจากนิวไลน์ให้ร่วมกำกับภาพยนตร์ที่สร้างจากบทภาพยนตร์เรื่อง Vacation ซึ่งเป็นการนำแฟรนไชส์ของเชวี เชสมาสร้างใหม่ โดยการถ่ายทำจะเริ่มต้นในซัมเมอร์ปี 2013 ฟิล ลอร์ด (เรื่องราวโดย/ผู้ควบคุมงานสร้าง) และคริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการร่วมกำกับแอ็กชันคอเมดียอดนิยมเรื่อง 21 Jump Street ที่นำแสดงโดยโจนาห์ ฮิลล์และแชนนิง ทาทัม และทำรายได้ไปกว่า 200 ล้านเหรียญทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว คอเมดีชื่อดังเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดสาขาคอเมดียอดเยี่ยมในปี 2012 และลอร์ดและมิลเลอร์ก็กำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำซีเควลเรื่อง 22 Jump Street นอกจากนี้ พวกเขายังได้ร่วมเขียนบทและร่วมกำกับภาพยนตร์โดยโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชันเรื่อง Cloudy With A Chance of Meatballs ที่ได้เค้าโครงจากหนังสือเด็กชื่อเดียวกัน ความคิดความอ่านที่น่าขบขันของทั้งคู่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลคริติกส์ ชอยส์ สาขาภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยม โดยเขาได้รับการเสนอชื่อชิงสี่รางวัลแอนนี อวอร์ดสำหรับอนิเมชัน ซึ่งรวมถึงสาขากำกับยอดเยี่ยมและบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ เขายังได้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์ไมโครอินดีเรื่อง Pincus ซึ่งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดในปีนี้ ปัจจุบัน ทั้งคู่กำลังอยู่ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์คอเมดีผจญภัยอนิเมชันเรื่อง Lego: The Piece of Resistance ซึ่งมีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ปี 2014 นอกเหนือจากนั้น พวกเขายังจะได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์คอเมดีเรื่อง The Reunion ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เขียนบทและมีการวางตัวมิลเลอร์เป็นผู้กำกับ เป็นคอเมดีปริศนาฆาตกรรม ที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นในงานคืนสู่เหย้าของโรงเรียนไฮสคูล นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังได้กำกับตอนไพล็อตสำหรับ “Brooklyn Nine-Nine” หนึ่งในซีรีส์ที่เป็นที่จับตามองมากที่สุดประจำฤดูใบไม้ร่วงปี 2013 อีกด้วย ในเดือนพฤษภาคม ลอร์ดและมิลเลอร์ได้เซ็นสัญญาเอ็กซ์คลูซีฟสามปีกับทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ เทเลวิชัน ที่ซึ่งพวกเขาจะพัฒนา เขียนบทและกำกับโปรเจ็กต์คอเมดี ทั้งไลฟ์แอ็กชันและอนิเมชันสำหรับสถานีโทรทัศน์และเคเบิล การร่วมงานกันของทั้งคู่เริ่มต้นเมื่อวกเขาได้พบกันที่ดาร์ธมัธ คอลเลจ ทั้งคู่ยอมรับว่ามันเป็นความเข้าใจผิดแสนฮาที่ทำให้พวกเขาได้พัฒนาการ์ตูนเช้าวันเสาร์ให้กับวอลท์ ดิสนีย์ คัมปะนี ซึ่งนำไปสู่งานพัฒนาซีรีส์อนิเมชันช่วงไพรม์ไทม์สำหรับทัชสโตน เทเลวิชัน ในปี 2002 พวกเขาได้ควบคุมงานสร้าง เขียนบทและกำกับซีรีส์อนิเมชันอายุสั้น ที่เป็นที่พูดถึงกันสนั่นเมืองเรื่อง Clone High ทางเอ็มทีวี ซีรีส์นี้มีชื่อเสียงโด่งดังจากลักษณะที่โดดเด่น การพัฒนาขึ้นอย่างยอดเยี่ยม รวมถึงไดอะล็อคเฉียบคม รวดเร็ว แต่บางที มันอาจเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการทำให้เกิดการอดอาหารประท้วงในอินเดียและถูกแคนเซิลไปอย่างรวดเร็ว ลอร์ดพากย์เสียงครูใหญ่สคัดเวิร์ธ,เจงกิส ข่านและเกลด์เฮมัวร์ เดอะ ฮัมคีย์คอร์น นอกเหนือจากผลงานการเขียนบทแล้ว ลอร์ดและมิลเลอร์ยังได้รับหน้าที่ผู้ร่วมควบคุมงานสร้างใน “How I Met Your Mother” ซิทคอมไพรม์ไทม์ที่ได้รับรางวัลเอ็มมี และเริ่มแพร่ภาพทางซีบีเอสในเดือนกันยายน ปี 2005 และเป็นผู้ควบคุมงานสร้างของซีรีส์ “Awesometown” ที่นำเสนอคณะตลกเดอะ โลนลี ไอส์แลนด์และตอนไพล็อต “Phil Hendrie” ที่นำเสนออัจฉริยะด้านวิทยุชื่อเดียวกัน นอกจากนี้ พวกเขายังรับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างที่ปรึกษาในซีรีส์ “Jake in Progress” และเรื่อง “Cracking Up” (สร้างและควบคุมงานสร้างโดยไมค์ ไวท์), รับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างควบคุมในซีรีส์ “Method & Red” และ “Luis” และส่วนหนึ่งของทีมเขียนบทใน “Zoe, Duncan, Jack & Jane” เขาสำเร็จการศึกษาเกียรตินิยมจากดาร์ทมัธ คอลเลจ สาขาประวัติศาสตร์ศิลป์ ภาพยนตร์อนิเมชันขนาดสั้นของเขาเรื่อง Man Bites Breakfast ได้รับรางวัลอนิเมชันยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์และวิดีโอนิวอิงก์แลนด์ปี 1998 และยังได้เข้าฉายในเทศกาลอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงอาซิฟา อีสต์และอาซิฟา ซานฟรานซิสโก เขาเป็นชาวโคโคนัท โกรฟ, ฟลอริดาและชื่นชอบการขี่จักรยาน คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ (เรื่องราวโดย/ผู้ควบคุมงานสร้าง) และฟิล ลอร์ด เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการร่วมกำกับแอ็กชันคอเมดียอดนิยมเรื่อง 21 Jump Street ที่นำแสดงโดยโจนาห์ ฮิลล์และแชนนิง ทาทัม และทำรายได้ไปกว่า 200 ล้านเหรียญทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว คอเมดีชื่อดังเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดสาขาคอเมดียอดเยี่ยมในปี 2012 และมิลเลอร์และลอร์ดก็กำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำซีเควลเรื่อง 22 Jump Street นอกจากนี้ พวกเขายังได้ร่วมเขียนบทและร่วมกำกับภาพยนตร์โดยโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชันเรื่อง Cloudy With A Chance of Meatballs ที่ได้เค้าโครงจากหนังสือเด็กชื่อเดียวกัน ความคิดความอ่านที่น่าขบขันของทั้งคู่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลคริติกส์ ชอยส์ สาขาภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยม โดยเขาได้รับการเสนอชื่อชิงสี่รางวัลแอนนี อวอร์ดสำหรับอนิเมชัน ซึ่งรวมถึงสาขากำกับยอดเยี่ยมและบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ทั้งคู่กำลังอยู่ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์คอเมดีผจญภัยอนิเมชันเรื่อง Lego: The Piece of Resistance ซึ่งมีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ปี 2014 นอกเหนือจากนั้น พวกเขายังจะได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์คอเมดีเรื่อง The Reunion ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เขียนบทและมีการวางตัวมิลเลอร์เป็นผู้กำกับ เป็นคอเมดีปริศนาฆาตกรรม ที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นในงานคืนสู่เหย้าของโรงเรียนไฮสคูล นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังได้กำกับตอนไพล็อตสำหรับ “Brooklyn Nine-Nine” หนึ่งในซีรีส์ที่เป็นที่จับตามองมากที่สุดประจำฤดูใบไม้ร่วงปี 2013 ในเดือนพฤษภาคม มิลเลอร์และลอร์ดได้เซ็นสัญญาเอ็กซ์คลูซีฟสามปีกับทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ เทเลวิชัน ที่ซึ่งพวกเขาจะพัฒนา เขียนบทและกำกับโปรเจ็กต์คอเมดี ทั้งไลฟ์แอ็กชันและอนิเมชันสำหรับสถานีโทรทัศน์และเคเบิล การร่วมงานกันของทั้งคู่เริ่มต้นเมื่อวกเขาได้พบกันที่ดาร์ธมัธ คอลเลจ ทั้งคู่ยอมรับว่ามันเป็นความเข้าใจผิดแสนฮาที่ทำให้พวกเขาได้พัฒนาการ์ตูนเช้าวันเสาร์ให้กับวอลท์ ดิสนีย์ คัมปะนี ซึ่งนำไปสู่งานพัฒนาซีรีส์อนิเมชันช่วงไพรม์ไทม์สำหรับทัชสโตน เทเลวิชัน ในปี 2002 พวกเขาได้ควบคุมงานสร้าง เขียนบทและกำกับซีรีส์อนิเมชันอายุสั้น ที่เป็นที่พูดถึงกันสนั่นเมืองเรื่อง Clone High ทางเอ็มทีวี ซีรีส์นี้มีชื่อเสียงโด่งดังจากลักษณะที่โดดเด่น การพัฒนาขึ้นอย่างยอดเยี่ยม รวมถึงไดอะล็อคเฉียบคม รวดเร็ว แต่บางที มันอาจเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการทำให้เกิดการอดอาหารประท้วงในอินเดียและถูกแคนเซิลไปอย่างรวดเร็ว มิลเลอร์ได้พากย์เสียงจอห์น เอฟ. เคนเนดี้และมิสเตอร์บัตเลอร์ทรอน ส่วนหนึ่งของผลานการเขียนบทจอแก้วของเขาได้แก่การที่มิลเลอร์และลอร์ดได้ได้รับหน้าที่ผู้ร่วมควบคุมงานสร้างใน “How I Met Your Mother” ซิทคอมไพรม์ไทม์ที่ได้รับรางวัลเอ็มมี และเริ่มแพร่ภาพทางซีบีเอสในเดือนกันยายน ปี 2005 และเป็นผู้ควบคุมงานสร้างของซีรีส์ “Awesometown” ที่นำเสนอคณะตลกเดอะ โลนลี ไอส์แลนด์และตอนไพล็อต “Phil Hendrie” ที่นำเสนออัจฉริยะด้านวิทยุชื่อเดียวกัน นอกจากนี้ พวกเขายังรับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างที่ปรึกษาในซีรีส์ “Jake in Progress” และเรื่อง “Cracking Up” (สร้างและควบคุมงานสร้างโดยไมค์ ไวท์), รับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างควบคุมในซีรีส์ “Method & Red” และ “Luis” และส่วนหนึ่งของทีมเขียนบทใน “Zoe, Duncan, Jack & Jane” ระหว่างศึกษาอยู่ มิลเลอร์ได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์และวิดีโอนิวอิงก์แลนด์ปี 1998 จากภาพยนตร์อนิเมชันขนาดสั้นเรื่อง Sleazy Goes to France นอกจากนั้น เขายังรับหน้าที่บรรณาธิการบริหารนิตยสารอารมณ์ขันของดาร์ทมัธ คอลเลจ The Jack-O-Lantern เขาเป็นชาวเลค สตีเวนส์, วอชิงตัน เขาออกจากที่นั่นเพื่อศึกษาที่ดาร์ทมัธ คอลเลจ ที่ซึ่งเขาได้สร้างความผูกพันกับฟิล ลอร์ด ระหว่างศึกษาสาขาการปกครองและศิลปะสูดิโอ มันเป็นความสำเร็จสามอย่าง ซึ่งสองอย่างเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของเขา ปัจจุบัน แพม มาร์สเดน (ผู้อำนวยการสร้าง) ดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายโปรดักชันสำหรับโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชัน ที่เธอเป็นผู้รับผิดชอบการวางแผน การวางงบประมาณและการดูแลทุกโปรเจ็กต์ของโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชัน โดยเธอได้ทำงานกับผู้อำนวยการสร้าง ทีมงานสร้างสรรค์ของพวกเขาและโซนี พิคเจอร์ส อิเมจ เวิร์คส์ ก่อนหน้าที่จะรับตำแหน่งปัจจุบัน เธอได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์โดยโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชันเรื่อง Cloudy with a Chance of Meatballs คอเมดี 3D ชวนน้ำลายหก ที่สร้างจากหนังสือสำหรับเด็กยอดนิยมที่มีชื่อเดียวกัน โดยจูดี้ บาร์เร็ตต์และรอน บาร์เร็ตต์ ก่อนหน้าที่จะเข้าทำงานที่โซนี พิคเจอร์ส อนิเมชันในปี 2005 มาร์สเดน ได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Dinosaur ให้กับวอลท์ ดิสนีย์ ฟีเจอร์ อนิเมชันและภาพยนตร์โฮม เอนเตอร์เทนเมนต์เรื่อง Twice Upon a Christmas ให้กับดิสนีย์ตูน สตูดิโอส์ในวอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส เธอได้ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการเวทีในชิคาโกและออฟบรอดเวย์และยังรับตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างเทศกาลละครเวทีนานาชาติในชิคาโก มาร์สเดนเป็นชาวคาลามาซู, มิชิแกน แบ็คกราวน์ด้านการศึกษาของเธอได้แก่ปริญญาตรีสาขาการละครจากคาลามาซู คอลเลจและปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยแมสซาซูเซทส์, แอมเฮิร์สท์ เคิร์ค บอดี้เฟลท์ (ผู้อำนวยการสร้าง) ล่าสุด รับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Open Season 2 และ Open Season 3 ซีเควลโดยโซนี พิคเจอร์ส โฮม เอนเตอร์เทนเมนต์ของภาพยนตร์ยอดนิยมปี 2006 โดยโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชันเรื่องOpen Season เขาเป็นที่ยกย่องในแวดวงอนิเมชันจากความสามารถของเขาในการนำทีมในการบอกเล่าเรื่องราวน่าสนใจที่มีตัวละครวิเศษสุด สิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยรายละเอียด และเอฟเฟ็กต์น่าตื่นตาตื่นใจ ที่ใช้ศักยภาพการสร้างานดิจิตอลล่าสุด เขาได้ร่วมงานกับโซนี พิคเจอร์ส อิเมจเวิร์คส์ในปี 2004 ในฐานะผู้อำนวยการสร้างดิจิตอลในภาพยนตร์เรื่อง Open Season ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของโซนี พิคเจอร์สอนิเมชัน นอกจากนี้ เขายังรับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์อนิเมชันขนาดสั้นที่ได้รับรางวัลเรื่อง The Chubbchubbs™ Save Xmas ที่สร้างจากภาพยนตร์ขนาดสั้นรางวัลออสการ์เรื่อง The Chubbchubbs ก่อนหน้านี้ เขาได้ทำงาน 14 ปีที่วอลท์ ดิสนีย์ ฟีเจอร์ อนิเมชัน ที่เขาได้ทำงานในภาพยนตร์อนิเมชันอีก 10 เรื่อง และเขาก็ได้ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการงานสร้างดิจิตอลอย่างรวดเร็ว เขาได้ช่วยพัฒนากระบวนการในการผสมผสานเทคโนโลยีและตัวละคร 3D กับอนิเมชัน 2D ในภาพยนตร์เรื่อง Beauty and the Beast, The Lion King, Tarzan, Hercules,  Mulan และ ฯลฯ บอดี้เฟลท์ เป็นศิษย์เก่าของสคูล ออฟ ซีเนมาติค อาร์ตส์แห่งมหาวิทยาลัยเซาเธิร์น แคลิฟอร์เนีย เดิมเขาเป็นคนจากทีการ์ด, โอเรกอน มาร์ค มาเธอร์สบัฟ (ดนตรีโดย) เป็นหนึ่งในคอมโพสเซอร์มากความสามารถ ที่มีเอกลักษณ์สูงสุดในยุคนี้ ด้วยความที่เขาตระหนักดีถึงความสามารถเชิงศิลปะที่แม่นยำและหลากหลายของเขาในการวิพากษ์สังคม เขาก็มักจะท้าทายและสร้างคำนิยามใหม่ๆ ให้กับขอบเขตด้านดนตรีและวิชวลอยู่เสมอ มาเธอร์สบัฟได้ร่วมก่อตั้งวงร็อคทรงอิทธิพล เดโว และได้ใช้แบ็คกราวน์มิวสิคัลอาวองท์การ์ดของเขาในการแต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์และภาพยนตร์อนิเมชัน สื่ออินเตอร์แอ็กทีฟและโฆษณา ผลงานของเขาในฐานะคอมโพสเซอร์รางวัล รวมถึง Hotel Transylvania, 21 Jump Street, Cloudy with a Chance of Meatballs, Rushmore, The Royal Tenenbaums, The Life Aquatic, “Pee Wee’s Playhouse” และซีรีส์ ละครเวทีและแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเรื่อง “Rugrats” ผ่านทางมูทาโท มูซิก้า บริษัทมัลติมีเดียของเขา มาร์คได้แต่งดนตรีประกอบโฆษณาหลายร้อยชิ้น เขาได้รับรางวัลบีเอ็มไอ ริชาร์ด เคิร์ค อวอร์ดสาขาผลงานการทำงานที่โดดเด่นจากเวที 2004 ฟิล์ม/ทีวี อวอร์ดปี 2004 ปัจจุบัน เขารับบทครูสอนศิลปะในซีรีส์ยอดนิยมเรื่อง Yo Gabba Gabba!

“ACADEMY AWARD®” และ “OSCAR®” เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนและเครื่องหมายบริการ ของสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram