ย้อนยุค 1980 ในหนัง Sing Street วัยรุ่นแต่งตัวยังไง?

ย้อนยุค 1980 ในหนัง Sing Street วัยรุ่นแต่งตัวยังไง?

 

 

Sing Street ในด้านการออกแบบเครื่องแต่งกาย ทิเซียนา คอร์วิเซียรี กล่าวว่า "หนังเรื่องนี้นำเสนอภาพหลายๆอย่างของยุคนั้น มันทำให้ฉันนึกถึงตัวเองตอนที่อายุ 16 ปี ในช่วงต้นยุค 80 หนังเรื่องนี้สำหรับฉันมันบอกได้หมดเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ณ ตอนนั้นบ้าง อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำคือ UK ทุกอย่างดูดีดูสนุกไปหมด ในขณะที่ทางด้าน ดับลิน นั้น เราได้แต่ติดตามดูและอยากให้ที่นี่เป็นแบบนั้นบ้าง ทางด้านการแต่งตัวในยุคนั้น เราไม่มีเงินมากมายจะไปซื้อเสื้อผ้าหรอก สมัยนั้นเราจะไปตามร้านบริจาค หรือเสื้อผ้ามือสอง แล้วหามาดัดแปลงแต่งให้ดูฟังกี้ๆ สนุกๆ หาเสื้อผ้าเก่าๆของพ่อแม่จากยุค 70 มาปรับแต่งให้ดูมีสไตล์กันมากขึ้นตามแต่ไอเดียที่เราคิดได้

สำหรับ โปรดักชัน ดีไซน์เนอร์ อลัน แมคโดนอลด์ เองนั้น ตอนนั้น เขาเองก็พึ่งจะ 13-14 เขาบ้า เดวิด โบวี่ และก็เป็นหนึ่งในอิทธิพลต่อตัวเขาเองที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเอง มีผลต่อการแต่งตัวของเขา ทำสีผม ซึ่งมันคือสิ่งที่ จอห์น นำเสนอให้เรารับรู้ได้ในเรื่องนี้ เขาพยายามมองหาส่วนผสมต่างๆ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเขาพยายามหาตัวตนของตัวเอง เพลงก็เป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญสำหรับวัยรุ่นในตอนนั้นที่มีอิทธิพลในความคิด เพราะในสมัยนั้นไม่มีนิตยสารแบบปัจจุบัน ไม่มีอินเตอร์เน็ตที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างง่ายได้ มีเพลงมิวสิควีดีโอ นักร้อง ที่เป็นแรงบันดาลใจเท่านั้น

 

 


ทางด้านผู้กำกับภาพยนตร์ภาพ ยารอล "จอห์น ส่งวิดีโอในยุค 80 มาให้ผมดูเยอะมาก เราดูสไตล์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ตั้งแต่มิวสิควิดีโอ ภาพยนตร์ ซึ่งตอนนั้นมันเป็นวงการที่ยิ่งใหญ่มากที่เดียว และผมก็นำมาผสมผสานเข้า จากตอนแรกที่พวกเด็กๆ ทำมิวสิควิดีโอกันเองนั้น ก็เริ่มจากการถ่ายทำจากกล้องวิดีโอเล็กๆที่มีอยู่ ทำให้วิดีโออันแรกของพวกเขานั้นสั่นตลอดเวลา ไม่โฟกัส เหมือนเด็กทำจริงๆ พอมิวสิควิดีโอที่สองพวกเขาเริ่มได้เรียนรู้ แล้วก็ทำมันให้ดีขึ้น จนมิวสิควิดีโอที่สามเราถึงเลือกใช้กล้องถ่ายภาพยนตร์ถ่าย ซึ่งมันก็ยังคงมีกลิ่นอายของยุค 80 อยู่"

มันเป็นเรื่องราวทั่วๆไป ที่ดีที่สุดและก็เป็นอะไรที่เฉพาะตัวที่สุด

แอนโทนี โปรดิวเซอร์ เชื่อว่าสิ่งที่ทำให้ หนังเรื่องนี้จะทำให้ผู้ชมรู้สึกไปกับหนังนั่นก็คือมันเป็นยุคที่ทุกคนเคยผ่านมาและมีประสบการณ์ร่วมแตกต่างกันออกไป หนังเรื่องนี้มันค่อนข้างเฉพาะตัวก็จริง แต่ในแง่อื่นๆ คนดูสามารถรู้สึกเข้าถึงได้ในประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไป เพราะองค์ประกอบที่เกิดขึ้นนั้นจะทำให้คนดูรับรู้และรู้สึกได้

ทางด้านของ ผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ พอล กล่าวว่า "สำหรับผมมันทำให้เรารู้สึกคิดตามและเกิดคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้า? มันทำให้เราย้อนถามตัวเราเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราต้องมาเจอกับสถานการณ์เหล่านี้เราจะทำมันอย่างไร เราจะผ่านมันมาแบบไหน เราจะเอาตัวรอดได้อย่างไร และมันทำให้คนดูทุกคนได้ดูและคิดได้ตาม

 

 

จอห์น คาร์นีย์ ผู้กำกับ กล่าวถึงชีวิตครอบครัวที่เกิดขึ้นตอนนั้นในยุค 1980 ทำให้เราได้เห็นความแตกต่างของแต่ละครอบครัวที่เผชิญปัญหาในยุคนั้น "มันมีหลายๆปัญหามากที่เกิดขึ้นในชีวิตสมรส และครอบครัว และมันตั้งคำถามให้กับเด็กๆ ว่าอยากจะให้พ่อแม่อยู่ด้วยกัน หรืออยากให้พวกเขาแยกกันอยู่ ซึ่งการหย่าร้างกันในขณะนั้นก็เป็นอะไรที่ยังทำไม่ได้ ทางโบสถ์ก็ไม่อนุญาต ในฐานะตัวละครหลักอย่าง โคเนอร์ ที่รู้ว่าพ่อแม่ของตัวเองมีปัญหา หนทางที่เขาเลือกแก้ปัญหา ก็มาจากอิทธิพลของทีวีโชว์ ที่เขาเคยดูอยู่และพยายามทำตัวเองให้มีความสุขให้ได้ ซึ่งในไอร์แลนด์เองปัญหาเหล่านี้มีอยู่ทั่ว และนั่นเป็นสิ่งที่ผมอยากจะเล่าออกมา"

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram