“อนันดา VS น้อย กฤษดา” เมื่อมือปราบปะทะมหาโจรคงกระพันแกร่งกล้า ใครเหนือกว่ากัน?

  “อนันดา VS น้อย กฤษดา”  เมื่อมือปราบปะทะมหาโจรคงกระพันแกร่งกล้า 
ใครเหนือกว่ากัน? 

 

 


การวางตัว2นักแสดงซูเปอร์สตาร์ชายมือรางวัลระดับแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง อนันดา เอเวอริงแฮม (เจ้าของรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมสุพรรณหงส์ทองคำจาก “แฮปปี้เบิร์ดเดย์”และ “ชั่วฟ้าดินสลาย”) รับบท  “ขุนพันธ์” และ “น้อย กฤษดา สุโกศล  แคลปป์” (เจ้าของรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมสุพรรณหงส์ทองคำจาก “13เกมสยอง”) รับบท “อัลฮาวียะลู” มหาโจรผู้กล้าแกร่งด้วยอาคม เสือร้ายที่ขุนพันธ์ยากจะต่อกร โดยเป็นครั้งแรกและอาจจะเป็นครั้งเดียวของการเผชิญหน้าทั้งในส่วนของการเชือดเฉือนบทบาททางด้านการแสดงสุดเข้มข้นรวมไปถึงการปะทะความมันส์ในทุกๆฉากแอคชั่นอย่างเต็มรูปแบบของทั้งคู่ร่วมกัน

อนันดา เล่าให้ฟังถึงครั้งแรกที่ได้ยินชื่อโปรเจกต์ขุนพันธ์จากการทาบทามของผู้กำกับที่หาโอกาสร่วมงานกันมานานอย่างก้องเกียรติว่า 

“จำได้ว่าตอนที่คุยโปรเจกต์ขุนพันธ์ครั้งแรกกับพี่โขมจ่อยพี่ขอสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่พี่จะปล่อยของจริงๆพอได้ยินจากพี่โขมว่าเขาเอาสุดเต็มที่สำหรับเรื่องนี้ก็ตื่นเต้นแรกๆอาจตกใจนิดหน่อยหลังๆก็ตื่นเต้นตื่นเต้นกลายเป็นสนุกเพราะว่าเราได้เริ่มเข้าบทบาทเริ่มซ้อมคิวแอคชั่นอะไรทุกอย่างได้ฟิตติ้งเริ่มติดหนวดทุกอย่างมันก็เริ่มจริงขึ้นหลังจากนั้นความตื่นเต้นนั้นกลายเป็นความอินครับคือการที่เราต้องเล่นเป็นคนที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ก็ต้องยอมรับว่าเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนพอสมควรคือการที่ตัวผมเป็นนักแสดงคนหนึ่งมีหน้าที่เป็นนักแสดงแต่งานนี้เราก็ต้องเคารพต่อประวัติชีวิตของท่านเองด้วยก็เลยได้ไปศึกษาพอไปลงลึกก็เห็นว่าท่านไม่ใช่คนธรรมดาจำนวนของโจรที่ท่านปราบนี่คือแบบเป็นหลักร้อยหรือเปล่าคือมันเป็นประวัติหรือเรื่องราวของนายตำรวจที่อาจจะนับว่าสุดยอดที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยก็ว่าได้ถ้าให้ 


ในขณะที่กฤษดา สุโกศล แคลปป์เองยอมรับว่าติดใจในการร่วมงานกับผู้กำกับโขมก้องเกียรติจากผลงานก่อนหน้าอย่างอันธพาลไม่น้อยเพราะนอกจากกวาดทั้งเสียงยกย่องจากทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์ทุกสถาบันที่มีการแจกรางวัลรวมถึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ทองคำในสาขานักแสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยมแล้วการร่วมงานกับผู้กำกับในสไตล์เพอร์เฟคชั่นนิสต์แบบนี้ยังเปิดพื้นที่ในการแสดงให้เขาได้จัดเต็มอย่างเต็มที่และพอรู้ว่าก้องเกียรติเจาะจงตั้งใจเลือกและส่งบท“อัลฮาวียะลู” มหาโจรคงกระพันผู้เหี้ยมโหดคู่ปรับของขุนพันธ์มาให้ยังไม่ทันอ่านบทก็ตกปากรับคำทันทีและพอได้ศึกษาบทก็พบว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดและคงเสียใจถ้าไม่ได้รับบทนี้


“เชื่อว่านักแสดงหลายๆคนมองหาโอกาสที่จะได้เล่นบทร้ายสักครั้งหนึ่งในชีวิตเพียงแต่ว่าบทร้ายแบบนี้เราจะเล่นอย่างไรซึ่งมันเป็นสิ่งที่ท้าทายมากครับบทอัลฮาวียะลูครั้งนี้เป็นการพลิกและเปลี่ยนคาแรคเตอร์ที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมาครับเป็นตัวละครที่ค่อนข้างห่างไกลจากคาแรคเตอร์ตัวจริงผมเหลือเกินผมเองก็ไม่เคยเล่นหนังพีเรียดมาก่อนแต่ด้วยที่ตัวบทภาพยนตร์เรื่องนี้มันมีมิติเหลือเกินแล้วเราก็พยายามเบสคาแรคเตอร์ของเรากับโจรที่เป็นคู่ปรับของขุนพันธ์ตัวจริงมันก็เลยเกิดการตีความ 2 อย่างกับบทนี้เราก็พยายามทั้งศึกษาว่าโจรสมัยโน้นเขาเชื่อมั่นในสิ่งอะไรจุดยืนเขาอยู่ที่ไหนเขาเกิดมาเป็นอย่างไรถึงคิดกลายเป็นโจรแต่ว่าอีกมุมหนึ่งเราก็พยายามใช้จินตนาการการตีความมาสร้างตัวละครตัวนี้มันก็ยิ่งสนุกมันสามารถสร้างสีสันได้เราก็พยายามดูว่าเราจะสามารถทำอะไรตรงนี้ได้อัลฮาวียะลูเขาคือคู่ปรับของขุนพันธ์เป็นมหาโจรที่ฆ่าไม่ได้ตายไม่เป็นขุนพันธ์อาจจะล่าเราได้แต่ฆ่าเราไม่ได้

เราเป็นนักแสดงเรารู้ว่าการหาโอกาสได้เล่นบทได้เปลี่ยนคาแรคเตอร์อย่างนี้เราไม่มีทางรู้เลยว่ามันจะมีมาอีกเมื่อไหร่มันอาจจะไม่มีด้วยซ้ำเวลาบทอย่างนี้มาอย่าพลาดพลาดไม่ได้นะไม่ว่าจะล้มหรือจะยืนขึ้นไม่ว่าจะออกมาเป็นยังไงเราก็เลยต้องเต็มที่แล้วก็จับมันอย่าปล่อยมันแล้วผลมันจะออกมาเป็นยังไงก็แล้วแต่แต่คุณต้องทำให้ดีที่สุดเต็มที่ที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงาน1ซีนในสไตล์ของโขมมันจะมีทั้งดราม่าอยู่ในแอคชั่นด้วยต้องทำทั้ง2อย่างให้ได้ไม่ว่าจะเป็นการแสดงรับบทพูดระหว่างกันไปจนถึงแอคชั่นกับการชกต่อยกันจริงๆมันคือการถ่ายทอด 2 อย่างในซีนเดียวกันซึ่งสำหรับโขมแล้วนี่คือสิ่งที่นักแสดงต้องทำให้ได้เราต้องเข้าใจว่าเวลาเราเล่นหนังมันมีโอกาสครั้งเดียวแล้วหลังจากนั้นมันก็จะอยู่ไปตลอดชีวิตนั่นคือผลงานของเรา” 

 

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram