เนรมิตชีวิตให้กับ 'สเมิร์ฟ' โลกที่คุ้นเคย โปรยปรายด้วยความสนุกสนาน

 

 

สำหรับ Smurfs: The Lost Village การผจญภัยแบบอนิเมชัน CG เต็มรูปแบบครั้งแรกของเหล่าสเมิร์ฟ ทีมผู้สร้างได้ย้อนกลับสู่กระดานวาดเขียนเพื่อรื้อฟื้นลุคมหัศจรรย์ที่แสนคลาสสิกของเหล่าสเมิร์ฟอีกครั้งหนึ่ง “เราได้เปิดดูหนังสือการ์ตูนยุคเริ่มแรกและศึกษางานของเปโยเพื่อลองหาลุควิชวลสำหรับหนังเรื่องนี้ ที่จะยกย่องต้นกำเนิดของเหล่าสเมิร์ฟและรูปร่างหน้าตาจริงๆ ของมัน” เคลลี แอสเบรี ผู้กำกับของเรื่องกล่าว ก่อนหน้านี้ เขาเคยกำกับภาพยนตร์ยอดนิยมเรื่อง Shrek 2 และ Gnomeo and Juliet มาแล้ว “สิ่งสำคัญคือแนวทางที่เราคิดโลเกชัน ลุค และแบบดีไซน์ของพวกสเมิร์ฟเอง บ้านเห็ดของพวกเขาและสีสันของมันน่ะครับ”

ภาพยนตร์เรื่องนี้โปรยปรายด้วยความสนุกสนานเมื่อทีมผู้สร้างได้พาเหล่าสเมิร์ฟเข้าสู่โลกที่เจิดจรัส น่าตื่นเต้นและอันตรายของป่าต้องห้าม “มันเป็นดินแดนที่พวกเขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันงดงามก็จริง แต่ก็เต็มไปด้วยเรื่องน่าประหลาดใจ อันตรายและความสนุกสนานด้วยครับ” แอสเบรีกล่าว “แมงปอกลายเป็นมังกรพ่นไฟจริงๆ ที่ทั้งตลกและแฮปปี้ดี๊ด๊าจนกระทั่งคุณทำให้มันโกรธ ดอกไม้ที่แลดูสวยและมีกลิ่นหอม แต่มันจะกินคุณถ้าคุณไม่ระวังตัว แม่น้ำลอยได้สุดอันตรายที่ท้าทายแรงโน้มถ่วง”

“ตอนที่ฉันเข้าทำงานที่โซนี พิคเจอร์ส อนิเมชันเมื่อสองปีก่อน ฉันตื่นเต้นที่ได้รู้เรื่องอนิเมชันเต็มรูปแบบเกี่ยวกับพวกสเมิร์ฟ ซึ่งเป็นมุมมองที่แตกต่างออกไปมากๆ จากรูปแบบผสมผสาน และเป็นรูปแบบที่นำแฟรนไชส์นี้กลับสู่รากเหง้าการ์ตูนของมันอีกครั้งค่ะ” คริสติน เบลสัน ประธานโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชัน กล่าว “พรสวรรค์ของเคลลี แอสเบรีและความมุ่งมั่นของเขานำไปสู่ผลงานหนังที่ฉันยิ่งกว่าภาคภูมิใจ และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสตูดิโอของเราที่มีต่อการสร้างหนังที่ขับเคลื่อนด้วยศิลปินค่ะ”

 

 

“มันเป็นมุมมองการนำเสนอพวกสเมิร์ฟแบบใหม่ที่เฉียบคมค่ะ” ซูเปอร์สตาร์เจ้าของยอดขายมัลติแพลตินัม เดมี่ โลวาโต้ ผู้นำทีมนักพากย์ในบทสเมิร์ฟเฟ็ตต์กล่าว “สเมิร์ฟเฟ็ตต์ร่วมมือกับเฮฟตี้, เบรนนีและคลัมซีเพื่อออกผจญภัยครั้งใหญ่ที่สุดที่พวกสเมิร์ฟเคยเจอมา ซึ่งก็คือเพื่อหาคำตอบว่ามีสเมิร์ฟพวกอื่นอาศัยอยู่นอกป่าต้องห้ามบ้างรึเปล่า ถ้ามีสเมิร์ฟพวกอื่นอยู่จริงล่ะก็ ทีมสเมิร์ฟก็ต้องหาพวกเขาให้พบค่ะ”

แอสเบรีกล่าวว่า โลกที่คุ้นเคยของหมู่บ้านสเมิร์ฟและโลกใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ต่างก็มีแรงบันดาลใจจากแหล่งเดียวกัน นั่นคือเปโย ศิลปินชาวเบลเยียมที่มีนามว่า ปิแอร์ คัลลิฟอร์ด ผู้สร้างเหล่าสเมิร์ฟขึ้นมาในปี 1958 “งานของเปโยมีชีวิตชีวาและความสดใสครับ ลักษณะที่เขาวาดมันมีความเบาสบายอยู่” แอสเบรีกล่าว “สำหรับป่าต้องห้ามและหมู่บ้านที่สาบสูญ เราอยากให้มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสิ่งที่ผู้ชมจะได้สัมผัสเป็นครั้งแรกพร้อมๆ กับพวกสเมิร์ฟ แต่มันก็จะต้องให้ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของโลกของสเมิร์ฟด้วย ทั้งสีสันที่เข้มขึ้นและหม่นขึ้น เงาที่ชัดเจนขึ้น ใบไม้ที่มีสีสันแปลกตา พืชพันธุ์ สัตว์ แมลง ที่เรืองแสงในที่มืด ทั้งหมดนี้แตกต่างออกไป แต่ก็มีรูปทรงและภาษาของเปโยเหมือนๆ กันครับ”

“ข้อคิดของหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับทีมเวิร์คครับ” แอสเบรีกล่าว “มันทำให้สมาชิกหมู่บ้านสเมิร์ฟแต่ละคนรวมใจกันได้และทำให้ทุกคนรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวได้ มันเป็นเรื่องของการยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกันและเติมเต็มกันและกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ผมคิดว่ามันเป็นข้อคิดที่มีความเป็นสากลและยังคงใช้ได้ในทุกวันนี้ครับ”

 

 

ในการเนรมิตชีวิตให้กับพวกสเมิร์ฟ ทีมผู้สร้างได้เลือกใช้งานทีมงานจากทั่วโลก และด้วยความที่พวกสเมิร์ฟมีแฟนๆ ที่ติดตามทั่วโลก ก็มีทีมงานมากมายที่กระตือรือร้นกับการนำตัวละครเหล่านี้กลับสู่ความอนิเมชันล้วนๆ ของมันอีกครั้ง “ทั้งนักวาดภาพและช่างเทคนิคที่ช่วยสร้างหนังเรื่องนี้เป็นกลุ่มคนหลากสัญชาติที่โตมากับความชื่นชอบในตัวสเมิร์ฟก่อนที่สเมิร์ฟจะมาเยือนอเมริกาในตอนกลางยุค 80s เสียอีกครับ” แอสเบรีกล่าว “พวกเขามีความเอ็นดูพวกสเมิร์ฟเป็นพิเศษและอยากจะเห็นหนังเรื่องนี้แสดงความเคารพต่อเรื่องนั้นและซื่อตรงต่อความเป็นผลงานของเปโยครับ”

แอสเบรีกล่าวว่า ในความเป็นจริงแล้ว แพทริค มาเต้ ผู้ออกแบบตัวละครของเรื่อง ประสบความสำเร็จในการถ่ายทอดพลังงานดั้งเดิมของเปโยมากเสียจนเขาได้รับคำยกย่องอย่างมาก “เขาสามารถถ่ายทอดตัวละครออกมาด้วยความแม่นยำ จนพอเวโรนิค คัลลิฟอร์ด ลูกสาวของเปโย ได้เห็นภาพวาดของแพทริค เธอก็เริ่มร้องไห้ เพราะมันใกล้เคียงกับงานดั้งเดิมของพ่อเธอมากๆ” แอสเบรีเล่า “คุณจะหวังถึงอะไรมากไปกว่านี้ได้อีกล่ะครับ”

 


 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram