8 เรื่องที่ควรรู้ก่อนดู Exodus: Gods and Kings

1. ผลสำรวจบอกว่า ‘ชาวอเมริกัน 74 เปอร์เซนต์จะอยากดูหนังก็ต่อเมื่อมันออกมาตรงตามเรื่องเล่าในคัมภีร์ไบเบิล’ ในขณะที่ 68 เปอร์เซนต์บอกว่า ถ้าไม่ตรงตามไบเบิลจะไม่ดู

2. ‘หนังเรื่องนี้ใช้เวลาถ่ายเพียงแค่ 74 วัน’ ถือว่าตารางแน่นมากถึงมากที่สุดสำหรับหนังมหากาพย์เชิงประวัติศาสตร์สเกลใหญ่โตมโหฬารแบบนี้ เมื่อเทียบกับ Harry Potter: The Deathly Hallows ที่วันถ่ายทำของทั้งสองตอนรวมกันนานถึง 478 วัน และ The Hobbit ที่วันถ่ายทำของทั้งสามภาครวมกัน 336 วัน

3. ‘สถานที่ถ่ายทำหลักของหนังคือประเทศสเปน’ ได้แก่เมืองอัลเมเรีย แคว้นอันดาลูเซีย และเกาะเฟอร์เทเวนทูร่า หมู่เกาะคานารี ส่วนที่เหลือถ่ายทำในสตูดิโอไพน์วูดที่ประเทศอังกฤษ สตูดิโอเก่าแก่ขนาดมหึมาที่บรรดาหนังบล็อกบัสเตอร์ฟอร์มใหญ่ต้องเคยผ่าน

4. ถึงจะเป็นหนังที่สร้างจากคัมภีร์ไบเบิลอีกที แต่ ‘ริดลีย์ สก็อตต์ ผู้กำกับรุ่นเก๋าของเรานั้นเป็นคนไม่นับถือพระเจ้า’ ซึ่งเขาบอกว่ามันช่วยเขาในทางการกำกับภาพยนตร์อยู่เหมือนกัน เพราะระหว่างถ่ายทำเขาต้องหลอกล่อตัวเองให้เชื่อตามเนื้อเรื่องที่ว่าด้วยพระเจ้า พระเจ้า และพระเจ้า ถ้าเขาหลอกล่อตัวเองสำเร็จแสดงว่าหนังทำงาน แต่ถ้าไม่ก็แสดงว่าเขาอาจจะเดินเกมผิด

5. ‘ริดลีย์ สก็อตต์ ผู้ซึ่งขณะนี้มีอายุ 77 ปี ทำหนังเฉลี่ยปีละเรื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา’ ยกตัวอย่างเช่น Kingdom of Heaven (2005), A Good Year (2006), American Gangster (2007), Robin Hood (2010), Prometheus (2012), The Counselor (2013) และแน่นอน Exodus: Gods and Kings (2014) โดยนับจนถึงปัจจุบันเขาทำหนังมาแล้ว 31 เรื่อง และมีโปรเจกต์ที่กำลังพัฒนาอยู่อีกอย่างน้อย 4 โปรเจกต์ โดยในที่นี้รวมถึง Prometheus 2 ด้วย

6. ใน Exodus: Gods and Kings ‘อาร์เธอร์ แมกซ์ โปรดักชั่นดีไซเนอร์เจ้าประจำกลับมาร่วมงานกับ ริดลีย์ สก็อตต์ อีกครั้ง’ หลังจากพิสูจน์ฝีมือร่วมกันมาแล้ว 9 เรื่องถ้วน ได้แก่ G.I. Jane (1997) Gladiator (1997), Black Hawk Down (2001), Kingdom of Heaven (2005), American Gangster (2007), Body of Lies (2008), Robin Hood (2010), Prometheus (2012) และ The Counselor (2013)

7. ช่วงหนึ่งเดือนก่อนหนังฉายมีข่าวแง่ลบกระแทกใส่หนังเต็มๆ สองข่าวด้วยกัน ข่าวแรกคือ ‘แคมเปญบอยคอตต์หนังโดยการกระหน่ำใส่แฮชแท็กในทวิตเตอร์ว่า #BoycottExodusMovie’ โดยต้นเหตุมาจากการที่มีนักเขียนคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมหนังที่ตัวละครหลักตามท้องเรื่องเป็นชาวอียิปต์โบราณผิวสีอย่างเรื่องนี้ถึงให้คนผิวขาวมาเล่น แต่กลับผลักให้คนผิวสีจริงๆ ไปรับบททาสอย่างเดียว โดยเขาเห็นว่าการทำแบบนี้เป็นการทำให้คนขาวดูเป็นพระเจ้า ไม่ต่างอะไรกับลัทธิอาณานิคมยุคเก่าแม้แต่น้อย

8. อีกประเด็นที่ได้รับเสียงวิจารณ์อย่างหนักหน่วงคือการที่ ‘คริสเตียน เบล พระเอกผู้รับบทเป็น โมเสส ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ตัวละครโมเสสนั้นเป็นคนโรคจิตที่ป่าเถื่อน เป็นตัวปัญหาที่ชอบโหวกเหวกโวยวายและจิตใจโลเล’ แน่นอนว่าพูดซะขนาดนี้ต้องโดนชาวคริสต์โจมตีแน่ๆ เอาจริงๆ ก็เป็นข้อหาเดียวกับที่ Noah โดนเมื่อต้นปีนี้ เพราะ ดาร์เรน อาร์โรนอฟสกี้ ก็กำกับโนอาห์ออกมาป่าเถื่อนเหมือนกัน กลายเป็นประเด็นละเอียดอ่อนเสมอเมื่อมาถึงเรื่องศาสนา

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram