ก่อร่างสร้างตำนาน จากนางเอกสาวรางวัลออสการ์สู่นักล่าขุมทรัพย์ลาร่า ครอฟต์ใน Tomb Raider

                                                                                           

ก่อร่างสร้างตำนาน จากนางเอกสาวรางวัลออสการ์สู่นักล่าขุมทรัพย์ลาร่า ครอฟต์ใน Tomb Raider

 

“ถึงจุดหนึ่งเราก็ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราเป็น และสิ่งที่เราถูกกำหนดไว้ให้เป็น”

 

                ความกล้าหาญ ความทรหดอดทน และความเด็ดเดี่ยวไม่ท้อทอยในการรับมือกับความท้าทาย บวกกับความฉลาด การยืนหยัดต่อสู้ ความมีเกียรติ ความอ่อนไหว ความอ่อนโยน...และการพร้อมลุยในทุกสถานการณ์ คุณสมบัติเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนที่ทีมผู้สร้างหวังว่าจะพบในตัวลารา ครอฟต์ และผู้กำกับอูธักก็ยืนยันว่าอลิเซีย วิแคนเดอร์ มีคุณสมบัติเหล่านี้ทั้งหมดและมากกว่านั้นด้วย

 

                “สำหรับผม สิ่งที่น่าสนใจในตัวลารา ครอฟต์ก็คือเวลาที่เธอล้ม เธอเจ็บก็จริง แต่เธอลุกขึ้นมาได้และยังคงต่อสู้เพื่อให้ได้สิ่งที่เธอต้องการ” ผู้กำกับรายนี้ตั้งข้อสังเกต “ในหนังของเรา ข้อนี้เป็นความจริงไม่ว่าเธอจะอยู่บนเวทีมวย แข่งจักรยาน หรือต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด อลิเซียทุ่มสุดตัว เธอไม่ยอมท้อ เธอสร้างความสมจริงให้ทุกๆ ฉาก และกระตือรือร้นในการทำงานทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นฉากเน้นอารมณ์ ฉากตลก หรือฉากแอ็คชั่นอลังการ ทุกสิ่งที่เธอทำดูสมจริง”

 

 

                วิแคนเดอร์ เปิดรับโอกาสที่จะรับมือกับความท้าทายทั้งทางร่างกายและจิตใจผ่านตัวละครของเธอ บ่อยครั้งความท้าทายเหล่านี้ก็มารวมเข้าด้วยกันเมื่อลาราต้องผ่านความสับสนยุ่งยากครั้งแล้วครั้งเล่า “ฉันประทับใจที่หนังเรื่องนี้แสดงคุณสมบัติทุกประการในตัวเธอที่คุณได้เห็นจากในเกม” นักแสดงหญิงรายนี้กล่าว “สำหรับเหตุการณ์ตอนนี้ เธอยังไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทั้งหมดที่เธอมี ประเด็นอยู่ที่ตรงนี้ค่ะ แล้วก็เป็นเรื่องดีที่ได้รับบทเป็นหญิงสาวที่กล้าเผชิญหน้า กล้าแสดงออกอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันก็ไม่ปิดบังความอ่อนแอของตัวเอง เธอมีทุกอย่างพร้อมอยู่ในตัวเอง และเราก็จะได้ค้นพบไปพร้อมกับเธอ ขณะที่เธอตกอยู่ในสถานการณ์ซึ่งดึงเอาความกลัวและสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดของเธอออกมา รวมถึงความเป็นนักรบในตัวเธอด้วย”

 

                คิงกล่าวว่า “อลิเซียทำให้ทุกสิ่งดูสมจริง ตั้งแต่การไขปริศนาเพื่อค้นหาตำแหน่งสุดท้ายที่พบพ่อของเธอ ไปจนถึงการโหนตัวจากปีกเครื่องบินเก่าผุจากยุคสงครามโลกครั้งที่สอง แค่ผมยืนมองจอมอนิเตอร์อยู่เฉยๆ ระหว่างที่เธอถ่ายฉากนั้น ตัวผมเองยังรู้สึกกลัวเลยครับ เหมือนกับว่าเธอตกอยู่ในอันตรายจริงๆ และผมก็ได้สัมผัสประสบการณ์นั้นร่วมกับเธอด้วย”

 

 

วิแคนเดอร์ ซึ่งเป็นชาวสวีเดนยินดีที่ได้ร่วมงานกับเพื่อนชาวสแกนดิเนเวียด้วยกันอย่างอูธักซึ่งเป็นชาวนอร์เวย์ “ฉันได้ดูหนังของรอร์มาหลายเรื่องและคิดว่าเขาเก่งมากค่ะ เขาหลงใหลหนังเฉพาะแนว (genre films) และองค์ประกอบคลาสสิกของหนังเหล่านั้น แต่เรื่องราวของเขาก็ยังสะท้อนอารมณ์ได้ดี” เธอกล่าว “ฉันรู้สึกร่วมไปกับตัวละครของเขาใน ‘The Wave’ และฉันก็ตื่นเต้นที่จะได้ร่วมงานกับเขาในหนังผจญภัย เพราะรู้ว่าเขาจะไม่ทิ้งแง่มุมทางอารมณ์ของหนัง”

 

                ในเรื่องนี้ ความรักและความเจ็บปวดของลารามาจากความผูกพันที่เธอมีต่อพ่อ ซึ่งเราจะเห็นจากภาพความทรงจำในวัยเยาว์ของเธอ วิแคนเดอร์กล่าวว่า "แม่ของเธอตายตั้งแต่ยังสาว เธอก็เลยเหลือแต่พ่อ แล้วทั้งสองก็ใกล้ชิดกันมาก พ่อเล่านิทานให้เธอฟัง สอนเธอยิงธนูและเล่นเกมล่าสมบัติ รวมถึงสอนการแก้ปริศนาด้วย แต่เมื่อเธอเริ่มโตขึ้น โลกภายนอกก็มาดึงเวลาของพ่อเธอไปและเธอก็เห็นว่าพ่อเอาแต่ทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่ค่อยได้เจอกัน เธอคิดว่าอย่างนั้น จนวันหนึ่งเมื่อเธออายุ 14 พ่อก็เดินทางออกไปทำงานอีกครั้ง...แล้วไม่กลับมาอีกเลย"

 

 

                “ตอนที่เราได้พบเธอในช่วงต้นของหนัง” เธอกล่าวต่อ “เวลาผ่านไปราวเจ็ดปีนับตั้งแต่เธอได้พบพ่อเป็นครั้งสุดท้าย แต่เธอก็ยังไม่สามารถไว้อาลัยให้การจากไปของพ่อได้ เธอยังทำใจไม่ได้ถ้ายังไม่ได้รับคำตอบ”

 

                แม้ว่าลาราจะเก็บรักษาความทรงจำเกี่ยวกับพ่อเอาไว้อย่างดี แต่เธอหลีกเลี่ยงอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพ่อ เช่น บ้านที่เธอเติบโตมาและบริษัทของพ่อ เพราะในสายตาเธอ การเข้าไปพัวพันกับสิ่งที่พ่อทิ้งเอาไว้โดยไม่มีพ่ออยู่ด้วยนั้นย่อมหมายถึงการยอมรับความตายของพ่อนั่นเอง

 

 

Tomb Raider วันนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram