รู้จัก 'สตีเวน สปีลเบิร์ก' พ่อมดแห่งฮอลลีวู๊ด ที่เสกคนทั้งโลกให้ต้องมนตร์มายา

 

รู้จัก 'สตีเวน สปีลเบิร์ก' พ่อมดแห่งฮอลลีวู๊ด
ที่เสกคนทั้งโลกให้ต้องมนตร์มายา 

 

 

สตีเวน สปีลเบิร์ก หนึ่งในผู้สร้างที่ประสบความสำเร็จสูงสุดและทรงอิทธิพลสูงสุดเป็นหุ้นส่วนหลักของดรีมเวิร์คส์ สตูดิโอ สปีลเบิร์กและสเตซีย์ สไนเดอร์ ได้บริหารงานบริษัทภาพยนตร์แห่งนี้ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2009 ร่วมกับรีไลแอนซ์ อานิล ดิรูไบ แอมบานี กรุ๊ป

นอกจากนี้ สปีลเบิร์กยังเป็นผู้กำกับเจ้าของสถิติรายได้สูงสุดตลอดกาล ด้วยการกำกับภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์มากมายเช่น Jaws, E.T. The Extra-Terrestrial, แฟรนไชส์ Indiana Jones และ Jurassic Park อีกด้วย ส่วนหนึ่งของเกียรติยศที่เขาได้รับคือการที่เขาเป็นเจ้าของสามรางวัลอคาเดมี อวอร์ด

 

 

สปีลเบิร์กได้รับรางวัลออสการ์สองตัวแรกในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสำหรับภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องทั่วโลกเรื่อง Schindler’s List ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์ทั้งหมดเจ็ดสาขา นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 1993 จากสถาบันนักวิจารณ์มากมาย และได้รับเจ็ดรางวัลบาฟตา อวอร์ด สามรางวัลลูกโลกทองคำ ซึ่งทั้งสองรางวัลรวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยมด้วย นอกจากนี้ สปีลเบิร์กยังได้รับรางวัลสมาพันธ์ผู้กำกับแห่งอเมริกา (ดีจีเอ) จากผลงานของเขาในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

สปีลเบิร์กได้รับอคาเดมี อวอร์ดครั้งที่สามของเขา ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม จากดรามาสงครามโลกครั้งที่สองเรื่อง Saving Private Ryan ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในอเมริกา ประจำปี 1998 นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องสูงสุดในปีนั้น ด้วยการได้รับรางวัลออสการ์เพิ่มเติมอีกสี่สาขา และได้รับสองรางวัลลูกโลกทองคำ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทดรามาและผู้กำกับยอดเยี่ยมและรางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์อีกหลายสำนักในสาขาเดียวกัน นอกจากนี้ สปีลเบิร์กยังได้รับอีกหนึ่งรางวัลดีจีเอ อวอร์ดและร่วมรับรางวัลสมาพันธ์ผู้อำนวยการสร้างแห่งอเมริกา (พีจีเอ) กับผู้อำนวยการสร้างคนอื่นๆ ของเรื่อง ในปีเดียวกัน พีจีเอยังได้มอบรางวัลไมล์สโตน อวอร์ด อันทรงเกียรติ จากคุณูปการที่มีต่อภาพยนตร์ของเขาอีกด้วย

 

 

นอกจากนี้ เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก Lincoln, Munich, E.T. The Extra-Terrestrial, Raiders of the Lost Ark และ Close Encounters of the Third Kind อีกด้วย นอกเหนือจากนั้น เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์ผู้กำกับแห่งอเมริกาจากภาพยนตร์เหล่านั้น รวมไปถึง Jaws, The Color Purple, Empire of the Sun และ Amistad ด้วยการได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์ผู้กำกับอเมริกาสิบเอ็ดครั้งจนถึงปัจจุบัน สปีลเบิร์กจึงได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลนี้มากกว่าผู้กำกับทุกคน ในปี 2000 เขาได้รับรางวัลความสำเร็จแห่งชีวิตจากสมาพันธ์ผู้กำกับแห่งอเมริกา นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัลเออร์วิง จี. ธัลเบิร์ก อวอร์ดจากสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ รางวัลเซซิล บี. เดอมิลล์จากสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศฮอลลีวูด รางวัลเคนเนดี้ เซ็นเตอร์ ออเนอร์ส และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย

 

 

ผลงานหลังจากนี้ของเขารวมถึง Bridge of Spies ที่นำแสดงโดยทอม แฮงค์ และมีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 16 ตุลาคม และภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนิยายคลาสสิกโดยโรอัลด์ ดาห์ลเรื่อง “The BFG” ซึ่งมีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2016

ในปี 2012 สปีลเบิร์กได้กำกับแดเนียล เดย์-ลูอิส ดาราเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ดในภาพยนตร์เรื่อง Lincoln ที่ได้เค้าโครงจาก “Team of Rivals: The Political Genius of Abraham Lincoln” โดยดอริส คีนส์ กู๊ดวิน และบทภาพยนตร์โดยโทนี คุชเนอร์ ภาพยนตร์โดยดรีมเวิร์คส์ พิคเจอร์ส/ทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ ร่วมกับพาร์ทิซิแพนท์ มีเดียเรื่องนี้ ได้รับการเสนอชื่อชิง 12 รางวัลอคาเดมี อวอร์ดและทำรายได้ไปกว่า 275 ล้านเหรียญทั่วโลก ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับสองรางวัลออสการ์ รวมถึงรางวัลออสการ์ครั้งที่สามของแดเนียล เดย์-ลูอิสสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากบทประธานาธิบดีคนที่ 16 รวมถึงสาขาออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยมอีกด้วย

 

 

อาชีพผู้กำกับของสปีลเบิร์กเริ่มต้นด้วยภาพยนตร์ขนาดสั้นปี 1968 เรื่อง Amblin ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้กำกับที่อายุน้อยที่สุดที่ได้เซ็นสัญญาระยะยาวกับสตูดิโอ เขาได้กำกับเอพิโซดต่างๆ ให้กับซีรีส์โทรทัศน์หลายเรื่องเช่น  Night Gallery, Marcus Welby, M.D. และ Columbo และได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ของเขาในปี 1971 เรื่อง Duel สามปีให้หลัง เขาได้เปิดตัวผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกใน The Sugarland Express จากบทภาพยนตร์ที่เขาร่วมเขียนด้วย ผลงานเรื่องถัดไปของเขา Jaws เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำรายได้เกินระดับร้อยล้านเหรียญ

ในปี 1984 สปีลเบิร์กได้ก่อตั้งแอมบลิน เอนเตอร์เทนเมนต์ บริษัทโปรดักชันของตัวเอง ภายใต้แบนเนอร์แอมบลิน เขาได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างและผู้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์ฮิตหลายเรื่องเช่น Gremlins, The Goonies, แฟรนไชส์ Back to the Future, Who Framed Roger Rabbit, An American Tail, Twister, The Mask of Zorro และแฟรนไชส์ Men in Black ในปี 1994 สปีลเบิร์กได้ร่วมมือกับเจฟฟรีย์ คัทเซนเบิร์กและเดวิด เจฟเฟนในการก่อตั้งดรีมเวิร์คส์ สตูดิโอส์ขึ้น สตูดิโอแห่งนี้ประสบความสำเร็จทั้งเชิงคำวิจารณ์และรายได้ ด้วยผลงานภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสามเรื่องติดต่อกัน ได้แก่ American Beauty, Gladiator และ A Beautiful Mind  

 

 

นอกเหนือจากงานภาพยนตร์แล้ว สปีลเบิร์กยังอุทิศเวลาและทรัพยากรของเขาให้กับองค์กรการกุศลมากมาย เขาก่อตั้งมูลนิธิไรชัส เพอร์ซันส์ ฟาวน์เดชัน ด้วยการใช้กำไรทั้งหมดจาก ”Schindler’s List” นอกจากนี้ เขายังได้ก่อตั้งมูลนิธิเซอร์ไวเวอร์ส ออฟ เดอะ โชอาห์ วิชวล ฮิสทอรี ฟาวน์เดชัน ซึ่งกลายเป็นยูเอสซี โชอาห์ ฟาวน์เดชัน อินสติติวท์ ฟอร์ วิชวล ฮิสทอรี แอนด์ เอ็ดดูเคชัน ในปี 2006 สถาบันแห่งนี้ได้บันทึกบทสัมภาษณ์กว่า 52,000 ครั้งของผู้รอดชีวิตและพยานคนอื่นๆ ของเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวและการฆ่าล้างเผ่าพัน์ครั้งอื่นๆ และอุทิศให้กับการทำให้เรื่องเล่าเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ให้ความรู้และเป็นเรื่องราวสอนใจด้วย นอกเหนือจากนั้น สปีลเบิร์กยังดำรงตำแหน่งประธานกรรมการกิตติมศักดิ์มูลนิธิสตาร์ไลท์ ชิลเดรนอีกด้วย

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram