Avatar อลังการ งานสร้าง เหนือคำบรรยาย!
.jpg)
บางทีประเด็นที่ว่า Avatar จะทำเงินได้มากกว่า Titanic หรือเปล่า? มันอาจจะไม่ได้สำคัญไปกว่าการที่ เจมส์ คาเมรอน ได้สร้างปรากฏการณ์อีกบทหนึ่งให้แก่วงการภาพยนตร์แล้วเรียบร้อย เพราะหลังจากที่ Avatar ออกฉาย ทั้งคนดูและนักวิจารณ์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่จะเป็นหนังที่เปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล โดยเฉพาะแวดวงซีจีและหนังแอนิเมชั่น 3D ที่ต่อไปนี้ อาจจะถึงขนาดมีการขีดเส้นแบ่งยุคกันใหม่ว่า เป็นหนัง 3D ยุคก่อน Avatar หรือ หลัง Avatar เพราะมีการคาดการกันล่วงหน้าแล้วว่า หลังจาก ความสำเร็จของ Avatar เหล่าบรรดาสตูดิโอและผู้กำกับทั้งหลายจะหันมาทำหนังแบบ 3D กันมากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อดึงดูดให้ผู้ชมเปลี่ยนนิสัยที่ชอบดูหนังอยู่กับบ้านจากแผ่นหรือจากการดาวน์โหลดแบบผิดกฎหมาย มาดูหนังในโรงภาพยนตร์ ก็อย่างที่เราทราบๆ กันว่า ถ้าหนังเรื่องไหนที่ทำออกมาเป็น 3 มิติ แล้วล่ะก็ คุณจะต้องดูในโรงภาพยนตร์เท่านั้นถึงจะได้อรรถรสแบบเต็มที่
ก่อนจะเลยเถิดไปไกลกว่านี้ กลับมาพูดถึงหนัง Avatar กันดีกว่า แน่นอนที่สุดว่า หนังเรื่องแรกในรอบ 12 ปีของ เจมส์ คาเมรอน จะต้องเป็นที่คาดหวังของคนดูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าย้อนกลับไปดูผลงานชิ้นก่อนๆ ของผู้กำกับมือทองคนนี้ หนังหลายๆ เรื่องของเขาไม่ว่าจะเป็น Terminator 1-2, Aliens, True Lies และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Titanic ล้วนแต่เป็นหนังที่ได้รับความนิยมอย่างสูงแถมยังเป็นหนังในความทรงจำของแฟนทั่วโลกด้วย
และถ้าใครยิ่งมารู้ด้วยว่า เจมส์ คาเมรอน เพาะบ่มประคบประหงมโปรเจ็กต์นี้แบบสุดตัว ยอมเสียทั้งเงินและเวลาในการพัฒนาเทคโนโลยีในการถ่ายหนัง 3 มิติ เพื่อหวังจะพาผู้ชมไปพบกับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน ก็คงจะยิ่งคาดหวังกับหนังเรื่องนี้เป็นร้อยเท่าพันเท่า
ซึ่งป๋าเจมส์ ก็ไม่ทำไม่ให้เราผิดหวังจริงๆ เกือบทุกช็อต แทบทุกซีน ที่ได้เห็นเต็มสองตา ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความพิถีพิถัน ความละเมียดละไม เป็นที่สุด ด้วยจินตนาการอันล้ำลึกของ เจมส์ คาเมรอน Avatar คือหนังที่ทำให้เรารู้สึกตระการตา อัศจรรย์ใจ ยิ่งนัก เขาได้เนรมิตทุกสรรพสิ่งบนดาวแพนดอร่าให้กลายเป็นประสบการณ์ใหม่อันแสนวิเศษสำหรับคนดูทุกคน ทั้งวิวทิวทัศน์, สิ่งมีชีวิต, สัตว์ประหลาด ที่นอกเหนือจากจะ วิจิตร งดงาม เกินคำบรรยายแล้ว (ใครที่ได้ดู Avatar แบบ 3D คงรู้ว่าฉากป่าเรืองแสงยามค่ำคืนนั้น สุดยอดขนาดไหน!) ทุกอย่างยังดู เนียน เนี้ยบ เหมือนจริง สุดๆ ชนิดที่ถ้าไม่บอกว่านี่เป็นภาพซึ่งเกิดจากเทคนิค Performance Capture (การจับภาพการเคลื่อนไหว อารมณ์ทางสีหน้าและดวงตาของนักแสดง ก่อนจะเอาไปสร้างเป็นตัวละครซีจีอีกที่หนึ่ง) ล่ะก็ เราอาจจะคิดว่าทุกอย่างที่ได้เห็นในหนังเป็นของจริงก็ได้
ในส่วนเรื่องราว (Story) ของหนัง อันนี้ต้องยอมรับกันตามตรงว่า ประเด็นที่หนังนำเสนอนั้น ไม่ใช่ประเด็นใหม่ และจะว่าไปเนื้อเรื่องของ Avatar ดูแล้วก็ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับหนังอย่าง Pocahontas (1995) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Dances With Wolves (1990) หนังของ เควิน คอสเนอร์ ที่เล่าเรื่องของทหารนายหนึ่งที่เข้าไปคลุกคลีกับพวกอินเดียนแดงจนแทบจะกลายเป็นคนในเผ่า แต่แล้ววันหนึ่ง ทางการก็สั่งให้เขาจัดการกับอินเดียนแดงเผ่านี้ซะ ซึ่งเขาเลือกที่จะปฏิเสธและพร้อมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวพื้นเมืองกลุ่มนี้
ด้วยความที่เนื้อหา ไม่ใช่ประเด็นใหม่ หนำซ้ำยังไปคล้ายกับหนังบางเรื่องด้วย จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ใครหลายคนมองว่า บท คือจุดอ่อนของ Avatar ซึ่งอาจจะทำให้ หนังเรื่องนี้พลาดหวังจากรางวัลออสการ์สาขาหนังยอดเยี่ยม
อย่างไรก็ตาม หากเรามองในมุมกลับ จริงอยู่ที่ประเด็นซึ่งหนังนำเสนอนั้น อาจจะไม่ใช่ประเด็นใหม่ แต่มันก็เป็นประเด็นที่มีความร่วมสมัย มีความเป็นสากล และเข้าถึงคนดูทุกกลุ่มได้ไม่ยาก พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ว่าใครที่ได้ดูก็สามารถอินไปกับเรื่องราวในหนังได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่หนังพยายามสื่ออย่างตรงไปตรงมาว่า มนุษย์นี่แหละที่เป็น ตัวประหลาด และเป็น ผู้ทำลาย ตัวจริง (ในหนังชาวเนวีจะเรียกมนุษย์ว่า คนจากฟ้า หรือไม่ก็ เอเลี่ยน!) รวมไปถึงการที่หนังเล่าเรื่องของมนุษย์ซึ่งเข้าไปรุกรานดาวแพนดอร่าเพื่อหวังตักตวงแร่อันมีค่าของที่นั่น เปรียบไปแล้วมันก็เหมือนกับการที่อเมริกาบุกยึดอิรักโดยเอาประเด็นทางการเมืองมาเป็นข้ออ้าง แต่แท้ที่จริงแล้วก็เพื่อครอบครองแหล่งน้ำมัน
นอกจากนี้ การรุกรานชาวเนวีของมนุษย์โลกยังสามารถตีความไปได้อีกหลายแนวทาง เช่น ประเด็นเกี่ยวกับการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือการคืบคลานเข้ามาทำลายวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิม (ชาวเนวี) โดยความเจริญทางด้านวัตถุและเทคโนโลยีสมัยใหม่ (มนุษย์ ที่มักจะมองตัวเองว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีความศิวิไลซ์)
ดังนั้น ถ้าเปิดใจให้กว้างสักหน่อย แล้วมองกันแบบองค์รวมทั้งในส่วนของงานด้านภาพที่ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ และส่วนของเนื้อหาที่สื่อสารกับคนดูแบบเข้าใจง่ายๆ แต่มี “ประเด็น” ต้องถือว่า Avatar เป็นหนังสูตรสำเร็จที่มีความลงตัวมากๆ เรื่องหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ต้องยกความดีความชอบให้แก่ เจมส์ คาเมรอน ไปเต็มๆ เพราะคนที่จะทำแบบนี้ได้ต้องเป็นผู้กำกับที่ “มือถึง” เท่านั้น ถึงจะรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว และวางจังหวะจะโคนของหนังได้ถูกต้องแม่นยำขนาดนี้
ยิ่งเป็นหนังที่มีความยาวเกือบ 3 ชั่วโมงแบบนี้ด้วยแล้ว ถ้าไทม์มิ่งไม่แม่นแบบ “เป๊ะๆ” ล่ะก็ อาจจะทำให้คนดูเบื่อเอาได้ง่ายๆ ลองคิดดูซิว่า จะมีหนังสักกี่เรื่องที่ประเคนให้คุณทุกอย่างทั้ง ภาพงามๆ และ เนื้อหาสนุกๆ ที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้น, เร้าใจ และซาบซึ้ง ไปกับมันตั้งแต่ต้นจนจบ อ้อ...แถมยังมีแง่คิดดีๆ เป็นของฝากกลับบ้านด้วยนะ
ซึ่งทั้งหมดที่ว่านั่น น่าจะเป็นสิ่งที่หนังดีๆ สักเรื่องหนึ่งสามารถมอบให้แก่คนดูแล้วล่ะครับ...
โดย...ชาร์ลี ไฟน์แมน |