โคตรป่วน! เรื่องราวของเหล่าตัวแสบที่โด่งดังเพราะการขโมยหนังสือใน American Animals

 

เรื่องราวของเหล่าตัวแสบที่โด่งดังเพราะการขโมยหนังสือ American Animals

 

เมื่อ 14 ปีก่อน วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่มีอนาคตอันสดใสได้ทำลายเส้นทางของพวกเขาด้วยแผนโจรกรรมที่เกือบจะดูฉลาด เรื่องราวของคดีโจรกรรมหนังสือมีค่ามูลค่าหลายล้านเหรียญจากห้องสมุดของมหาวิทยาลัยได้กลายเป็นหนึ่งในคดีที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ และในที่สุด เรื่องราวการโจรกรรมของเหล่าตัวแสบแห่งรัฐเคนตักกี้ก็ได้ถูกถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิลม์ในชื่อของ “American Animals รวมกันปล้น อย่าให้ใครจับได้”

 

ผู้คนจำนวนมากมีช่วงเวลาที่พวกเขาตัดสินใจทำอะไรบางอย่างผิดในช่วงที่พวกเขายังเป็นวัยรุ่น และผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่มีอะไรที่เรียกได้ว่าดีสเปนเซอร์ ไรน์ฮาร์ด หนึ่งในสมาชิกผู้ริเริ่มแผนโจรกรรมครั้งนั้น ให้สัมภาษณ์ ในกรณีของพวกเรา เราได้กระทำการบางอย่างที่เกินกว่าเหตุไปมาก และท้ายที่สุดเราก็ต้องรับผลลัพท์ที่ตามมาจากการกระทำของเราเอง

 

“American Animals” คือผลงานการกำกับของ บาร์ท เลย์ตัน บอกเล่าเรื่องราวของคดี Transy Book Heist (คดีโจรกรรมหนังสือ ณ ห้องสมุดทรานซิลเวเนีย) ผ่านการจำลองเหตุการณ์ด้วยทีมนักแสดงดาวรุ่ง และบทสัมภาษณ์ของผู้ก่อเหตุและครอบครัวของพวกเขาที่ไม่ได้มีการใช้นักแสดงแทนเลยแม้แต่น้อย

 

การจำลองเหตุการณ์ในครั้งนั้นผ่านกล้องภาพยนตร์เป็นสิ่งที่ “เหนื่อย” มาก วาเรน ลิปกา อีกหนึ่งในสมาชิกผู้ริเริ่มแผนโจรกรรม ได้กล่าวเอาไว้ ผมคงไม่เรียกว่ามันเป็นอะไรที่สนุกสำหรับผมนะ เพราะมันเป็นประสบการณ์ที่แปลกมากๆ ครับ วาเรนพูดเสริม

 

ค้นหาเป้าหมาย

 

จุดเริ่มของ Transy Book Heist นั้นยังคงมีความคลุมเครืออยู่จนถึงปัจจุบัน ดังนั้นภาพยนตร์จึงใช้วิธีการเล่าผ่านมุมมองของผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละคน สิ่งที่เราทราบแน่นอนก็คือ ไรน์ฮาร์ด (รับบทโดย แบร์รี่ คีโอแกน) และ ลิปกา (รับบทโดย อีแวน ปีเตอร์ส) คือผู้ริเริ่มการก่อเหตุครั้งนั้น

 

ในช่วงที่ สเปนเซอร์ ไรน์ฮาร์ด ยังเป็นนักศึกษาปี 1 ของมหาวิทยาลัยทรานซิลเวเนีย เขาได้ไปเยี่ยมชมห้องเก็บหนังสือหายากของห้องสมุดภายในมหาวิทยาลัยของเขา ภายในนั้นมีหนังสือหาอยู่อยู่หลายเล่ม และหนึ่งในหนังสือหายากก็คือ The Birds of America หนังสือภาพหายากมูลค่า 12 ล้านเหรียญ ที่เขียนโดน เจมส์ อูดูบอง ในขณะนั้นการรักษาความปลอดภัยของห้องดังกล่าวยังไม่ดี สิ่งที่ป้องกันมีเพียงแค่ชั้นกระจกและบรรณารักษ์หญิงวัยกลางคน เบตตี้ จีน กูช (รับบทโดย แอน โดว)

 

ภายหลังจากนั้น เมื่อไรน์ฮาร์ดได้พบกับลิปกา เพื่อนของเขาที่ได้รับทุนนักกีฬาของมหาวิทยาลัยในละแวกนั้น เขาก็ได้เอ่ยถึงขุมทรัพย์ที่หลับไหลอยู่ภายในมหาวิทยาลัยของเขา ตอนนั้นพวกผมถึกคะนองกันเกินไปหน่อยครับไรน์ฮาร์ดกล่าว

 

รวมทีมปล้น

 

แผนการนี้เริ่มจากเล็กๆ พวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการโจรกรรมมาก่อน พวกเขาได้ดูภาพยนตร์อย่าง “Ocean’s 11” และ “Reservoir Dogs” เพื่อใช้เป็นอ้างอิงของการโจรกรรม เวลาระหว่างคาบเรียนคือเวลาที่พวกเขาใช้ในการสอดแนมสถานที่ก่อเหตุ ไรน์ฮาร์ด ผู้ที่กำลังเรียนอยู่ในเอกศิลปะขณะนั้น เป็นผู้ร่างแบบจำลองห้องเก็บหนังสือ เมื่อแผนการเริ่มใหญ่ขึ้น พวกเขาก็ตระหนักว่าแผนโจรกรรมในครั้งนั้นต้องใช้คนเพิ่ม พวกเขาจึงชักชวนผู้ร่วมอุดมการณ์เข้ามาอีก 2 คน ชาส อัลเลน หนุ่มร่างกำยำผู้เป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแล้ว และ เอริก บอซุก หนุ่มบัญชีที่ไฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ

 

หลังการเตรียมการทั้งหมดเสร็จสิ้น พวกเขาพบว่าหนทางที่ดีที่สุดในการโจรกรรมครั้งนี้คือ การปลอมตัวเข้าไปเป็นผู้เยี่ยมชม เพื่อเข้าไปขโมยหนังสือในช่วงกลางวันแสกๆ ถ้าพวกเขากำจัดบรรณารักษ์คนนั้นออกไปได้ พวกเขาก็สามารถนำหนังสือออกไปทางด้านทางออกด้านหลังได้ พวกเขาเลือกที่จะใช้วิธีการใช้เครื่องช็อตไฟฟ้ากับบรรณารักษ์ ซึ่งเป็นวิธีที่มีความอันตรายน้อยที่สุดและเงียบที่สุด สำหรับการขายหนังสือ ลิปกาได้ใช้เส้นสายของเขา และยืนยันว่าเขามีผู้ซื้ออยู่ที่ประเทศแถบยุโรปรออยู่แล้ว นอกจากนั้น ไรน์ฮาร์ดยังได้ให้เงินหลายพันดอลล่าร์กับลิปกา เพื่อให้เขาบินไปยังเนเธอร์แลนด์เพื่อติดต่อกับพ่อค้าศิลปะในตลาดมืดอีกด้วย (แต่บางคนในแก๊งไม่เชื่อว่าลิปกาได้เดินทางไปเนเธอร์แลนด์จริงๆ)

 

ชื่อที่พวกเขาใช้เรียกกันระหว่างการโจรกรรมได้มาจากภาพยนตร์ “Reservoir Dogs” มิสเตอร์กรีน (ไรน์ฮาร์ด) เป็นผู้สอดส่องลาดเลา เพราะเขาเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยนั้น เขาจึงไม่เสี่ยงเข้าไปข้างในด้วย มิสเตอร์เยลโล่ (ลิปกา) เป็นคนจัดการกับบรรณารักษ์ มิสเตอร์แบลค (บอซุก) เป็นคนช่วยแบกหนังสือ และมิสเตอร์พิงค์ (อัลเลน และเขาเกลียดชื่อนี้มาก) เป็นคนขับรถหลบหนี

 

การโจรกรรม

 

แผนโจรกรรมครั้งนี้ไม่มีอะไรเลยที่เป็นไปตามแผน ในครั้งแรกพวกเขาปลอมตัวเป็นคนแก่ แต่พวกเขากลับสติแตกและหนีไปหลังจากที่ได้พบกับบรรณารักษ์ในห้องเก็บหนังสือหายาก แต่แล้วพวกเขาก็กลับมาอีกครั้งในวันต่อมาโดยที่ไม่มีการปลอมตัวแต่อย่างใด ถึงแม้บรรณารักษ์จะอยู่ในห้องเพียงคนเดียว พวกเขาก็ช็อตไฟฟ้าพลาด เธอไม่สลบ และก็เริ่มร้องเรียกขอความช่วยเหลือ ก่อนที่ลิปกาจะจับเธอมัดและอุดปากเธอเอาไว้

 

หลังจากที่พวกเขาใช้เวลาหากุญแจไขตู้ที่เก็บหนังสือของอูดูบองอยู่ซะเนิ่นนาน พวกเขาก็ได้ขนหนังสือหนัก 250 ปอนด์ (113 กก.) ไปที่ลิฟท์ด้านหลังเพื่อลงไปยังชั้นใต้ดิน แต่แล้วพวกเขากลับพบกันภาพที่คาดไม่ถึง นั่นคือความมืด ชั้นใต้ดินของห้องสมุดแห่งนั้นไม่มีแสงไฟใดๆ เลยแม้แต่น้อย พวกเขาต้องคลำหาทางออก แต่ความพยายามนั้นก็ไร้ผล พวกเขาต้องจำใจแบกหนังสือย้อนกลับมาที่ชั้น 1 อีกรอบและแอบเดินลัดเลาะไปตามซอกบันได แต่เมื่อพวกเขาเห็นบรรณารักษ์เดินตามมา พวกเขาก็ทิ้งหนังสือไว้ตรงนั้นและวิ่งหนีไป

 

หลังจากที่พวกเขาได้กลับเข้ามาในรถของอัลเลน ทีแรกพวกเขาปักใจเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้ขโมยอะไรติดตัวมาเลย แต่เมื่อพวกเขาได้ตรวจสอบข้างในกระเป๋า ก็กลับพบว่าพวกเขาได้หยิบหนังสือหายากหลายฉบับ มูลค่ารวม 7 แสน 5 หมื่นเหรียญ ซึ่งรวมถึงหนังสือ On the Origin of Species ของ ชาลส์ ดาร์วิน ที่ตีพิมพ์เป็นครั้งแรก มูลค่า 2 หมื่น 5 พันเหรียญ ติดกลับมือมาด้วย

 

ที่น่าทึ่งก็คือ ทั้งที่พวกเขาเป็นอาชญากรมือสมัครเล่น พวกเขากลับสามารถหลบหนีการจับกุมได้เป็นเวลาหลายอาทิตย์ ภายหลังการโจรกรรม ในช่วงระหว่างการสอบปลายภาค พวกเขาได้ขับรถไปยังนิวยอร์กเพื่อนำหนังสือหายากเหล่านั้นไปเข้ารับการพิสูจน์ที่บริษัทรับจัดประมูลผลงานศิลปะชั้นนำ “คริสตีส์” หนึ่งในบริษัทรับจัดประมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลิปกาได้ให้เหตุผลว่า พ่อค้าศิลปะในตลาดมืดจะไม่รับซื้อสินค้าที่ไม่มีใบยืนยันจากบริษัทรับประมูลชั้นนำ แต่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะแต่งตัวด้วยชุดสูทและวางมาดเป็นผู้ดีแค่ไหน พวกเขาก็ไม่ได้สิ่งที่พวกเขาต้องการจากที่นั่น

 

การจับกุม

 

นักสืบได้ออกมาบอกในภายหลังว่า ถ้าหากพวกเขาไม่ได้ติดต่อกับคริสตีส์ด้วยอีเมล์เดียวกันกับที่ใช้ติดต่อห้องสมุด หรือถ้าไรน์ฮาร์ดไม่ได้ทิ้งเบอร์โทรศัพท์บ้านเขาเอาไว้กับบริษัทประมูล พวกเขาก็คงลอยนวลไปแล้ว

 

แต่ด้วยความทุ่มเทของเอฟบีไอ รวมถึงนักสืบที่ปลอมตัวเข้าไปสืบข่าวในมหาวิทยาลัยทรายซิลเวเนีย ก็ไม่นานนักที่พวกเขาจะสืบสานร่องรอยไปถึงเหล่าตัวแสบเหล่านั้น และเมื่อไรน์ฮาร์ดรู้ตัวว่าเขาใช้อีเมล์เดิมซ้ำสองครั้ง เขาและเพื่อนๆ ก็รู้ทันทีว่าพวกเขาคงเหลือเวลาอีกไม่นาน

 

ในวันที่ 11 ก.พ. 2005 หน่วยสวาทได้บุกพังประตูของบังกะโลที่ลิปกาและอัลเลนพักอาศัยอยู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจและเอฟบีไอ 20 นายได้ร่วมมือกันควบคุมตัวพวกเขาไป รวมถึงหลักฐานต่างๆ อย่าง หนังสือที่ขโมยมา แผนการที่เขียนอยู่บนกระดาษ วิกผม ชุดแต่งกาย และปืนช็อตไฟฟ้า ส่วนสมาชิกที่เหลือก็ถูกจับกุมในเวลาที่ไล่เลี่ยกันเช่นเดียวกัน

 

ถึงแม้ว่าผู้พิพากษาจะกล่าวว่า ลิปกาคือหัวโจกของแก๊งนี้ สมาชิกทุกคนก็ปฏิเสธที่จะให้ความใดๆ ศาลจึงตัดสินให้พวกเขารับโทษโดยเท่าเทียมกัน พวกเขาถูกต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 7 ปีจากการก่อคดีนี้

 

เรื่องราวยังต้องดำเนินต่อ

 

อะไรคือเหตุจูงใจของเด็กหนุ่มทั้ง 4 คนที่มีอนาคตอันสดใส อะไรคือสาเหตุที่ทำให้พวกเขามาร่วมมือกันก่ออาชญากรรมในครั้งนี้ แม้แต่ผู้ก่อเหตุเอง ไม่มีใครเลยที่ให้คำตอบสำหรับคำถามนี้ได้ ในบทสัมภาษณ์ช่วงท้ายของภาพยนตร์ กูช บรรณารักษ์ที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุ ได้ทิ้งสมมุติฐานเอาไว้ว่า เด็กเหล่านั้นรู้ตัวว่าพวกเขากำลังทำอะไร พวกเขาแค่ถูกชักจูงด้วยความละโมบ

 

คุณอาจจะคิดว่าเหตุผลของพวกเรามีหลายอย่าง เช่น วัยคึกคะนอง ความโอหัง การต่อต้านพ่อแม่ ลิปกา ผู่ที่ในช่วงนั้นกำลังรับมือกับการหย่าร้างของพ่อและแม่ของเขา กล่าว แต่อันที่จริงแล้ว มันไม่มีเหตุผลที่ตายตัว มันเป็นแค่แผนการที่พวกเราคิดกันขำๆ แต่เรื่องมันก็ใหญ่ขึ้นจนเหตุบานปลาย

 

สมาชิกทุกคนอยากให้เรื่องของพวกเขาเป็นอุทาหรณ์ “ผมแค่อยากจะพบกับประสบการณ์บางอย่างที่เปลี่ยนชีวิตของผมไปโดยสิ้นเชิง แต่ผมคิดว่ามันมีอีกหลายวิธีที่ดีกว่าวิธีการของพวกเราครับ” ไรน์ฮาร์ดกล่าว

 

ผมอยากจะให้ทุกคนลองก้าวออกมาจากความสบาย และเรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตของผู้อื่นดูบ้าง ไรน์ฮาร์ดพูดเสริม

 

ขณะนี้ ลิปกาพักอาศัยอยู่ที่ฟิลาเดลเฟีย เขาพึ่งได้รับปริญญาโทในสาขาศิลปะการถ่ายทำและเทคโนโลยีการสร้างภาพยนตร์ ถึงแม้ว่าเรือนจำจะไม่ใช่สถานที่ที่เขาจะแนะนำให้ทุกคนลองเข้าไป แต่เขาพบว่าสำหรับตัวเขาแล้ว ประสบการณ์ที่เขาได้รับในช่วงที่เขาใช้เวลาอยู่ในนั้นกลับเป็นเรื่องที่ดี เขาอธิบายว่า มันเป็นโอกาสครั้งใหม่สำหรับผม

 

ส่วนไรน์ฮาร์ดก็ยังติดต่อลิปกาอยู่อย่างสม่ำเสมอ เขายินดีกับความสำเร็จของเพื่อนซี้ของเขา ขณะนี้เขาอยู่ที่โคลอมเบียกับภรรยาและลูกสาวของเขา

 

American Animals เข้าฉาย 5 กรกฏาคม ในโรงภาพยนตร์

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram