ก่อนจะมาเป็นตำนานวินนี่ เดอะ พูห์ ก่อนจะมาเป็น Goodbye Christopher Robin

 

ก่อนจะมาเป็นตำนานวินนี่ เดอะ พูห์ ก่อนจะมาเป็น Goodbye Christopher Robin

 

GOODBYE CHRISTOPHER ROBIN นำเสนอเรื่องราวการสร้างสรรค์ตัวละครสำหรับเด็กอันเลื่องชื่อ วินนี-เดอะ-พูห์ ทีมงานผู้กำกับไซมอน เคอร์ติส และผู้อำนวยการสร้าง เดเมียน โจนส์ และสตีฟ คริสเตียนผู้ล่วงลับ รวมถึงมือเขียนบทแฟรงค์ คอตเทรลล์-บอยซ์ และไซมอน วอห์น ได้นำชีวิตอันไม่ธรรมดาของ เอ เอ มิลน์ ผู้สร้างตัวละครนี้มาสู่จอภาพยนตร์ ด้วยการสร้างโลกที่มีภาพงดงามและสีสันน่าตื่นตาตื่นใจ โดยมีฉากหลังเป็นอังกฤษยุคหลังสงครามซึ่งผู้คนต่างรอคอยอะไรสักอย่าง อะไรก็ได้ที่ช่วยสร้างความเบิกบานใจ 

 

เมื่อนักเขียน เอ เอ มิลน์ ออกจากลอนดอนเพื่อไปใช้ชีวิตในชนบทของอังกฤษ การเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดฝันจากการเป็นนักเขียนความเรียงและบทละครได้ผลักดันเขาไปสู่บทบาทซึ่งจะเป็นที่จดจำไปตลอดกาล ในพื้นที่ป่าของอีสต์ซัสเซ็กส์ มิลน์เริ่มต้นเขียนนิทานให้ลูกคนเดียวของเขา คริสโตเฟอร์ โรบิน เรื่องราวอันน่ามหัศจรรย์นี้นำแสดงโดยเด็กน้อยกับเหล่าตุ๊กตาซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยตัวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือตุ๊กตาหมีเท็ดดีแบร์ซึ่งมีชื่อว่าวินนี-เดอะ-พูห์ เรื่องราวเหล่านี้ได้รวมออกมาเป็นหนังสือสองเล่ม คือ Winnie-the-Pooh และ The House at Pooh Corner ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วเมื่อตีพิมพ์ในปี 1926 และ 1928 ตามลำดับ และยังคงเป็นหนังสือที่เด็กๆ นิยมอ่านกันทั่วโลกมาเกือบศตวรรษแล้ว

 

 

การเดินทางของ GOODBYE CHRISTOPHER ROBIN’S สู่จอภาพยนตร์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมือเขียนบทและผู้อำนวยการสร้างบริหาร ไซมอน วอห์น ได้ติดต่อผู้อำนวยการสร้างโจนส์และคริสเตียนพร้อมด้วยบทภาพยนตร์ร่างแรกๆ เกี่ยวกับความเป็นมาของตัวละครหมีที่หลายคนชื่นชอบของมิลน์ “ทุกคนรู้จัก วินนี-เดอะ-พูห์” คริสเตียนกล่าว “เราทุกคนเติบโตมากับนิทานเหล่านั้น แต่น้อยคนนักที่จะรู้เรื่องราวเบื้องหลังหมีพูห์ เราคิดว่าคนน่าจะได้รู้เรื่องนี้กันมากกว่านี้” 

 

“ไซมอนค้นพบเรื่องราวนี้ และบทฉบับร่างก็เล่าเรื่องราวสุขปนเศร้าระหว่างพ่อลูกซึ่งเป็นต้นกำเนิดหนังสือเด็กอันเป็นที่รักเล่มนี้” โจนส์กล่าว แม้เขายอมรับว่าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าที่จริงแล้วคริสโตเฟอร์ โรบินก็คือ คริสโตเฟอร์ ลูกชายของมิลน์ “เป็นเรื่องน่าทึ่งที่เราได้รู้ว่าหมีพูห์มาจากไหน” เขากล่าว “เช่นเดียวกับสตีฟ ผมรู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องเผยเรื่องนี้ให้โลกรู้”

 

เมื่อผู้อำนวยการสร้างติดต่อมือเขียนบทผู้ชนะรางวัล แฟรงค์ คอตเทรลล์-บอยซ์ (Millions, ซีรีส์ Chitty Chitty Bang Bang) เพื่อขอคำแนะนำในการพัฒนาบทให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น โครงการนี้ก็เริ่มขับเคลื่อนไปข้างหน้า

 

 

ทีมผู้อำนวยการสร้างยกระดับหน้าตาของหนังเรื่องนี้ขึ้นมาได้มากเมื่อผู้กำกับไซมอน เคอร์ติส ตกลงมาร่วมทีม “ผมคิดว่าความโรแมนติกและความอบอุ่นของไซมอนเหมาะมากกับเรื่องนี้” โจนส์กล่าว “เขาให้ความเห็นที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับตัวบทและมีบทสนทนาที่ดีเยี่ยมกับแฟรงค์ เขาจึงน่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับหนังเรื่องนี้” ฝันกลายเป็นจริงเมื่อทีมงานได้นักแสดงที่กำลังมาแรงอย่างโดห์นัลล์ กลีสัน และมาร์โกต์ ร็อบบีมารับบทนำเป็นมิสเตอร์และมิสซิส เอ เอ มิลน์

 

“ผมว่ามิลน์เป็นนักเขียนที่เก่งมาก” บอยซ์กล่าว “และเรื่องนี้ก็พูดถึงความสำเร็จและผลลัพธ์ที่ตามมาซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจอยู่แล้ว เอ เอ มิลน์ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่และไม่คาดฝัน ซึ่งสร้างปัญหาให้ตัวเขาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกชายของเขาด้วย ไม่ค่อยมีเรื่องราวที่เล่าว่าความสำเร็จอาจทำให้ชีวิตเราลำบากได้อย่างไรให้เห็นบ่อยนักหรอกครับ”

 

 

แม้งานเขียนของมิลน์เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ ทั่วโลกมาเกือบศตวรรษ แต่ทีมผู้สร้างตกลงกันตั้งแต่ต้นว่าต้องการทำหนังเรื่องนี้ให้เป็นหนังดรามาสำหรับผู้ใหญ่ “หนังเรื่องนี้บรรยายภาพการเป็นพ่อแม่ในอีกยุคหนึ่งได้อย่างน่าสนใจ” โจนส์กล่าว “แต่นอกจากเรื่องราวอันมหัศจรรย์เกี่ยวกับพ่อและลูกชายที่ได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง และสร้างโลกที่ตั้งใจให้เป็นโลกส่วนตัวของพวกเขาสองคน เรายังพูดถึงอาการเครียดหลังเกิดเหตุสะเทือนใจ (PTSD) หรือที่สมัยนั้นเรียกกันว่า ‘เชลล์ช็อค’ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มิลน์กลับจากสงครามโดยได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจและการหนีออกไปยังชนบทก็เป็นจุดเริ่มต้นของหมีพูห์”

 

ผู้กำกับ ไซมอน เคอร์ติส หลงใหลบทภาพยนตร์ทันทีที่เขาได้อ่าน “มันพูดถึงประเด็นต่างๆ มากมายที่ผมสนใจ เรื่องของการเป็นพ่อคนแม่คน การมีลูกและไม่อยากปล่อยให้ลูกไป เป็นเรื่องของอังกฤษช่วงคั่นกลางระหว่างสงครามซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก แล้วก็ยังเกี่ยวกับการสร้างสรรค์ เกี่ยวกับการเขียนเรื่องราวที่มีคนชื่นชอบกันมากที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่มีการเขียนกันมา”

 

 

บอยซ์กล่าวว่าเคอร์ติสเป็นผู้กำกับที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ที่เขาเคยทำงานด้วย “เขาเตรียมตัวมาเต็มร้อยและยอมทุ่มเทเพื่อให้ได้สิ่งที่ใช่ สถานที่ถ่ายทำที่ใช่ และนักแสดงที่ใช่ เขามุ่งความสนใจไปยังสิ่งสำคัญเป็นหลัก ไซมอนสามารถใช้สถานที่จริงแล้วทำให้มันดูพิเศษขึ้นมาได้ แทนที่จะต้องหาสถานที่ที่ดูพิเศษตั้งแต่แรก”  

 

ผู้กำกับรายนี้พร้อมที่จะประทับตราซึ่งบ่งบอกเอกลักษณ์ของตัวเองลงไปในหนังเรื่องนี้ เขากลายเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของหนัง คริสเตียนกล่าวว่า “ไซมอนรู้แน่ชัดว่าต้องการนำหนังเรื่องนี้ไปยังทิศทางใด เขาวางวิสัยทัศน์ให้หนังเรื่องนี้ทันที และยิ่งกว่านั้นเขากระตือรือร้นอยากทำหนังเรื่องนี้ เมื่อไซมอนและแฟรงค์มาร่วมงานกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะยิ่งทบเท่าทวีคูณ และนั่นเป็นแค่โชคดีส่วนหนึ่งเท่านั้น ทุกคนมาอยู่ถูกที่ถูกเวลาได้อย่างประจวบเหมาะและยังมีแนวคิดไปในทางเดียวกันอีกด้วย”

 

 

เคอร์ติสบรรยายว่าหนังเรื่องนี้พูดถึงการที่นิทานเหล่านี้ทำให้มิลน์ร่ำรวยและมีชื่อเสียงโด่งดังเกินคาดคิดจนส่งผลกระทบต่อครอบครัวด้วย “แต่แก่นสำคัญของหนังก็คือช่วงเวลาอันมหัศจรรย์เมื่อพ่อลูกอยู่ด้วยกันตามลำพังในชนบทเป็นครั้งแรก พวกเขาได้ค้นพบกันและกัน เพลิดเพลินไปกับจินตนาการของอีกฝ่าย และสิ่งนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้มิลน์เขียนวินนี-เดอะ-พูห์ขึ้นมา ช่วงเวลาที่เขาใช้ร่วมกับคริสโตเฟอร์ โรบินช่วยให้เขาฟื้นจากอาการที่ปัจจุบันเราเรียกกันว่า PTSD”

 

แม้ว่าหนังเน้นไปยังช่วงเวลาสองสามปีที่วินนี-เดอะ-พูห์ถือกำเนิดขึ้นมาและปรากฏการณ์ระดับโลกหลังจากนั้น แต่ GOODBYE CHRISTOPHER ROBIN ก็ให้ภาพมุมกว้างของอังกฤษในยุคสมัยอันยากลำบากด้วย “วินนี-เดอะ-พูห์และผองเพื่อนสร้างมนต์ขลังให้ผู้คนหลงใหลด้วยความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของพวกเขา แต่ที่จริงตัวละครเหล่านี้เกิดขึ้นมาในช่วงเวลาที่อังกฤษกำลังเผชิญความทุกข์ยากและเขียนโดยชายซึ่งได้รับความบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง” เคอร์ติสอธิบาย “ทั้งหมดนี้ รวมถึงเรื่องที่ว่าแฟรงค์ คอตเทรลล์-บอยซ์ เป็นมือเขียนบทที่ผมชอบ จึงทำให้ผมสนใจโครงการนี้อย่างยิ่งครับ”

 

Goodbye Christopher Robin แด่ คริสโตเฟอร์ โรบิน ตำนานวินนี เดอะ พูห์ วันนี้ในโรงภาพยนตร์

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram