สรุปเหตุผลที่ 9 ศาสตรา ขึ้นแท่นแอนิเมชั่นไทยกระแสแรงที่สุดในชั่วโมงนี้

 

สรุปเหตุผลที่ 9 ศาสตรา ขึ้นแท่นแอนิเมชั่นไทยกระแสแรงที่สุดในชั่วโมงนี้

 

 

                ถ้าพูดถึงเอกลักษณ์ที่ชาวโลกรู้จักของประเทศไทยแล้ว สิ่งหนึ่งคงหนีไม่พ้น มวยไทย เราได้ดูภาพยนตร์ที่สร้างฉากแอ็คชั่นโดยใช้มวยไทยมาแล้วก็หลายเรื่อง ที่โด่งดังที่สุดคงหนีไม่พ้น องค์บาก ภาพยนตร์แจ้งเกิดมวยไทยให้ดังไกลไปทั่วโลก แต่ยังไม่มีสักครั้งที่เราจะได้เห็นมวยไทยถูกหยิบจับมาใช้ในงานแฟนตาซี นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ 9 ศาสตรา แอนิเมชั่นเรื่องล่าสุดจากผลงานการร่วมมือกันของทีมงานมากหน้ามากฝีมือ ผสมเอาความเป็นไทยกับกลิ่นอายแฟนตาซีที่ดูอินเตอร์ เมื่อผสมรวมเข้ากันแล้วจึงกลายเป็นแอนิเมชั่นรสชาติใหม่ที่เยี่ยมยอด

 

 

                9 ศาสตราเป็นเรื่องราวการผจญภัยของ อ๊อด เด็กหนุ่มแห่งเกาะนกแอ่นผู้ได้เล่าเรียนวิชามวยไทย ด้วยโชคชะตาที่พลิกผันเขาได้รับมอบภารกิจให้นำเอาศาสตราวุธที่ถูกสร้างขึ้นจากเหล็กใหล กลับไปยังรามเทพนคร ดินแดนสุดรุ่งเรืองของมนุษย์ที่ถูกเหล่ายักษ์ยึดครอง นำทัพด้วยเทหะยักษา ยักษ์ผู้โหดร้าย ระหว่างทางนั้นเขาได้พบกับมิตรภาพหลากหลายสายพันธุ์ หลายเชื้อชาติ ทั้งวาตะ เจ้าชายวานร, อสูรสีชาด ยักษ์กบฎตัวสีแดง และเสี่ยวหลาน เจ้าแห่งสลัดอากาศสาว ทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกันคือการกลับไปรามเทพนคร เพื่อล้มล้างอำนาจที่กดขี่ทุกชีวิต

 

                องค์ประกอบด้านงานสร้างสรรค์ ดีไซน์ฉาก แสง สี และดนตรีประกอบ ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งคิวบู๊ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดุดัน รวดเร็ว และเข้มแข็ง โดยเฉพาะฉากต่อสู้สุดท้ายที่ดุเดือดสุด ๆ เป็นการนำเสนอความแข็งแกร่งของมวยไทยได้อย่างชัดเจน แต่การออกแบบตัวละครกลับดูแตกต่างกันอย่างชัดเจนจนเกินไปเสียอย่างนั้น เทียบง่าย ๆ คือตัวละครของอ๊อด ที่ดูเป็นเหลี่ยม ทื่อๆ ในขณะที่เสี่ยวหลาน กลับได้รับการออกแบบมาอย่างเรียบเนียน จนเห็นได้ชัด ในขณะที่บทภาพยนตร์ก็ดำเนินเรื่องไปแบบเส้นตรง ไม่มีจุดหักมุมมากนัก เป็นบทแบบที่เด็ก ๆ จะต้องชอบอย่างแน่นอน

 

 

                ท่ามกลางความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านั้น สิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมก็คือการออกแบบลักษณะนิสัยและบุคลิกของตัวละครแต่ละตัวที่มีเอกลักษณ์ชวนให้จดจำได้ง่ายมาก แต่ละตัวละครก็จะมีเรื่องราวภูมิหลังเป็นของตัวเอง ที่หากขับเน้นประเด็นเหล่านั้นมากขึ้นจะทำให้เรามีอารมณ์ร่วมได้อย่างเต็มที่ และสิ่งหนึ่งที่ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้สอดแทรกเอาไว้ก็คือ ประเด็นเรื่องความเท่าเทียม

 

                ความเท่าเทียมที่จะเป็นตัวยุติความโหดร้ายจากสงครามทั้งมวล สงครามที่เริ่มจากการยกตนให้เหนือกว่าคนอื่น และการขับดันประเด็นนี้ผ่านตัวตนของเด็กหนุ่มที่แสนจะธรรมดาอย่างอ๊อด ก็ทำให้เราได้เห็นมุมมองของภาพยนตร์ที่สื่อออกมาได้โดยที่เราไม่ได้รู้สึกถูกยัดเยียดจนเกินไปนัก นับได้ว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของวงการแอนิเมชั่นไทย ที่แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็สามารถยกระดับมาตรฐานให้ได้อีกหลายขุม และเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่เราอยากจะเอาใจช่วยให้ไปได้ไกลที่สุด และหวังจะได้เห็นความพัฒนาอย่างนี้ต่อไปไม่หยุดยั้ง

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram