หวังว่าการตายของผมจะมีค่ามากกว่าชีวิตผม..รวมข้อคิดจากคำพูดของอาเธอร์ เฟล็ก

 

 

ถ้ายังดาร์คไม่พอ มาดู! 10 ประโยคสุดตราตรึง

พาจิตให้หดหู่ไปกับ Joker

 

               Joker เข้าฉาย นอกจากการแสดงของวาคีน ฟีนิกซ์ที่โดดเด่นแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังสร้างกระแสความตื่นตัวในเรื่องของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้มีอาการผิดปกติที่แตกต่างจากผู้อื่นด้วย อย่างที่ทราบกันว่าอาเธอร์ เฟล็กนั้นป่วยเป็นโรคที่ไม่สามารถควบคุมการหัวเราะหรือร้องไห้ของตัวเองได้ แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วเขายังดูเหมือนผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ทุกความคิดของเขาถูกสังคมรอบตัวหล่อหลอมจนกลายเป็นความดำมืด ทั้งหมดสะท้อนออกมาผ่านบทพูดของเขา บทพูดที่เราเชื่อว่ามีหลายประโยคที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน จะมีอะไรบ้างไปลองดูกัน

 

“มันมีแค่ผมหรือข้างนอกนั่นที่มันเริ่มบ้ามากขึ้นไปทุกที”

                บทพูดนี้มาจากฉากที่อาเธอร์ เข้าพบกับจิตแพทย์ส่วนตัวที่โรงพยาบาลอาร์คัมสเตท เขาพูดถึงสภาพสังคมของเมืองก็อตแธมที่เลวร้ายลงไปทุกที จนเกิดความสงสัยว่าเขา หรือสังคมภายนอกที่มันบ้ามากกว่ากัน

 

“นี่คุณไม่ได้ฟังผมเลยสินะ”

            ประโยคนี้เกิดขึ้นหลังจากที่จิตแพทย์บอกกับอาเธอร์ว่าสวัสดิการของประชาชนที่เขาได้รับนี้ถูกตัดงบไป ทำให้นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้รับยาสำหรับรักษาอาการป่วย แต่สำหรับอาเธอร์แล้วเขาอยากจะเล่าเรื่องต่าง ๆ มากมาย การที่จิตแพทย์เบี่ยงประเด็นไปพูดเรื่องนี้ ทำให้เขารู้สึกว่าที่ผ่านมาไม่ว่าเขาจะพูดอะไรไป จิตแพทย์คนนี้ก็ไม่เคยใส่ใจเขาเลยแม้แต่น้อย

 

“มันก็เป็นแค่ใครสักคนที่ซ่อนตัวเองไว้ใต้หน้ากาก”

                ประโยคนี้มาจากโทมัส เวนย์ ในระหว่างการให้สัมภาษณ์หลังจากเกิดเหตุการณ์นักธุรกิจหนุ่ม 3 คนที่ทำงานให้กับบริษัทของเขาถูกสังหารลงไป โดยชายที่ในข่าวระบุว่าสวมหน้ากากตัวตลก โดยตัวโทมัสมองว่าผู้ก่อเหตุเป็นเพียงอาชญากรที่ขี้ขลาดตาขาวเท่านั้น มันกลายเป็นตลกร้าย เพราะเราทุกคนรู้กันดีว่าในสักวันหนึ่ง บรูซ เวนย์ลูกชายของเขาก็จะสวมหน้ากาก และกลายเป็นฮีโร่ในชื่อ แบทแมน

 

“ในที่สุดทุกคนก็เริ่มจะสนใจ”

                ประโยคนี้เป็นของอาเธอร์ เฟล็ก หลังจากเหตุการณ์สังหารชายหนุ่มนักธุรกิจบนขบวนรถไฟ ประชาชนเมืองก็อตแธมมองว่านั่นคือสัญลักษณ์ที่จะจุดชนวนให้ผู้คนออกมาต่อต้านคนรวยที่ครอบครองอภิสิทธิ์ทั้งหมดภายในเมือง แต่สำหรับตัวอาเธอร์แล้ว เขาผู้ที่ไม่เคยมีใครสนใจ ไม่เคยมีใครมองเห็นมาก่อน แต่เมื่อเขากลายเป็นตัวตลกและก่อเหตุนั้น ในที่สุดก็เริ่มที่จะมีคนมองเห็นตัวเขาแล้ว

 

“หวังว่าการตายของผมจะมีค่ามากกว่าชีวิตของผม”

                ประโยคนี้ถูกเขียนไว้ในสมุดไดอารี่ของอาเธอร์ เฟล็ก ท่ามกลางมุกตลกมากมายที่เขาจดเอาไว้หลังจากได้เดินทางไปพบเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน นี่เป็นหนึ่งในมุกตลกเหล่านั้น อย่างที่ทุกคนเห็นมันเป็นประโยคที่แสนเจ็บปวด ซึ่งท้ายที่สุดแล้วในภาพยนตร์เราก็ได้เห็น ในช่วงเวลาที่อาเธอร์เข้าใกล้ความตายมากที่สุด ประชาชนเมืองก็อตแธมก็ได้มองเห็นเขาในฐานะของ โจ๊กเกอร์ กลายเป็นเหมือนผู้จุดแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้น

 

“ผมก็คิดว่าชีวิตของผมมันเป็นโศกนาฏกรรม แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องตลก”

                ประโยคนี้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ตัวอย่างของภาพยนตร์ เป็นประโยคที่ติดตาตรึงใจเข้าไปในความคิดของผู้ชมได้ไม่ยาก และเมื่อเราได้ชมภาพยนตร์เราก็สามารถเข้าใจมันได้มากยิ่งขึ้น เราได้เห็นชีวิตอันแสนโหดร้ายของอาเธอร์ พัฒนาการของเขาจากชายผู้อ่อนแอกลายเป็นอาชญากรที่ไม่สามารถคาดเดาได้ สำหรับตัวอาเธอร์แล้วเมื่อเขารู้สึกถูกปลดปล่อย เรื่องราวน่าเศร้าทั้งหมดก็กลายเป็นแค่เรื่องตลกเท่านั้น

 

“สิ่งที่แย่ที่สุดของการเป็นผู้ป่วยทางจิต คือทุกคนคาดหวังว่าคุณจะแสดงออกว่าไม่เป็นไร”

                นี่เป็นอีกหนึ่งประโยคที่ถูกเขียนเอาไว้ในไดอารี่ของอาเธอร์ เฟล็ก เขาหวังจะให้มันเป็นมุกตลก แต่แน่นอนมันไม่ตลก และน่าเศร้ายิ่งกว่าเดิม สะท้อนความเป็นจริงที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในภาพยนตร์ แต่เป็นในโลกแห่งความจริงด้วย จากความไม่เข้าใจในอาการป่วยทางจิต พฤติกรรมการกระทำที่ขาดความเข้าใจนั้น อาจกลายเป็นตัวลั่นไกให้เหตุร้ายเกิดขึ้นได้อย่างไม่รู้ตัว ถือเป็นอีกหนึ่งประโยคที่สร้างความตระหนักได้เป็นอย่างดี

 

“ในหัวผมมันมีแค่ความคิดแง่ลบทั้งนั้น”

                อีกหนึ่งประโยคที่สร้างความตราตรึงได้ตั้งแต่ตัวอย่างภาพยนตร์ถูกปล่อยให้ชมกัน แสดงให้เห็นถึงจิตใจของตัวละครอาเธอร์ เฟล็กที่เป็นดั่งหลุมดำอันไร้ก้นบึ้ง เป็นบทสนทนาระหว่างอาเธอร์กับจิตแพทย์ของเขา เขาย้อนคำถามที่เธอถามเขาว่าทุกวันนี้เขารู้สึกอย่างไรบ้าง

 

“คุณไม่เข้าใจมันหรอก”

                นี่อาจจะเป็นประโยคทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อมันถูกนำมาใช้ได้ถูกที่ถูกจังหวะ มันก็สามารถสะท้อนความเป็นตัวโจ๊กเกอร์ได้อย่างชัดเจน อาเธอร์พูดประโยคนี้ในฉากจบของภาพยนตร์ เขาหัวเราะหลังจากเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้จิตแพทย์ฟัง เธอถามเขาว่ามันมีอะไรตลก? เขาก็ได้ตอบประโยคนี้กลับไป ก่อนที่ฉากจะเปลี่ยนไปเป็นอาเธอร์ออกมาจากห้องนั้น วิ่งไปตามทางเดินพร้อมกับรอยเท้าที่เปรอะเลือด

 

“แกได้สิ่งที่แก แ*สมควรได้แล้ว!

                ประโยคนี้เกิดขึ้นในช่วงท้ายของภาพยนตร์ อาเธอร์ได้ไปออกรายการของแฟรงคลิน เมอร์เร เขาได้เปิดเผยตัวตนในฐานะของโจ๊กเกอร์ และยอมรับว่าเขาคือคนที่ฆ่านักธุรกิจหนุ่ม 3 คนนั้น หลังจากนั้นเขาก็ได้ระบายความคิดที่อยู่ในหัวออกมาว่า “พวกแกคิดว่าแกจะได้อะไรจากคนที่ป่วยทางจิตที่แสนโดดเดี่ยว ผู้อาศัยอยู่ในสังคมที่ทอดทิ้งเขา และทำกับเขาเหมือนเป็นขยะ พวกแกได้สิ่งที่พวกแก แ*ง สมควรได้แล้ว!

 

Source: Screen Rant

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram