สัมภาษณ์ "เบนเน็ตต์ มิลเลอร์" ผู้กำกับ Foxcatcher

เบนเน็ตต์ มิลเลอร์ พูดถึง Foxcatcher
ทั้งเวอร์ชั่นแรกของหนังที่ยาว 4 ชั่วโมง 15 นาที,
การทำงานกับโปรดิวเซอร์ เมแกน แอลิสัน,
การถ่ายหนังด้วยฟิล์ม และขั้นตอนการตัดต่อของเขา

 

หนังที่ตัดเสร็จเวอร์ชั่นแรกยาวเท่าไหร่ครับ

4 ชั่วโมงครึ่งครับ

 

มันเป็นเวอร์ชั่นที่รวมทุกอย่างที่ถ่ายมาเข้าด้วยกัน หรือเป็นเวอร์ชั่นที่ตัดตามแบบที่คุณชอบ แบบที่คุณอยากฉาย

มันออกมาตามรสนิยมของผมเลยครับ เรียกว่าดูได้ดูดีเลย

 

ด้วยความยาว 4 ชั่วโมงครึ่ง

จริงๆ แล้ว 4 ชั่วโมง 15 นาทีครับ

 

ผมจำไม่ได้ว่าเวอร์ชั่นสุดท้ายที่ฉายจริงยาวเท่าไหร่

ผมคิดว่าประมาณ 2 ชั่วโมง 10 นาที

 

คุณคิดว่าจะมีสักวันที่คุณจะเอาเวอร์ชั่นแรกออกมาฉายยาวๆ ที่ไหนสักที่ไหม หรือมันจะไม่มีวันได้เห็นแสงตะวัน

จะว่าไปมันก็หาที่ฉายยากอยู่ดีน่ะครับ สำหรับผมมันดูได้ดูดีเพราะผมรู้ว่าจะต้องทำยังไงให้มันเป็นรูปเป็นร่าง ผมเดาว่าผมคงไม่ทิ้งมันหรอก ผมคงหาทางปล่อยฉากที่ถูกตัดออกให้คนได้ดูจนได้นั่นแหละ

 

คุณจะใส่ฉากที่ถูกตัดออกลงไปในหนังเวอร์ชั่นขยาย หรือปล่อยมันออกมาเป็นฉากๆ อย่างที่มันเป็น

ไม่ครับ มันยากทีเดียวที่จะหยิบเอาสิ่งที่คุณวางลงไปแล้วขึ้นมา ผมไม่เคยดูหนังที่ตัวเองทำเสร็จแล้วเลยสักครั้ง มันเหมือนกับบอกให้เรากลับไปรบที่เวียดนามใหม่น่ะ อะไรแบบนั้นมักสร้างปัญหาให้ผม มันเป็นฮอลลีวู้ดสไตล์เอามากๆ สับสนปนเปกันไปหมดระหว่างความเป็นฮีโร่กับความเป็นทหารผ่านศึก

 

เจมส์ กันน์ (ผู้กำกับ Guardians of the Galaxy) เคยพูดอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ ตอนแรกเขาบอกว่าเขาล้อเลียน จอร์จ ลูคัส ตลอดเวลาที่มัวแต่กลับไปยุ่งวุ่นวายกับสตาร์วอร์สอยู่ได้ไม่สิ้นสุด แต่หลังจากปิดโปรเจกต์ Guardians เขากลับบอกว่า "ผมอยากจะกลับไปแก้ไขหลายอย่างในหนังและทำให้มันดีขึ้น ตอนนี้ผมเข้าใจลูคัสแล้ว"

ผมก็เข้าใจครับ แต่โดยหลักการแล้วผมว่าการมองไปข้างหน้ามันดีกับเรามากกว่า และที่สำคัญคือในขณะที่คุณกำลังทำงานชิ้นถัดไป คุณควรรู้สึกตัวตลอดเวลาว่า นี่แหละโอกาสที่คุณจะทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่คิดแต่จะย้อนกลับไป อย่างไรก็ดี 20 ปีข้างหน้าผมอาจจะรู้สึกอีกแบบก็ได้

 

 

ขั้นตอนการตัดต่อเป็นอย่างไรบ้างครับ เท่าที่ผมทราบคุณเริ่มถ่ายทำในเดือนตุลาคม 2012 และก่อนหน้านี้มีข่าวว่าหนังจะออกฉายในปี 2013


มันเป็นการตัดต่อที่ท้าทายที่สุดแล้วสำหรับผม แต่ไม่ได้ถึงกับเสียสติหรอกนะครับ แค่มันเป็นขั้นตอนที่จะทำอย่างลวกๆ ไม่ได้ คุณใจร้อนไม่ได้เลย มันเป็นเรื่องที่ใช้เวลา สิ่งหนึ่งที่ต้องพูดถึงคือการสำรวจสิ่งต่างๆ ระหว่างถ่ายทำครับ การทำงานกับเหล่านักแสดงนั้นมีการด้นสดเกิดขึ้นมากมาย การตัดต่อคือการนำสิ่งที่เราค้นพบในกองถ่ายมาประเมินค่า ส่วนโครงสร้างในบทภาพยนตร์ที่ถูกวางไว้ก่อนถ่ายทำก็จำเป็นต้องถูกนำมาคิดใหม่ทั้งหมดเนื่องจากเรามีวัตถุดิบใหม่ๆ มากมาย บางอย่างที่ได้มาใหม่ก็ดีมากจนไม่จำเป็นต้องเก็บอันที่เหลือไว้ อย่างเช่นตอนต้นเรื่องจะมีฉากหนึ่งที่พี่น้องสองคนนี้กำลังปล้ำกันอยู่ พอเราเอามาประกอบในหนังแล้วคิดดูดีๆ อีกที ฉากอื่นที่ถูกออกแบบมาเพื่ออธิบายตัวละครสองตัวนี้และความสัมพันธ์ของพวกเขามันซ้ำซ้อนทันที เราเลยตัดมันออกไปได้ง่ายๆ

การตัดต่อคือการศึกษาว่าเรามีอะไรในมือบ้างแล้วลงมือทำ มันคือการท้าทายโครงสร้างที่ถูกวางไว้ตั้งแต่ก่อนถ่ายทำ กับหนังเรื่องอื่นๆ ของผมก็เป็นแบบนี้ ยกเว้นสารคดีของผมเรื่อง The Cruise เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่ไม่มีการวางแผนการถ่ายทำ มันคือการด้นสดล้วนๆ พลังงานเหล่านี้ทำงานร่วมกันอย่างไรเหรอครับ มันใช้เวลาเพราะคุณต้องคอยเงี่ยหูฟังว่าฟุตเตจเหล่านั้นกำลังทำอะไร คุณต้องฟังให้ครบทุกคลื่นเสียงเพราะเราไม่ได้แค่เล่าเรื่อง หนังเรื่องนี้ไม่ได้เดินเรื่องด้วยพล็อต มันเดินเรื่องด้วยสิ่งที่ไม่สามารถแสดงออกมาเป็นคำพูดได้

 

โชคไม่ดีที่ฮอลลีวู้ดไม่ค่อยยอมให้หนังมีความเงียบมากนัก แต่ในหนังก็ยังมีช่วงเงียบหลายช่วงและมีฉากที่ไม่มีบทพูดหลายฉาก สิ่งที่ผมจะบอกก็คือผมหลงรัก เมแกน เอลลิสัน (โปรดิวเซอร์ Foxcatcher, American Hustle, Her, Zero Dark Thirty และ The Master) และดีใจมากที่เธอมาโปรดิวซ์หนังเรื่องนี้ เธอเก่งมาก มหัศจรรย์มาก ในฐานะแฟนหนังที่เข้าใจว่าเธอกำลังทำอะไร พวกเราไม่รู้จะขอบคุณเธอยังไงจริงๆ ที่ยอมทุ่มทุนกับหนังเรื่องนี้ รวมถึงสิ่งต่างๆ มากมายที่เธอต่อสู้เพื่อให้ได้มา

ผมคิดว่ามันเริ่มตั้งแต่ที่เธอเจอคนที่มีความรู้สึกต่อหนังที่เธอรักแบบเดียวกับเธอ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ใช่คนโปรดิวซ์หนังเหล่านั้นก็ตาม อย่างเช่นถ้าคุณรักหนังเรื่อง The Big Lebowski หรือถ้าคุณรัก Led Zeppelin แล้วคุณมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกับคนที่คิดแบบเดียวกับคุณ มันจะเป็นอะไรที่ดีมากเลย แมแกนชอบอะไรแบบนี้ แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงล่ะก็ ไม่มีอะไรที่จะทำให้เธอมีความสุขได้มากเท่าเวลาสิ่งที่เธอพยายามสร้างขึ้นมามีคนชื่นชอบหรอกครับ เธอจะดีใจมากจริงๆ เวลารู้สึกเชื่อมโยงกับคนอื่น

เมื่อหลายปีก่อนผมเห็น ทอม แฮงค์ส รับรางวัลที่ลินคอล์นเซ็นเตอร์ ผมจำไม่ได้ว่าเป็นรางวัลอะไรแต่น่าจะเป็นรางวัลเกียรติยศที่มอบโดย Lincoln Film Society เขาพูดอย่างหนึ่งที่สะกิดใจผมมากแต่ผมจำประโยคเต็มๆ ไม่ได้ เขาพูดถึงภาพยนตร์ ศิลปะ และการที่สุดท้ายแล้วมันทำให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลง ผมคิดว่าภาพยนตร์มีอิทธิพลต่อการเติบโตของเธอมากเพราะมันเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเธอ มันสำคัญกับเธอขนาดนั้นเลยล่ะครับ เพราะฉะนั้นเวลามีคนรู้สึกว่าสิ่งที่เธอทำนั้นสำคัญเหมือนที่เธอรู้สึก มันเลยเป็นรางวัลอันยิ่งใหญ่สำหรับเธอ

 

ผมอยู่ที่งานพรีเมียร์หนังเรื่องนี้ที่เทศกาลหนังนานาชาติโตรอนโตตอนที่คุณขึ้นเวที ตอนแรกคุณดูใจเย็นมาก แต่พอพูดถึงแมเกนคุณก็เกิดอ่อนไหวขึ้นมา คุณกอดเธอและเห็นได้ชัดว่าคุณรู้สึกซาบซึ่งใจมาก ผมอยากทราบว่าการทำงานกับเธอจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร คุณได้เสนอกับเธอว่า "เนี่ยล่ะ สิ่งที่ผมคิดจะทำล่ะ" อะไรเทือกนั้นหรือเปล่า ผมอยากให้คุณเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการร่วมงานในครั้งนี้หน่อยครับ

ก่อนอื่นนะครับ ผมไม่เคยคิดเลยว่าผมรู้สึกกับเธอต่างจากคนอื่นๆ

 

ผมไม่ได้หมายความว่าคุณคิดอย่างนั้นครับ ผมเพียงบอกว่า ผมรู้สึกแบบนั้น

ผมซาบซึ้งจริงๆ ไม่ใช่แบบในรายการมอบรางวัลสั่วๆ แบบ "ผมซาบซึ้งใจเหลือเกินครับกับสิ่งนี้และสิ่งนั้น..." นะครับ ผมแค่รู้สึกซาบซึ้งในระดับปกติ  ไม่ใช่เพราะเธอสามารถสร้างหนังให้ผมได้ แต่เพราะเธอให้ใจกับมัน มีอยู่ครั้งหนึ่งที่หนังมาถึงทางแพร่งที่ต้องเลือกว่าจะปิดจ็อบแล้วหนังส่งให้ผู้จัดจำหน่าย หรือดันทุรังตัดต่อต่อไปซึ่งจะสร้างภาระให้เธอและสร้างความลำบากให้ทุกคน ผมไม่รู้ว่าในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งระหว่างการลงทุนและการสร้างสรรค์งานแบบนี้ โปรดิวเซอร์คนอื่นจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดผลดีกับหนังมากที่สุด เพราะฉะนั้นจากที่คุณถาม ผมขอตอบว่าการทำงานร่วมกับเธอคือการใช้ความกล้าหาญครับ เธอตัดสินใจอย่างกล้าหาญเสมอ ซึ่งถ้าเธอไม่แคร์หนังเธอก็คงไม่ทำหรอกครับ คนทำหนังจำเป็นต้องสนิทกับหนังของตัวเอง

 

 

คุณทำงานกับหนังเรื่องนี้มานานมาก ผมสงสัยว่าคุณมีไอเดียอื่นหรือประเด็นอื่นที่อยู่กับคุณมานานเท่าเรื่องนี้ไหม คุณเป็นพวกที่อยากทำสามอย่างพร้อมกันแล้วต้องนั่งตัดสินใจว่าจะทำอะไรกันแน่หรือเปล่าครับ

ใช่ครับ มีสามเรื่องจริงๆ ที่ผมอยากทำ และชั่งน้ำหนักมานานแล้วว่าจะทำเรื่องเดียว ทั้งหมด หรือไม่ทำเลยสักเรื่อง ผมบอกคุณไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่าผมจะต้องตัดสินใจอีกนานทีเดียว

 

คุณใช้ Panasonic XL หรือครับ

เปล่าครับ

 

อ้าว เหรอครับ มันเขียนไว้ในโปรดักชั่นโน้ต

ก่อนอื่นต้องบอกว่าผมไม่ได้อ่านโน้ตพวกนั้นเลย เมื่อไม่นานมานี้มีบางคนถามคำถามนี้กับผมเหมือนกัน แต่เปล่าครับ เราใช้ Panavision เราถ่ายด้วยฟิล์ม 35 มม. และเราใช้ Arri ด้วย

 

ทุกวันนี้ดูเหมือนการตัดสินใจว่าจะถ่ายหนังด้วยฟิล์มหรือดิจิตอลเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย คุณช่วยอธิบายได้ไหมว่าคุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันสำคัญกับคุณมากแค่ไหน แบบไหนที่คุณชอบมากกว่ากัน

ถ้านับหนังที่ผมทำมายกเว้นเรื่องแรกที่เป็นสารคดีที่ถ่ายด้วย Mini DV ผมคงไม่มีทางสบายใจที่จะถ่ายหนังด้วยกล้องดิจิตอลแน่ๆ ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีการถ่ายหนังแบบดิจิตอลจะไม่สามารถพัฒนาไปจนถึงจุดที่น่าพอใจได้นะครับ ผมพยายามคิดว่า ผมอาจจะถ่าย Foxcatcher ด้วยดิจิตอลได้อย่างสบายใจ แต่สุดท้ายผมก็ทำไม่ได้ ผมทดลองถ่ายตัวเทสต์แบบดิจิตอลแล้วด้วยครับ เราลองทุกเทคนิคเพื่อจะทำให้มันเวิร์คแต่มันไม่เวิร์คจริงๆ ผมคงเศร้ามากถ้าวันหนึ่งเราจะไม่สามารถถ่ายหนังด้วยฟิล์มได้อีกแล้ว

 

ผมคิดว่าตราบใดที่ยังคงมีคนทำหนังใช้ฟิล์มอยู่ และหาวิธีทำให้คนอื่นๆ ใช้ฟิล์มเหมือนพวกเขาได้ สิ่งที่คุณกลัวก็คงไม่เกิดขึ้น แต่คงยากกว่าที่คิดเมื่อแล็บล้างฟิล์มเริ่มปิดตัวลง

คริสโตเฟอร์ โนแลน กำลังพยายามทำอะไรแบบที่คุณว่าอยู่ เขามีแผนการบางอย่างที่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะออกมาในรูปแบบไหน อย่างไรก็ดีผมยังคงหวังครับว่าฟิล์มจะยังคงอยู่ต่อไป

 

สัมภาษณ์โดย สตีฟ 'ฟรอสท์ตี' ไวน์ทรอบ จาก collider.com

 

Foxcatcher เข้าฉายแล้ววันนี้
ในโรงภาพยนตร์เครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram