กัปตันแจ๊ค พาลูกเรือล่องทะเลคลั่ง กับ 5 เหตุผลที่ Pirate 5 คือหนังโจรสลัดแบบที่เราเคยหลงรัก

 

Back to Basic...5 เหตุผลที่แสดงให้เห็นว่า Pirate 5 กลับสู่จุดเริ่มต้น

ตามแบบฉบับโจรสลัดที่เราเคยหลงรัก

 

 

หลายคนคงรู้สึกเหมือนเพิ่งจะผ่านไปเมื่อวานที่เราได้เข้าไปสัมผัสกับประสบการณ์โจรสลัดครั้งแรกในโรงภาพยนตร์ จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงแค่ธีมในสวนสนุก ถูกสร้างเรื่องราวใหม่จนกลายเป็นแฟรนไชส์ภาพยนตร์ชื่อดังระดับโลก ตั้งแต่ปี 2003 ที่ภาคแรก ‘คืนชีพกองทัพโจรสลัดสยองโลก’ ได้แนะนำให้เรารู้จักกับเรื่องราวที่แสนแปลกใหม่ ฉากแอ็คชั่นตื่นตากลางทะเลบนเรือโจรสลัด แถมยังกัปตันจอมแย่งซีนอย่าง แจ็ค สแปร์โรว์ ที่กลายเป็นภาพจำของนักแสดงมากฝีมือ จอห์นนี เด็ปป์ และตัวร้ายที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างกัปตันบาร์บอสซ่า

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้เดินหน้ากวาดรายได้และสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองต่อมาอย่างยาวนาน จนถึงปี 2011 ในภาค ‘ผจญภัยล่าสายน้ำอมฤตสุดขอบโลก’ แฟนๆหลายคนก็พากันผิดหวังไปเล็กน้อยที่นักแสดงนำของเรื่องทั้งสองคน ไม่ว่าจะเป็นวิล เทอร์เนอร์ และอลิซาเบท สวอนน์ ไม่ได้กลับมามีบทบาทในเรื่องดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะทิ้งช่วงห่างไปยาวนานกว่า 6 ปี ล่าสุดแฟรนไชส์นี้ก็กลับมาในชื่อของ ‘สงครามแค้นโจรสลัดไร้ชีพ’ ที่ดิสนีย์ทุ่มทุนสร้างไปสูงถึง 250 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อรังสรรค์ตำนานนี้ต่อไปแล้วสานต่อให้สดใหม่ยิ่งกว่าเดิมด้วยการย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นที่เป็นตัวตนของ Pirates of the Caribbean

 

 

1.เรื่องราวที่เรียบง่าย

 

ย้อนกลับไปที่ภาพยนตร์เรื่องแรก เรื่องราวจะโฟกัสไปที่เด็กหนุ่มนามว่า วิล เทอร์เนอร์ (รับบทโดย ออแลนโด้ บลูม) ที่ออกเดินทางตามหาความเป็นมาของตัวเองที่พ่อของเขาเคยเป็นโจรสลัด แล้วพวกเขาก็เริ่มแนะนำนักแสดงสนับสนุนของเรื่องอย่างกัปตันแจ็ค สแปร์โรว์ เรื่องราวว่าด้วยอาถรรพ์ของเรื่องโจรสลัดแบล็คเพิร์ล ที่ลูกเรือทุกคนเป็นผีดิบไม่ยอมตาย พวกเขาลักพาตัวเด็กสาวเพราะคิดว่าเลือดของเธอจะล้างคำสาปได้ แต่จริงๆแล้วเป็นเลือดของเด็กหนุ่มวิล เทอร์เนอร์ต่างหาก 

 

แต่หลังจากนั้น เรื่องราวก็ดูจะซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเชือกที่ถูกผูกปมเข้าไปแบบไม่รู้จบสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการพยายามจัดการกัปตันโจรสลัดหน้าปลาหมึกอย่างเดวี โจนส์ หรือเทพธิดาแห่งท้องทะเลผู้กราดเกรี้ยว ไปจนถึงการกำจัดสัตว์ประหลาดแห่งท้องทะเล ‘คราเคน’ และการเดินทางไปสู่ประเทศสิงคโปร์ หลายตัวละครที่ต้องแนะนำใหม่ หลายเรื่องราวที่ไม่ได้พูดถึง นั่นกลับกลายเป็นทำให้เสน่ห์และความสนุกของ Pirates of the Caribbean ลดน้อยถอยลงไป แต่ใน ‘สงครามแค้นโจรสลัดไร้ชีพ’ นี้พวกเขาเล่าเรื่องราวที่แคบลง ซึ่งมันจะทำให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจและสนุกสนานมากขึ้นอย่างแน่นอน

 

 

2.จอห์นนี เด็ปป์กลับมารับบทสนับสนุนอีกครั้ง

 

แน่นอนอยู่แล้วว่าไม่มีใครที่ไม่หลงรักตัวละครแจ็ค สแปร์โรว์ ทั้งความฮา ความกวน และความร้ายกาจตามแบบฉบับโจรสลัดที่บางครั้งก็ชวนให้เราสับสนไปบ้างว่าควรจะต้องรู้สึกอย่างไรกับตัวละครนี้ดี แต่ใน Pirates of the Caribbean ภาคแรกนั้นเรื่องราวจะมีจุดยืนอยู่ที่สายเลือดของวิล เทอร์เนอร์เป็นหลัก และการค้นหาคำตอบว่าทำไมเขาถึงเป็นที่เกลียดชังของโจรสลัด ในขณะที่แจ็ค สแปร์โรว์ก็เป็นตัวละครที่โดดเด่น แต่เขาก็ไม่ใช่ตัวหลักตามบทภาพยนตร์อยู่ดี

 

เรื่องราวกลายเป็นว่าภาคต่อทั้งสามภาคต่อมากลับโฟกัสไปที่ตัวกัปตันแจ็ค สแปร์โรว์แทน กลายเป็นการทำให้ตัวละครนี้ดูน่ารำคาญมากขึ้น แทนที่จะตลกเหมือนเดิม แต่ในภาคล่าสุดนี้จะลดความเป็นสแปร์โรว์ให้น้อยลง และจัดรูปจัดราวของเรื่องให้เข้ารูปเข้ารอยอีกครั้ง 

 

 

3.จาเวียร์ บาร์แดมในบทตัวร้ายสุดสะพรึง

 

เรื่องหนึ่งเลยที่เราต้องยอมรับ นั่นคือแฟรนไชส์ Pirates of the Caribbean ได้สร้างวายร้ายอันเป็นที่จดจำให้กับโลกโจรสลัดและโลกภาพยนตร์ ตั้งแต่กัปตันบาร์บอสซ่า จนถึงเดวี โจนส์ ทั้งสองคนกลายเป็นวายร้ายที่ติดอยู่ในใจของเราทุกคน จนกระทั่ง
กัปตันแบล็คเบียร์ดในภาคล่าสุดเองก็ถือว่าเป็นโจรสลัดสุดโหดอีกหนึ่งคน และในปีนี้ที่เป็นคิวของนักแสดงมากฝีมือ เจ้าของรางวัลมากมาย จาเวียร์ บาร์แดม ที่จะมารับบทเป็นกัปตันอาร์มานโด ซาลาซาร์

 

เรื่องราวของกัปตันคนนี้น่าสนใจมากเลยทีเดียว กัปตันซาลาซาร์ เป็นกัปตันทหารเรือของกองทัพสเปน ที่ออกตามล่าโจรสลัดไปทั่วทั้งเจ็ดน่านน้ำ จนกระทั่งวันหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องราวหลายสิบปีก่อนเรื่องราวในปัจจุบัน ที่เขาได้พบกับแจ็ค สแปร์โรว์ในวัยหนุ่ม ผู้ที่ชักนำเขาเข้าไปสู่ดินแดนสามเหลี่ยมปีศาจ สถานที่ที่ทำลายเรือและลูกเรือของเขาจนหมดสิ้น ทำให้เขาและลูกเรือต้องผูกเข้ากับคำสาปที่ทำให้กลายเป็นวิญญาณผีสุดแค้น ก่อนจะหลบหนีออกจากสามเหลี่ยมปีศาจนั่นแล้วออกตามล่าเป้าหมายเดียวคือ กัปตันแจ็คสแปร์โรว

 

 

4.ผีโจรสลัดและปีศาจฉลาม

 

มันอาจจะเป็นเรื่องราวที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว กับการที่กัปตันแจ็ค สแปร์โรว์จะต้องกลับมาจัดการกับกองทัพผีดิบที่ไม่มีวันตาย มันดูเป็นสูตรซ้ำๆที่เสี่ยงอยู่ไม่น้อย แต่ในภาคล่าสุดนี้จะแตกต่างออกไปอย่างแน่นอน เพราะในภาคนี้พวกมันจะไม่ใช่แค่ผีดิบที่ฟื้นจากความตายมีเนื้อมีหนังเหมือนทั่วๆไป แต่ครั้งนี้จะกลายเป็นผีของจริง ชนิดที่สามารถตามหลอกหลอนได้แบบไม่มีวันตาย เดินได้สบายๆบนน้ำ เพราะฉะนั้นนี่จึงกลายเป็นสูตรเดิมที่ถูกปรุงใหม่ให้สดใหม่กว่าเดิม

 

 

5.ฉากแอ็คชั่นถล่มทลาย และงานภาพที่อลังการกว่าเดิม

 

หนึ่งจุดแข็งของภาพยนตร์เรื่องนี้เลยก็คืองานภาพที่อลังการและแปลกใหม่ ไม่ว่าเรื่องราวจะประสบความสำเร็จหรือไม่ หรือนักแสดงจะแสดงเป็นอย่างไรก็ตาม การได้เข้าไปสัมผัสกับความอลังการและสร้างความรู้สึกให้กับผู้ชมว่าไม่เสียดายที่จะเสียเงินในการชมก็ถือว่าเป็นความสำเร็จแล้ว และจากฉากที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของแฟรนไชส์ Pirates of the Caribbean เลยก็คือการต่อสู้ระหว่างเรือโจรสลัดกลางทะเล ซึ่งสบายใจได้เลยว่าในภาคนี้จะได้ชมอย่างเต็มอิ่มอย่างแน่นอน

 

ร่วมพิสูจน์ตำนานหน้าใหม่ของโจรสลัดใน Pirates of the Caribbean: Salarza’s Revenge กำหนดฉาย 24 พฤษภาคมนี้ทุกโรงภาพยนตร์!

 

 

ที่มา: https://moviepilot.com/p/what-dead-men-tell-no-tales-must-do-to-save-franchise/4271006

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram