สุดโหด! กว่าจะมาเป็น ลารา ครอฟต์ จากสาวสุดเซ็กซี่ดีกรีออสการ์สู่นักล่าขุมทรัพย์ใน Tomb Raider

                                                                                           

สุดโหด! กว่าจะมาเป็น ลารา ครอฟต์ จากสาวสุดเซ็กซี่ดีกรีออสการ์สู่นักล่าขุมทรัพย์ใน Tomb Raider

“นี่แหละการผจญภัย!”

 

เมื่อวิแคนเดอร์เดินทางมาเริ่มต้นการถ่ายทำหลัก เธอก็ผ่านการฝึกอันเข้มงวดมาแล้วและมีร่างกายฟิตเต็มที่ อย่างไรก็ดี อดีตนักเต้นอาชีพรายนี้ก็ยังต้องอุทิศทุ่มเทและวินัยอย่างสูงทั้งก่อนและระหว่างการถ่ายทำเพื่อให้มีสภาพร่างกายแข็งแกร่งพอที่จะรับบทลารา ครอฟต์ได้ นักแสดงรายนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองเพื่อมารับบทที่ต้องอาศัยทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อเริ่มต้นการเดินทางซึ่งท้าทายไม่แพ้การเดินทางของตัวละครที่เธอรับบท

 

“ไม่มีใครแกร่งไปกว่านักเต้นบัลเล่ต์” แม็กนัส เลดบาค ครูฝึกผู้มีชื่อเสียงและผู้ริเริ่มแนวทางแม็กนัสเมธอด ซึ่งเป็นการสร้างสมดุลระหว่างสุขภาพที่แข็งแรงกับการฝึกกายและจิต “ผมร่วมงานนี้โดยตั้งความหวังเอาไว้สูงกับอลิเซียและเธอก็ทำได้ เธอสร้างลารา ครอฟต์ที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาครับ”

 

 

"บัลเล่ต์เป็นกีฬาที่โหดค่ะ” วิแคนเดอร์เลิกเต้นบัลเล่ต์ไปกว่าสิบปีแล้วแต่ยังคงความสามารถในการรักษาระเบียบของร่างกายเอาไว้ “มีความคล้ายคลึงกันอยู่ระหว่างการฝึกบัลเล่ต์ของฉันเมื่อก่อนนี้กับการฝึกสำหรับ ‘Tomb Raider’” การฝึกในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลต่อเนื่องในชีวิตเธอหลังจากถ่ายทำหนังเสร็จไปแล้วด้วย “ระหว่างทำงานในหนังเรื่องนี้ฉันเริ่มฝึกปีนเขาแล้วฉันก็ติดใจค่ะ” เธอเผย

 

ด้วยการแนะนำของเลดบาค วิแคนเดอร์ได้เข้าโปรแกรมการฝึกและการควบคุมอาหารนานเจ็ดเดือนก่อนเริ่มการถ่ายทำและเพิ่มการฝึกร่างกายให้หนักขึ้นเมื่อผ่านไปได้ครึ่งทางของโปรแกรมเริ่มต้น การออกกำลังกายนั้นมีทั้งการยกน้ำหนักหลักสูตรเข้มข้นและกิจกรรมทั่วไปอย่างเช่นการปีนเขาใน “ช่วงวันหยุด”

 

"เมื่อคุณพบลาราในช่วงต้นเรื่อง เธอเป็นหญิงสาวธรรมดาที่อาศัยอยู่ในอีสต์ลอนดอน แต่เราต้องการให้ผู้ชมรู้ว่าเธอเป็นคนมีร่างกายแข็งแรง คุณเห็นเธอต่อยมวยกับเพื่อนที่ค่ายฝึก MMA และเธอก็เป็นคนส่งของทางจักรยานที่ชอบออกไปปั่นตามท้องถนน เธอเป็นผู้หญิงที่แข็งแรงและเรื่องราวก็วางโทนไว้อย่างนั้นตั้งแต่แรก” วิแคนเดอร์เล่า “แล้วต่อมาเราก็ได้เห็นเธอปีนป่าย ต่อสู้ ดำน้ำ...ฉันไม่รู้เลยว่าจะมีโอกาสลองอะไรใหม่ๆ มากมายขนาดนี้ได้ยังไงถ้าไม่ใช่เพราะมารับบทนี้! เป็นบทที่ช่วยสร้างความมั่นใจได้มากเลยค่ะ สำหรับคนที่ตัวเล็กและไม่สูงนัก การเพิ่มน้ำหนักกล้ามเนื้อขึ้นมาอีกห้ากิโลถือเป็นเปอร์เซ็นต์ที่มากอยู่เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกเป็นผู้หญิงน้อยลงเลย”

 

 

เลดบาคไม่เคยสงสัยในความทุ่มเทของนักแสดงสาว “คนมักถามผมอยู่เสมอว่า ต้องควบคุมอาหารกับออกกำลังกายอย่างละ 50-50 ใช่ไหม ในความเป็นจริง โดยเฉพาะสำหรับบทแบบนี้ มันต้องเป็น 100 เปอร์เซ็นต์กับ 100 เปอร์เซ็นต์ครับ” เขายืนยัน “และอลิเซียก็ไปไกลกว่านั้นอีก เธอทุ่มเทเต็มที่ ถ้าผมบอกให้เธอเล่น 15 ครั้ง เธอก็จะทำ 16 ครั้ง และถ้าผมบอกว่า 20 เธอจะทำอย่างน้อย 21”

 

แม้ว่าจะมุ่งมั่นทุ่มเทเต็มที่เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด วิแคนเดอร์ ก็ยอมรับว่าบางครั้งเธอก็รอคอยให้ถึง “วันกินพิซซ่า” “แม็กนัสรักในงานที่เขาทำ แต่มันเป็นเรื่องของการนำแนวทางเหล่านี้มาใช้ในชีวิตปกติด้วย โปรแกรมที่เราใช้สำหรับงานนี้เป็นโปรแกรมในเวลาจำกัดเพื่อสร้างร่างกายให้เป็นไปตามที่กำหนด แต่คุณสามารถดัดแปลงเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน”

 

ระหว่างการถ่ายทำ วิแคนเดอร์ฝึกนาน 45 นาทีถึงหนึ่งชั่วโมงทุกๆ เช้าก่อนเดินทางไปยังกองถ่าย โดยฝึกในโรงยิมที่สร้างขึ้นพิเศษบนรถบรรทุกความยาว 24 เมตร

 

 

อาหารของเธอที่เชฟเลสลีย์ ทัคเกอร์ เตรียมให้ทุกวันตามแนวทางอันเคร่งครัดที่เลดบาคกำหนดไว้นั้นเน้นคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมช้า (slow carb) และโปรตีนไร้ไขมัน คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ควินัว และเส้นก๋วยเตี๋ยว ส่วนแหล่งโปรตีนหลักนั้น ได้แก่ แซลมอน ทูนา และไข่เป็นส่วนใหญ่ อาหารโปรดของวิแคนเดอร์คือไข่ลวก สลัดปลาดิบ และอาหารเอเชียแบบฟิวชั่น โดยใช้น้ำมันที่ดีต่อสุขภาพและเครื่องเทศมากระตุ้นต่อมรับรส เธอกินอาหารวันละห้ามื้อโดยเว้นช่วงห่างกันสามชั่วโมง

 

“แม็กนัสทำงานกับอลิเซียได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยให้เธอพร้อมรับทุกสถานการณ์ที่เราเตรียมไว้ให้เธอ” อูธักกล่าว “เธอฝึกหนักนานหลายเดือนเพื่อรับมือกับคิวบู๊ซึ่งปรากฏในแทบทุกฉาก”

 

ผู้ประสานงานสตันท์ แฟรงคลิน เฮนสัน เห็นด้วยอย่างยิ่งและยืนยันว่า “อลิเซียเป็นนักกีฬาระดับสุดยอดครับ เธอทุ่มเทจิตใจลงไปในทุกสิ่งที่เธอทำ ไม่ว่าจะเป็นงานที่ต้องห้อยตัวด้วยลวดสลิง งานใต้น้ำ การยิงปืน งานกลางอากาศ การต่อสู้ การไล่ล่า... หนังเรื่องนี้มีทุกอย่างและรอร์ก็ท้าทายให้เราคิดอะไรใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาด้วย และอลิเซียก็มีส่วนร่วมด้วยเสมอ”

 

 

มีนักแสดงแทนมาช่วยในคิวบู๊บางฉากเช่นเดียวกับในหนังทุกเรื่อง แต่แฟรงคลินกล่าวว่า “อลิเซียเล่นเองเยอะมากเท่าที่เราจะยอมให้เธอเล่นได้ เธอเล่นเองแม้กระทั่งในฉากการแข่งขันต่อยมวย เธอขึ้นไปบนเวทีและลุยแหลกเลยครับ!”

 

สิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้ความแข็งแกร่งทางร่างกายของลาร่า ครอฟต์ก็คือรูปร่างหน้าตาของเธอ วิดีโอเกมเมื่อปี 2013 ได้ปรับรูปลักษณ์ของเธอใหม่ และนักออกแบบเครื่องแต่งกาย คอลลีน แอตวูดและทิโมธี วอนซิคก็ทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อนำรูปลักษณ์นั้นมาสร้างให้เกิดขึ้นจริง ด้วยการประสานงานกันระหว่างเคปทาวน์ ลอนดอน และลอสแองเจลีส นักออกแบบคู่นี้สื่อสารกันตลอดเวลาผ่าน Skype และโทรศัพท์มือถือ

 

“เคปทาวน์เป็นชุมชนริมทะเลที่น่ารักครับ แต่เราไม่สามารถหาสิ่งที่เราต้องการที่นั่นได้” วอนซิคระบุ “เราประสานงานกันไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เราปรึกษาเรื่องการซื้อเสื้อผ้าผ่านทางโทรศัพท์และส่งของให้กันไปมา ผมคงไม่มีทางหาเพื่อนร่วมงานที่ช่วยกันแก้ปัญหาได้ดีไปกว่าคอลลีนอีกแล้ว

 

 

“สิ่งสำคัญคือเราและผู้กำกับจะต้องทำให้ลารา ครอฟต์ ดูเหมือนลารา ครอฟต์ในเกม เพราะนั่นเป็นสิ่งที่แฟนๆ คาดหวัง” เขากล่าวต่อ “เราเริ่มต้นจากจุดนั้น ปรับแต่งเครื่องแต่งกายให้เหมาะกับการเล่นฉากบู๊ นำผ้ายืดมาใช้บริเวณตะเข็บกางเกงเพื่อช่วยให้อลิเซียสามารถกระโดด เตะ และออกท่าออกทางในฉากบนเกาะได้ ตั้งแต่เธอถูกซัดมาขึ้นที่ชายหาด ก็มีแต่แอ็คชั่นต่อเนื่องไม่มีหยุดเลยครับ”

 

สำหรับชุดพร้อมลุยของตัวละคร ทีมงานต้องเตรียมชุดทั้งสำหรับวิแคนเดอร์และนักแสดงแทน โดยได้ตัดกางเกงคอมแบตสีกากีไว้ 48 ตัวในสภาพต่างๆ กันสี่แบบตั้งแต่สะอาดไปจนถึงสกปรก นอกจากนี้ยังมีเสื้อสีกากี 100 ตัวที่มีความเก่าต่างกันห้าระดับ และรองเท้าบู๊ต 14 คู่ที่มีสภาพการชำรุดแตกต่างกันสามระดับ และเนื่องจากลาราบาดเจ็บในบางช่วงของเรื่อง ทีมงานจึงต้องทำผ้าพันแผลไว้สามผืน สำหรับบริเวณมือ ต้นแขน และขาอย่างละผืน ซึ่งผ้านี้ก็ต้องเปลี่ยนเป็นประจำจากการใช้งานและเพื่อแสดงให้เห็นการต่อสู้ดิ้นรนอย่างต่อเนื่องของลารา

 

ในบางโอกาสนักออกแบบได้จัดเสื้อฮู้ดให้เธอใส่ทับชุดพร้อมลุยและใส่สำหรับฉากบางฉากในลอนดอนและฮ่องกง และใต้ชุดพร้อมลุยของเธอนั้น วิแคนเดอร์ได้ใส่แผ่นกันกระแทกไว้ที่เข่า คาง และสะโพกในหลายๆ ช่วง และใส่ชุดดำน้ำแนบเนื้อสำหรับฉากในน้ำ

 

 

ในเรื่องราวส่วนใหญ่ของหนัง ลาราใส่เสื้อกล้ามพอดีตัว ซึ่งการออกแบบเสื้อนี้กลายเป็นความท้าทายที่ไม่ธรรมดา “เสื้อกล้ามนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากชุดรัดรูปที่อลิเซียใส่ตอนเป็นนักเต้นในวัยเด็ก มันต้องด้านหน้ากับด้านหลังที่สมมาตรกัน” วอนซิคอธิบาย “เราให้เธอลองชุดหลายๆ แบบ จนกระทั่งจู่ๆ คอลลีนก็หันมาหาผมแล้วพูดว่า ‘ช่วยอะไรฉันหน่อยเถอะ หยิบเสื้อพวกนี้ไปห้องตัดเย็บ แยกชิ้นออก แล้วเย็บด้านหน้าของเสื้อสองตัวเข้าด้วยกันหน่อย’  ผมก็เลยหยิบไปให้ช่างเย็บผ้า แล้วเธอก็ทำเสร็จออกมาอย่างรวดเร็ว ผมนำมันกลับมาให้อลิเซียใส่ แล้วมันก็ใช่เลย!  สุดท้ายเราเลยซื้อเสื้อกล้าม 220 ตัวเพื่อทำเสื้อกล้ามออกมา 110 ตัว ย้อมสีให้ตรงตามที่ต้องการ และแน่นอนว่าต้องทำให้มันดูผ่านสภาพการใช้งานมาในระดับต่างๆ กันเพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องราวในหนัง”

 

อย่างไรก็ดี ความท้าทายครั้งสำคัญที่สุดของแอตวูดและวอนซิคไม่ได้มาจากการออกแบบเครื่องแต่งกาย แต่เป็นการเตรียมชุดให้พอดีตัว วอนซิคกล่าวว่า “ผมได้ยินเสียงจากกองถ่ายตลอดเวลาว่า ‘กางเกงเธอไม่พอดี!’ ผมนึกว่าเธอคงน้ำหนักลด แต่ทีมงานยืนยันว่าไม่ใช่ ผมเดินไปดูอลิเซียแล้วถึงได้รู้ว่าการฝึกทำให้รูปร่างเธอเปลี่ยน ช่วงต้นขาของเธอใหญ่ขึ้นแต่เอวกับสะโพกเล็กลง ครูฝึกของเธอ แม็กนัส เข้ามาขอโทษแล้วพูดว่า ‘ผมบอกคุณแล้วว่าจะเป็นแบบนี้’ เราก็เลยต้องเก็บเอวกางเกงให้เล็กลงทุกสองสามวัน สุดท้ายเราต้องลดขนาดเอวกางเกงลงไปรวมสามนิ้วในช่วงหกสัปดาห์จนกระทั่งรูปร่างเธอหยุดเปลี่ยนแปลง”

 

 

แม้ว่าวิแคนเดอร์ใส่ชุดเดิมๆ อยู่เกือบตลอดทั้งเรื่อง แต่ไม่ใช่แค่เธอคนเดียว ทหารรับจ้างและคนขุดสุสานบนเกาะนี้ก็น่าจะใส่ชุดเดิมๆ กันมาตลอดเจ็ดปี นักออกแบบสร้างเครื่องแต่งกายให้กองกำลังบนเกาะนี้จากชุดทหารแบบเก่าหลายๆ แบบ โดยใช้กางเกงของรัสเซียช่วงยุค 1960 เสื้อของกองทหารต่างด้าวฝรั่งเศส รวมถึงเข็มขัดและรองเท้าบู๊ตที่เลือกมาจากร้านขายของมือสองเพื่อเป็นชุดเครื่องแบบตั้งต้น

 

สำหรับคนขุดสุสานนั้น วอนซิคกล่าวว่า “ผมไปควานหาของเก่าในลอสแองเจลีส และส่งเสื้อผ้าจากยุค 70 และ 80 ไปเป็นตู้คอนเทนเนอร์เลยครับ เรานำเสื้อผ้าเหล่านี้มาแยกชิ้นส่วน ย้อม และใช้โซเดียมทำรอยเปื้อน เราต้องทำให้คนเหล่านี้ดูเนื้อตัวสกปรกเปรอะเปื้อน เพราะพวกเขามีเสื้อให้ใส่ตัวเดียวตลอดเวลาที่อยู่บนเกาะ”

 

 

 

Tomb Raider 8 มีนาคม ในโรงภาพยนตร์

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram