ข้อมูลภาพยนตร์ "21&Over" (เข้าฉาย 7 มีนา 56)

21 แล้วเว้ยยย! ก็ชาตินี้มีแค่หนเดียว ไม่รั่ว ไม่มันส์ ไม่ยันเช้า ขอเอาหัวเพื่อนเป็นประกัน ! ผลงานซ่าส์ล่าสุดโดยผู้เขียนบท The Hangover

http://www.youtube.com/watch?v=9rrLTShOaBw

เพราะชาตินี้ อายุ 21 ปีมีหนเดียว 21 & Over (21 ทั้งที ปาร์ตี้รั่วเว่อร์) 7 มีนาคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

ประเภท  Comedy กำหนดฉาย  7 มีนาคม 2013 บริษัทจัดจำหน่าย  มงคลเมเจอร์ อำนวยการสร้าง  ไรอัน คาวานาห์ (Little Fockers, Zombieland, Baby Mama) กำกับ/เขียนบท  จอน ลูคัส และ สก็อตต์ มัวร์ (The Hangover I & II) นำแสดง  สกายลาร์ ออสติน (Pitch Perfect, ซีรี่ย์ Revenge, Love's Kitchen) ไมล์ เทลเลอร์ (Project X, Rabbit Hole, The Kingdom, Serendipity) จัสติน ชอน (The Twilight Saga 1-4) ซาร่าห์ ไรท์ (The House Bunny, Made of Honor)

เนื้อเรื่อง

เรื่อง ราวของ เจฟฟ์ ชาง (จัสติน ชอน) นักศึกษาเกียรตินิยม ที่ดำนินชีวิตตามที่พ่อแม่วางแผน แต่เมื่อ เคซี่ย์ (สกายลาร์ ออสติน) และ มิลเลอร์ (ไมล์ เทลเลอร์) สองเพื่อนสุดแสบ ตัดสินใจเซอร์ไพรซ์ เจฟฟ์ เนื่องในโอกาสอายุครบ 21 ด้วยการพาไปฉลอง แม้ว่าในวันรุ่งขึ้นเขาต้องไปสอบสัมภาษณ์กับโรงเรียนแพทย์ชั้นนำ แต่แล้วค่ำคืนแห่งการสังสรรค์เล็กน้อยก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นความบ้า ฮา เพื้ยน และสนุกสุดเหวี่ยง ที่เขาและทุกคนจะไม่มีวันลืม

21 & Over เป็นผลงานการกำกับครั้งแรกของ จอน ลูคัส และ สก็อตต์ มัวร์ ผู้เขียนบท The Hangover 1 & 2, The Change-Up, Ghosts of Girlfriends Past อำนวยการสร้างโดย ไรอัน คาวานาห์ (Little Fockers, Zombieland, Baby Mama) นำแสดงโดยทีมนักแสดงดาวรุ่ง ไม่ว่าจะเป็น จัสติน ชอน จาก Twilight ทุกภาค, ไมล์ เทลเลอร์ จาก Project X, สกายลาร์ ออสติน จาก Pitch Perfect และ ซาร่าห์ ไรท์ นักแสดงสาวสุดเซ็กซี่จาก The House Bunny และ Made of Honor

21 & Over มีทีมงานเบื้องหลังคุณภาพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับภาพ เทอร์รี่ สเตซี่ย์ (Safe Haven, 50/50), ผู้ออกแบบงานสร้าง เจอร์รี่ เฟลมมิ่ง (Crank, The Player), ผู้ตัดต่อภาพ จอห์น เลอฟัวร์ (Avatar, Ghosts Of The Abyss), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย คริสติน วาด้า (Catch Me If You Can, O Brother Where Art Thou?) และผู้เรียบเรียงเพลงประกอบ ไลล์ เวิร์คแมน (Forgetting Sarah Marshall, Win Win)

จุดเริ่มต้นการสร้าง

ทุกอย่าง เริ่มจากบทภาพยนตร์ของ จอน ลูคัส และ สก็อตต์ มัวร์ สองคู่หูที่ทำให้ The Hangover ภาคหนึ่งและสอง กลายเป็นหนังตลกเรท R ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล พวกเขาสร้างเรื่องราวใหม่ที่มีดีเอ็นเอเดียวกับผลงานสร้างชื่อ โดย มัวร์ เล่าถึงพล็อตหลักของหนังว่า "เรื่องราวที่เกิดขึ้นก็คือเพื่อน 3 คนที่ไปฉลองวันเกิดครบ 21 ปี แต่แล้วมันก็กลับกลายเป็นความวุ่นวายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด อย่างไรก็ตามเราก็พยายามทำให้ลึกลงไปอีกขั้น เพราะมันยังเกี่ยวกับมิตรภาพของเพื่อน อนาคตที่ไม่แน่นอนของวัยรุ่น รวมถึงการยืนหยัดเพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ... แต่แน่นอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างก็เกิดขึ้นไปพร้อมกับความป่วงในระดับเสียสติ ด้วย"

จอน ลูคัส และ สก็อตต์ มัวร์ เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง 21 And Over โดยนำมาจากทั้งประสบการณ์ของตัวเอง รวมถึงสิ่งที่พวกเขาอยากทำในวัย 21 แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ทำ ลูคัส ได้พูดถึงกระบวนการในการเขียนบทว่า "ผมและ สก็อตต์ ได้เขียนลิสสิ่งที่อยากทำแต่ไม่มีโอกาสขึ้นมา ผมคิดว่าชีวิตในวัย 21 ของตัวเองก็ทำเรื่องผิดพลาดมามาก แต่ก็ยังมีเรื่องงี่เง่าอีกมากที่ผมรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำ ดังนั้นเราจึงใช้สิ่งเหล่านั้นมาสร้างเป็นสถานการณ์ให้ตัวละครของเราใน เรื่อง"

มัวร์ เสริมต่อว่า "สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีความพิเศษก็คือ มันมีโครงสร้างของเรื่องที่แข็งแรง มีหนังตลกหลายเรื่องที่ระดมปล่อยมุขตลก เพื่อทำให้คนดูลืมไปว่าเรื่องราวเป็นยังไง แต่ในเรื่องนี้คุณก็จะเข้าใจสิ่งที่ตัวละครทั้งสามคนต้องเผชิญ และรู้สึกห่วงใยพวกเขา ในขณะที่ได้หัวเราะไปกับการกระทำงี่เง่าต่างๆ"

ลูคัส ได้พูดถึงประสบการณ์วัย 25 ที่เขาไม่มีวันลืมว่า "ผมไปเทศกาลดนตรี Coachella ที่จัดอยู่กลางทะเลทราย มันร้อนมากและแฟนสาวของเพื่อนก็เมาแบบสิ้นสภาพ ตั๋วมันแพงมาก ทั้งทริ๊ปผมต้องเป็นคนที่คอยประคับประคองร่างของผู้หญิงคนนี้ (หัวเราะ) ตอนนี้ผมอายุ 35 แล้ว และมันก็เป็นประสบการณ์ที่ผมเอามาเขียนเป็นเรื่องราวในหนัง การดูแลเพื่อนในค่ำคืนปล่อยผี มันเหมือนกับสงครามที่คุณไม่สามารถทิ้งสหายเอาไว้เบื้องหลัง"

มัวร์ ได้พูดถึงความสำคัญของการมีอายุครบ 21 ปีว่า "การฉลองวันเกิดครบ 21 ปีเป็นช่วงเวลาที่ได้ปลดปล่อยที่สุด เป็นครั้งแรกที่คุณถึงวัยที่ทำได้ทุกอย่างภายใต้กฏหมาย ได้ทำในสิ่งที่การฉลองอายุครบ 16 หรือ 17 ไม่สามารถทำได้ ซึ่งหลังจากนั้นทุกอย่างก็ไม่ใช่ครั้งแรกอีกแล้ว คุณจะไม่เห็นใครที่ฉลองอายุครบ 22 ปี และแน่นอนว่าพออายุ 30 ปีความตื่นเต้นก็แทบจะหายไปหมดแล้ว"

ผู้อำนวยการสร้าง เดวิด โฮเบอร์แมน ก็ได้พูดถึงการเผชิญหน้าการเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัวของสามวัยรุ่นว่า "ผมคิดว่าคนดูหลายคนคงเชื่อมได้กับสิ่งที่ทั้งสามคนต้องเจอ พวกเขาเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยเด็ก ที่ต่างคนต่างไปเรียนมหาวิทยาลัยและไม่ได้เจอกันนานแล้ว ต่างคนก็ต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลง มิลเลอร์ ต้องเผชิญหน้ากับความรับผิดชอบ เคซี่ย์ ต้องกดดันกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ส่วน เจฟฟ์ ชาง ก็ต้องยืนหยัดในการเดินตามเส้นทางของตัวเอง แต่ละคนก็มีสิ่งที่ต้องก้าวผ่าน และสิ่งที่ช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นไปได้ก็คือมิตรภาพ"

การคัดเลือกนักแสดง

สำหรับการคัดเลือกนักแสดง มิลเลอร์, เคซี่ย์ และ เจฟฟ์ ชาง ถือเป็นตัวละครนำที่สำคัญที่สุดในหนัง ผู้อำนวยการสร้าง เดวิด โฮเบอร์แมน เล่าว่า "ปกติแล้วในหนังตลก เราก็ต้องหานักแสดงคู่หูที่มีเคมีที่เข้ากัน แต่ในเรื่องนี้เราต้องหานักแสดงสามคนที่ต้องมีเคมีที่เข้ากัน มันจึงเป็นงานที่มีความท้าทายขึ้นไปอีกระดับ" สำหรับแนวทางในการคัดเลือกแล้ว สองผู้กำกับ จอน ลูคัส และ สก็อตต์ มัวร์ ก็ต้องการนักแสดงที่มีบุคลิกเหมือนกับตัวละครในเรื่องที่สุด มัวร์ เผยว่า "พวกเราคิดว่าตัวเองห่วยเรื่องการกำกับ (หัวเราะ) เราก็เลยต้องการนักแสดงที่เป็นธรรมชาติกับตัวละครที่แสดงที่สุด"

เช่นเดียวกับแก๊งค์วูล์ฟแพ็คใน The Hangover ทีมสร้างก็ต้องการนักแสดงที่พอคุ้นหน้าคุ้นตา แต่ก็ไม่ใช่ดาราระดับซุปเปอร์สตาร์ เพื่อทำให้คนดูรู้สึกเชื่อในตัวละครและการเดินทางของพวกเขามากยิ่งขึ้น โฮเบอร์แมน เล่าว่า "พวกเราอยากทำให้คนที่ดูเรื่องนี้ รู้สึกเหมือนกลับไปสัมผัสชีวิตในรั้วมหา’ลัยอีกครั้ง ดังนั้นนักแสดงที่เข้ามารับบทนำก็จะต้องสร้างความน่าเชื่อถือ ทั้งบุคลิกภาพและช่วงวัยที่เหมาะสม"

ไมล์ เทลเลอร์นักแสดงที่แจ้งเกิดจากการแสดงคู่กับ นิโคล คิดแมน ในหนังดราม่า Rabbit Hole ก่อนที่จะแสดงในหนังปาร์ตี้วัยรุ่นสุดฮิตปีที่แล้วอย่าง Project X ก็ได้เข้ามาทดสอบบท โดยตอนแรกนั้นเขาก็เข้ามาทดสอบเป็น เคซี่ย์ แต่ดูเหมือนบุคลิกของเขาจะถูกลิขิตให้กลายเป็นตัวละครที่สำคัญสุดของ เรื่องอย่าง มิลเลอร์ ผู้อำนวยการสร้าง โฮเบอร์แมน เล่าว่า "ตั้งแต่ที่ ไมล์ เดินเข้ามาในห้องทดสอบบท เขาก็เป็นทุกอย่างที่เราจินตนาการไว้กับตัวตนของ มิลเลอร์ บุคลิกภาพที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ และสไตล์การพูดของเขา" ถึงแม้ว่านี่จะเป็นการกำกับครั้งแรกของ มัวร์ และ ลูคัส แต่การได้คลุกคลีออยู่กับหนังตลกก็เตรียมความพร้อมให้เป็นอย่างดี ไมล์ เทลเลอร์ พูดถึงการทำงานร่วมกับพวกเขาว่า "คุณจะดูไม่ออกเลยว่า จอน และ สก็อตต์ กำกับหนังเป็นครั้งแรก พวกเขาเขียนบทหนังตลกตั้งแต่เข้าวงการ และก็มีการค้นคว้าข้อมูลและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เฉพาะหน้าอยู่เสมอ ผมรู้สึกว่าการถ่ายทำนั้นเหมือนกับการได้ปาร์ตี้อยู่จริงๆ มุขตลกและสถานการณ์จะถูกทำให้บ้าขึ้นกว่าเดิมเสมอ"

เช่นเดียวกับที่ เทลเลอร์ ก็คือ มิลเลอร์ นักแสดงหนุ่มอีกคนอย่าง สกายลาร์ ออสติน ที่เพิ่งรับบทนำคู่กับ แอนนา เคนดริก ในหนังวัยรุ่นสุดฮิตในปีที่แล้วอย่าง Pitch Perfect ก็รับบทเป็น เคซี่ย์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยทั้งคู่ก็มีการรับส่งบทที่เข้าขากันอย่างน่าทึ่ง ออสติน เล่าว่า "ผมมีช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการถ่ายทำเรื่องนี้ ผมและ ไมล์ เป็นเหมือนกับจิ๊กซอว์ที่ผสานกันพอดี เพราะในขณะที่ เคซี่ย์ เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ มิลเลอร์ ก็เป็นนักปาร์ตี้ที่บ้าระห่ำ"

สำหรับเพื่อนคนสุดท้ายที่เป็นจุดศูนย์กลางของค่ำคืนสุดป่วงก็คือ เจฟฟ์ ชาง ซึ่งรับบทโดย จัสติน ชอน นัก แสดงหนุ่มเชื้อชาติเอเชียจาก Twilight ทุกภาค โดยเขาก็ได้พูดถึงการรับบทว่า "ตอนที่ผมเข้ามาทดสอบบท ทั้ง สกายลาร์ และ ไมล์ ก็เข้ามารับบทแล้ว ทีมงานจับผมเข้าไปอ่านบท และผมก็รู้สึกว่านื่คือการรับส่งของนักแสดงสามคนที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับผมมา ก่อน มันทั้งตลกและสนุกมาก ถึงแม้เราทั้งสามจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เราก็กลายเป็นเพื่อนกันจริงๆจนถึงปัจจุบัน"

นอกจากสามเกลอสุดแสบแล้ว อีกหนึ่งตัวละครสำคัญก็คือ นิโคล ที่รับบทโดยนักแสดงสาว ซาร่าห์ ไรท์ จาก The House Bunny และ Made of Honor โดยเรื่องราวระหว่าง นิโคลและ เคซี่ย์ ก็ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เธอสนใจในการเข้ามารับบทนี้ เธอเผยว่า "ฉันคิดว่า นิโคล เป็นผู้หญิงที่รักอิสระ ในขณะที่ เคซี่ย์ เป็นผู้ชายที่ตั้งเป้าหมายในชีวิตเอาไว้แล้ว และก็จะทำทุกอย่างเพื่อไปถึงเป้า แต่ท้ายที่สุดแล้ว นิโคล ก็ได้มอบบทเรียนสำคัญให้กับเขา ว่ามันมีทางเลือกอีกมากในการไปสู่เป้าหมายโดยที่ไม่ต้องกดดันตัวเอง"

ออสติน ก็เห็นด้วยกับแนวคิดของ ไรท์ เขาเล่าถึงใจความสำคัญของหนังว่า "เมื่อ เคซี่ย์ และ นิโคล พบกันครั้งแรก ก็ไม่ใช่ว่าเห็นหน้ากันแล้วก็รักเลย มันมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้น และนั่นก็คือความรู้สึกของความสัมพันธ์จริงๆ หัวใจของหนังเรื่องนี้มันเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็ยความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ผู้ปกครอง หรือเพศตรงข้าม มันเหมือนกับว่าคุณตัดขาดจากความรู้สึกนั้นไป แต่ภายในเรื่องราวคุณก็ได้เรียนรู้ที่ว่ามันไม่เคยหายไปไหนตั้งแต่แรก"

เบื้องหลังการถ่ายทำ

การ หาสถานที่ที่เหมาะสมในการใช้เป็นมหาวิทยาลัย นอร์ทเธิร์น แปซิฟิก ตัวเลือกแรกสุดของสองผู้กำกับ จอน ลูคัส และ สก็อตต์ มัวร์ ก็คือ The University of Washington ที่ตั้งอยู่ในเมืองซีแอทเทิ้ล มัวร์ เผยว่า "พวกเราต้องการใช้ที่นี่ มันเป็นมหาวิทยาลัยที่งดงามมาก ทั้งบรรยากาศและสถาปัตยกรรมที่มีทั้งโบราณและร่วมสมัย มันเป็นเหมือนกับที่เราจินตนาการเอาไว้ตอนเขียนบท"

ใน ขณะเดียวกัน อีกส่วนหนึ่งของเรื่องราวก็เกิดขึ้นในบริเวณนอกรั้วมหาวิทยาลับ โดยทีมงานก็ได้ออกเดินทางไปหาที่ถ่ายทำทั้ง โอเรก้อน, นอร์ธ แคโลไรน่า และแคนาดา ในการหาชุมชนนอกมหาวิทยาลัยที่มอบความน่าเชื่อถือว่าตัวละครทั้งสามในเรื่อง จะสามารถหลงทางได้ มัวร์ เล่าว่า "พวกเราต้องการทำให้หนังมอบความรู้สึกเคลื่อนไหวตลอดเวลา ดังนั้นเราจึงให้เรื่องราวออกตระเวนไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัย รวมถึงชุมชนภายนอกอีกด้วย"

มันเป็นสิ่งสำคัญที่มหาวิทยาลัยต้องมีขนาดใหญ่ ด้วยเหตุผลง่ายๆก็คือพล็อตของหนัง ที่ตัวละครทั้งสามหลงทางอยู่ในนี้ ลูคัส เล่าว่า "ถ้าเกิดว่ามหา’ลัยมีขนาดเล็กเกินไป มันก็อาจเกิดคำถามว่า แค่ในรั้วมหา'ลัยพวกเขาถึงกับหลงเลยเหรอ มันจึงเป็นงานของพวกเราในการหาสถานที่ที่เมื่อเข้าไปอยู่ข้างในแล้ว คุณจะรู้สึกหลงได้ทันที โดยกว่า 80% ที่เราถ่ายทำในรั้วมหา'ลัย เราไปหกถึงเจ็ดเมืองเพื่อหาที่ที่เหมาะสม แต่ท้ายที่สุดเราก็มาลงเอยที่เมืองซีแอทเทิ้ล"

ซาร่าห์ ไรท์ หนึ่งในทีมนักแสดงนำ ก็ได้พูดถึงความรู้สึกต่อสถานที่ถ่ายทำว่า "ฉันรักเมืองซีแอทเทิ้ล มันงดงามมาก และสิ่งที่ตลกก็คือคนที่อาศัยอยู่ในซีแอทเทิ้ลบอกกับพวกเราว่า มันไม่ได้มีอากาศแบบนี้ตลอดทั้งปี ส่วนใหญ่แล้วมันทั้งหนาวและยังมีฝนตก แต่ตลอดช่วงเวลาถ่ายทำที่พวกเราอยู่ที่นี้ อากาศข้างนอกก็กำลังอุ่นและยังมีแสงแดดตลอดเวลา ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเป็นใจให้เราทำหนังเรื่องนี้"

พลังงาน ที่ออกมาจากการถ่ายทำในมหาวิทยาลัยของจริง และก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบในโรงถ่าย โดยเฉพาะทีมนักแสดงที่ต้องเข้าถึงบรรยากาศและอินไปกับชีวิตในรั้วมหา'ลัย ไมล์ เทลเลอร์ กล่างสรุปว่า "เมื่อผมเห็นบรรยากาศของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ รวมถึงการได้เดินแก้ผ้าคู่กับ สกายเลอร์ กลางลานกว้างในมหา'ลัย คุณจะรู้สึกได้เลยว่าตัวเองเป็นเหมือนเด็กนักศึกษาที่ทำเรื่องเสียสติจริงๆ"

ทีมนักแสดง

ไมล์ เทลเลอร์ (รับบทเป็น มิลเลอร์)

ผลงาน >>> Rabbit Hole, Project X, The Spectacular Now

สกายลาร์ ออสติน (รับบทเป็น เคซี่ย์)

ผลงาน >>> Pitch Perfect, Hamlet 2, Taking Woodstock

จัสติน ชอน (รับบทเป็น เจฟฟ์ ชาง)

ผลงาน >>> The Twilight Saga 1-4, Crossing Over, Detention of the Dead

ซาร่าห์ ไรท์ (รับบทเป็น นิโคล)

ผลงาน >>> The House Bunny, Made of Honor, ซีรี่ย์ Parks and Recreation

ทีมผู้สร้าง

จอน ลูคัส & สก็อตต์ มัวร์ (ผู้กำกับ / เขียนบท)

ผลงาน >>> The Hangover 1 & 2, The Change-Up, Ghosts Of Girlfriends Past

ไรอัน คาวานาห์ (ผู้อำนวยการสร้าง)

ผลงาน >>> Mirror Mirror, Little Fockers, Zombieland, Baby Mama

เทอร์รี่ สเตซี่ย์ (ผู้กำกับภาพ)

ผลงาน >>> Safe Haven, 50/50

เจอร์รี่ เฟลมมิ่ง (ผู้ออกแบบงานสร้าง)

ผลงาน >>> Crank, The Player

จอห์น เลอฟัวร์ (ผู้ตัดต่อภาพ)

ผลงาน >>> Avatar, Ghosts Of The Abyss

คริสติน วาด้า (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย)

ผลงาน >> Catch Me If You Can, O Brother Where Art Thou?

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram