ข้อมูลลับซ่อนไว้ใน Aladdin ผสมผสานดิสนีย์+สมัยใหม่ มีอะไรบ้าง??

 

                ปี 1992 โลกแอนิเมชั่นตื่นตัวอีกครั้งกับการมาของ Aladdin กับการหยิบเอานิทานอาหรับราตรีมาเป็นแรงบันดาลใจในการเล่าเรื่องราวความรักของสองชนชั้นที่แตกต่างกันสุดขั้ว กลายเป็นเรื่องราวโรแมนติก แฟนตาซีสุดอลังการที่ติดอยู่ในความทรงจำ จนกระทั่งปี 2019 ก้าวเข้าสู่ยุคของการสร้างภาพยนตร์ดัดแปลงจากแอนิเมชั่นให้เป็นฉบับคนแสดง Aladdin ก็กลับมาอีกครั้ง ด้วยการยึดโครงเรื่องเดิม พร้อมผสมผสานความสดใหม่และเสริมเติมให้แอนิเมชั่นชั้นเยี่ยม กลายเป็นภาพยนตร์ที่มีความกลมกล่อมมากขึ้น ภายใต้การเสริมและผสมผสานพวกเขาซ่อนข้อมูลลับอะไรเอาไว้บ้าง

 

ถ้ำพิศวง เปลี่ยนจากเสือเป็นสิงโต?

                ฉากที่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งก็คือ การก้าวเข้าสู่ถ้ำพิศวงของอะลาดิน ถ้ำที่ซ่อนเอาสมบัติมหาศาลเอาไว้ และสิ่งเดียวที่จาฟาร์ต้องการให้อะลาดินเข้าไปเอาออกมาก็คือ ตะเกียงวิเศษ ตะเกียงที่มียักษ์จีนี่อยู่ภายใน โดยในเวอร์ชั่นของแอนิเมชั่นนั้นปากถ้ำมีรูปร่างเป็นเหมือนเสือ ในขณะที่ในฉบับคนแสดงนี้มีลักษณะเป็นเหมือนสิงโต สังเกตุได้จากทรายและก้อนหินที่เรียงตัวกันเหมือนแผงคอ

                สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือ ทำไมมันถึงสิงโต?? และอีกหนึ่งคำถามคือดินแดนอัคราบาห์ตั้งอยู่ในแถบไหนของโลกกันแน่?? เพราะสิงโตเป็นสัตว์มีถิ่นฐานอยู่ในแถบทุ่งหญ้าสะวันนา ในขณะที่ดินแดนอาหรับราตรีดูเหมือนจะอยู่ในตะวันออกกลาง แต่ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้อ้างอิงตามแผนที่โลก แต่ตั้งใจจะใส่เข้ามาเพื่อเป็นการอ้างอิงถึงเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อ The Lion King อีกหนึ่งแอนิเมชั่นอมตะของดิสนีย์ก็เป็นได้

 

โคมลอยจากราพันเซล Tangled

                หากใครยังจำได้ ใน Frozen หนึ่งสิ่งที่เป็นกระแสให้มีการพูดถึงอย่างกว้างขวางคือการปรากฎตัวของเจ้าหญิงราพันเซล ในภาพยนตร์เป็นคามิโอเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ได้กรี๊ดกร๊าดกัน ซึ่งใน Aladdin นี้ก็มีฉากที่ชวนให้คิดถึงเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย แต่อาจจะไม่ได้มากมายถึงขนาดเปิดจักรวาลเจ้าหญิงดิสนีย์ แต่ก็ชวนให้นึกถึงได้เป็นอย่างดี หากใครได้ดูภาพยนตร์ Aladdin ในเวอร์ชั่นฉบับคนแสดงแล้ว ในฉากเปิดเรื่องกับเพลง อาหรับราตรี ที่ขับร้องโดยวิล สมิธ ฉากหน้าปราสาทเราได้เห็นประชาชนชาวอัคราบาห์กำลังจุดโคมลอยให้ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้ากว้าง ชวนให้นึกถึงฉากที่เป็นเหมือนลายเซ็นต์อันแสนงดงามของแอนิเมชั่นเรื่ง Tangled

 

เจ้าชายจากดินแดนแห่งความหนาวเหน็บ

                หนึ่งในสีสันของ Aladdin ฉบับคนแสดงก็คือ เจ้าชายแอนเดอร์ส ผู้มาจากดินแดนที่ชื่อว่า สแคนแลนด์ เขามาพร้อมกับเครื่องแต่งกายคล้ายคลึงกับชาวอัคราบาห์ แต่สวมเฟอร์ขนสัตว์เอาไว้ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่เหมาะกับสภาพอากาศเขตทะเลทราย แต่มันเหมาะกับสภาพอากาศเขตหนาวมากกว่า อีกทั้งเจ้าชายคนนี้ยังไม่รู้จักเสืออีกด้วย สิ่งที่ชวนให้น่าสนใจก็คือ ดินแดน สแคนแลนด์ (Scanland) ที่เหมือนจะเป็นชื่อย่อจาก Scandinavian ดินแดนที่ถูกอ้างอิงว่าเป็นแรงบันดาลใจในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง Frozen

 

ปราสาทดิสนีย์ก็มาด้วยเช่นกัน

                เอกลักษณ์ของดิสนีย์ที่ปรากฎในตอนเริ่มต้อนของภาพยนตร์ทุกเรื่องคือ ปราสาทหลังงาม ที่มาจากแอนิเมชั่นเรื่อง Cinderella ใน Aladdin ฉบับล่าสุดนี้ก็มีปรากฎในภาพยนตร์ด้วยเช่นกัน แถมเป็นการปรากฎที่ไม่ต้องซ่อนอะไรให้วุ่นวาย แต่ปรากฎให้เห็นโต้ง ๆ จากฝีมือการปั้นปราสาททรายของเจ้าพรมวิเศษคู่ใจของอะลาดิน

 

อิอาโก้กลายร่าง

                นอกจากมุกตลกที่โดดเด่นแล้ว เทคนิคการสร้างสิ่งมีชีวิตด้วย CGI ของภาพยนตร์เรื่อง Aladdin และหนึ่งในตัวละครที่แม้บทบาทจะไม่โดดเด่นเท่าฉบับแอนิเมชั่น อย่างเจ้านกแก้วอิอาโก้ ก็ยังคงสร้างความปั่นป่วนให้กับเนื้อเรื่องได้เป็นอย่างดี เราได้เห็นเจ้านกแก้วตัวนี้ออกไล่ล่าอะลาดินด้วยในตอนท้ายเรื่อง ซึ่งการปรากฎตัวเช่นนั้นเป็นการหยิบเอาอีกหนึ่งนกในตำนานอาหรับราตรีมาสร้าง เจ้านกตัวนั้นมีชื่อว่า “The Roc” นกยักษ์ในตำนานของตะวันออกกลาง

 

จีนี่แนะนำตัว แทบจะถอดแบบจากแอนิเมชั่น

                หากพูดถึงจีนี่ในเวอร์ชั่นการให้เสียงพากย์ของโรบิน วิลเลียมส์ ที่กลายเป็นตำนานติดอยู่ในใจของทุกคน ฉากการเปิดตัวของเขาในเวอร์ชั่นแอนิเมชั่นยังคงเป็นฉากที่ทุกคนจดจำได้เป็นอย่างดี มันเต็มไปด้วยความตระการตาและมุกตลกอย่างลงตัว โดยในฉบับคนแสดงนี้พวกเขาก็เคารพฉบับแอนิเมชั่นอย่างเต็มที่ ด้วยการแทบจะถอดแบบมา พร้อมกับการปรับปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้มีความสดใหม่ ด้วยการเปลี่ยนจีนี่ให้กลายเป็นแร็ปเปอร์ ซึ่งนั่นไม่ได้ทำลายเอกลักษณ์ของจีนี่ แต่เป็นการนำเสนออีกรูปแบบหนึ่งที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน

 

จีนี่ในรูปลักษณ์ของมนุษย์

                ย้อนกลับไปในช่วงที่ภาพแรกของจีนี่ ในเวอร์ชั่นของวิล สมิธ ถูกเปิดเผยออกมา เสียงวิจารณ์และคำครหาก็หนาหู แฟน ๆ ต่างพากันแสดงความคิดเห็นไปต่าง ๆ นา ๆ แม้ว่าส่วนใหญ่จะออกไปในแง่ลบ แต่เมื่อภาพยนตร์เข้าฉาย เราก็แทบจะลืมคำวิจารณ์เหล่านั้นไปจนหมด เพราะนอกจากจีนี่ในเวอร์ชั่นตัวสีฟ้าจะไม่ได้ปรากฎตลอดทั้งเรื่องแล้ว จีนี่ยังมาในรูปลักษณ์ของมนุษย์ที่มีสีผิวเป็นของวิล สมิธ พร้อมกับชุดที่ดูเป็นจีนี่มาก ๆ ซึ่งชุดที่จีนี่สวมใส่ก็ไม่ได้ถูกสร้างและสุ่มขึ้นมามั่ว ๆ แต่เป็นชุดของจีนี่ที่แบบเดียวกับที่ถูกใช้ใน Aladdin ในเวอร์ชั่นของบรอดเวย์

 

ดินแดนของสวนสนุกดิสนีย์บนแผนที่

                เจ้าหญิงจัสมิน นับเป็นเจ้าหญิงที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง เธอมีความคิดของตัวเอง และเธอไม่เชื่ออย่างสนิทใจในคราวแรกว่าเจ้าชายอาลี ผู้มาจากดินแดนอาบับวาจะมีอยู่จริง เธอพยายามค้นหาตำแหน่งของมันบนแผนที่ พร้อมกับชี้ชวนให้เจ้าชายอาลีชี้ตำแหน่งในดินแดนของเขา ในช่วงเวลาที่กำลังเข้าตาจนนั้นเอง อะลาดินก็ขอความช่วยเหลือจากจีนี่ให้เสกตำแหน่งของเมืองอาบับวาขึ้นมาบนแผนที่ให้เขาหน่อย แต่สิ่งที่จีนี่เสกขึ้นมากลับเป็น Adventureland และ Fantasyland ชื่อในพื้นที่สวนสนุกของดิสนีย์ (Disney Park)

 

บทบาทของจีนี่ที่เป็นมากกว่ายักษ์ในตะเกียง

                ใครที่เคยชมภาพยนตร์ในฉบับแอนิเมชั่นคงรู้กันดีกว่า พรข้อสุดท้าย ที่อะลาดินขอคือการมอบอิสระให้กับจีนี่ ในฉบับดั้งเดิมนั้นเราได้เห็นจีนี่เป็นยักษ์วิเศษที่ไม่ขึ้นอยู่กับใคร แต่ในฉบับคนแสดงนี้จีนี่ได้กลายเป็นมนุษย์เต็มตัว มีภรรยาและลูกน้อย ออกเดินทางค้าขายและคอยเล่าเรื่องเล่าของหัวขโมย เจ้าหญิง และตะเกียงให้ลูกทั้งสองฟัง ย้อนกลับไปในฉบับแอนิเมชั่น มีหนึ่งตัวละครที่เป็นพ่อค้าผู้เสนอขายตะเกียงในเมืองอัคราบาห์ ผู้กำกับได้ออกมายืนยันแล้วว่านั่นคือ จีนี่ ตัวละครเดียวกันทั้งในเวอร์ชั่นของโรบิน วิลเลียมส์ และวิล สมิธ ยืนยันทฤษฎีที่แฟนดิสนีย์ตั้งกันเอาไว้ตั้งแต่เด็กจนโต

 

Source: Screen Rant

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram